Infographics

ประวัติศาสตร์'โมเสก' ศิลปะตระการตาจากโลกยุคโบราณ

มีสำนวนฝรั่งว่า "The whole is greater than the sum of the parts." แปลตรงตัวว่า "สิ่งที่ประกอบกันสมบูรณ์ดีกว่าผลรวมของชิ้นส่วนทั้งหมด" หมายถึงองค์กรหรือทีมงานที่ประสานงานกันย่อมแตกต่างกว่า ดีกว่า และมีความหมายมากกว่าเพียงการรวมหน่วยงานหรือสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน

ศิลปะโมเสก (Mosaic) เป็นตัวอย่างงานศิลป์ที่สอดคล้องกับสำนวนข้างต้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะโมเสกอาศัยชิ้นส่วนที่เรียงต่อกันสวยงามเพื่อประกอบเป็นภาพสวยงาม หากเราถอดชิ้นส่วนหนึ่งออก สิ่งที่เหลือก็จะเป็นแค่เศษวัสดุไร้ความหมาย ใครจะมองเป็นขยะก็ไม่แปลก

วันนี้เราจะพาคุณไปย้อนรอยประวัติศาสตร์ของ 'โมเสก' ศิลปะอันงามตระการตาจากโลกยุคโบราณกัน...

1.ต้นกำเนิดโมเสก

โมเสกปรากฏโฉมขึ้นครั้งแรกประมาณ 3.4 – 3.1 พันปีก่อนคริสต์ศักราชที่วิหารในเมืองอาบรา (Abra) ในอิรักปัจจุบัน และยังปรากฏในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันในวิหารและวังที่เมืองอูรุก (Uruk) เออร์ (Ur) และเอริดู (Eridu) ในอิรัก ในอดีตเมืองเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย อู่อารยธรรมแห่งที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส

สมัยนั้น ช่างฝีมือตกแต่งอาคารด้วยลวดลายสลับสี เหมือนกับโมเสกยุคเริ่มต้น วิธีทำเริ่มจากปั้นดินเหนียวเป็นทรงกรวย จากนั้นทาปูนเปียกเคลือบผิวอาคารหรือเสา และปักกรวยดินเหนียวด้านแหลมเข้าผนังให้แน่น ส่วนด้านเรียบที่หันออก พวกเขาทาสีดำ แดง และขาวให้เป็นเส้นตรง เส้นซิกแซก สามเหลี่ยม หรือสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด คล้ายกับลายเครื่องจักสานหรือลายผ้า แต่ลายสามเหลี่ยมสีดำเรียงต่อกันคือลายที่พบบ่อยที่สุด การปิดทับพื้นผิวด้วยโมเสกทรงกรวยยังช่วยทำให้ผนังปูนทนแดดทนฝนมากขึ้นด้วย

นับจากสหัสวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล อารยธรรมเมโสโปเตเมียและอารยธรรมกรีกเริ่มพัฒนาศิลปะการปูพื้นหินสีต่างๆ เป็นลวดลายคล้ายโมเสกตามแบบฉบับของตนเอง และต่อยอดจนเป็นการสร้างภาพศิลปะโมเสกในเวลาต่อมา


2. ชาวกรีกปฏิวัติวงการโมเสก

ศิลปะโมเสกของกรีกช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ค่อนข้างคล้ายคลึงกับเมโสโปเตเมีย หลักฐานที่เด่นชัดอยู่ที่คฤหาสน์ไดโอไนซัส (House of Dionysus) อาคารขนาดใหญ่ที่เมืองเพลลา (Pella) นครหลวงของอาณาจักรมาซิดอน ทางเหนือของคาบสมุทรกรีก คฤหาสน์ไดโอไนซัสมีขนาด 3.4 พันตารางเมตร แบ่งเป็นห้องหับมากมาย ช่างมาซิดอนใช้กรวดหินสีอ่อนและเข้มสำหรับตกแต่งพื้นห้อง โดยเรียงเป็นลวดลายเรขาคณิต

แต่พอเข้าศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล วิวัฒนาการทำโมเสกก้าวกระโดดในอารยธรรมกรีก ช่างกรีกเริ่มใช้หินกรวดขนาดเล็กลง มีสีสันหลากหลายขึ้น ถึงขั้นสกัดหินหรือเศษวัสดุชนิดอื่น เช่น แก้ว เซรามิก หรือหินมีค่า เป็นรูปทรงที่เหมาะสม ซึ่งอาจมีขนาดเล็กกว่า 4 มิลลิเมตร เพื่อสร้างภาพโมเสกที่ละเอียดและเหมือนจริงยิ่งขึ้น จะว่าไปก็คล้ายการต่อตัวต่อเลโก้ในปัจจุบัน

ชาวกรีกมีศัพท์เฉพาะทางสำหรับเรียกเศษชิ้นส่วนทำโมเสกว่า téssares (เทสเซเรส) แปลตรงตัวว่า สี่ เพราะมักมีสี่ด้าน ต่อมาชาวโรมันเรียกทับศัพท์ว่า tessera (เทสเซรา) และเป็นที่มาของคำภาษาอังกฤษว่า tessera ในปัจจุบัน


3. ศิลปินแห่งชาติกรีกสาขาภาพโมเสก

ฝีมือทำภาพโมเสกของชาวกรีกเลื่องลือไปทั่ว ช่างโมเสกกรีกที่โด่งดังได้แก่ โซซุสแห่งเปอร์กามอส (Sosus of Pergamos, 150-100 ก่อนคริสตกาล) ผลงานของเขางดงามขนาดที่ช่างร่วมสมัยและรุ่นหลังพยายามเลียนแบบ เช่น ภาพชื่อ ‘ของเหลือทิ้งจากงานเลี้ยง’ (Banquet leftovers) หรือภาพชื่อ ‘พื้นที่ยังไม่ได้กวาด’ (Unswept Floor) และภาพชื่อ ‘นกพิราบดื่มน้ำจากชาม’ (Doves Drinking from a Bowl) ซึ่งช่างโรมันทำขึ้นเพื่อตกแต่งวังจักรพรรดิเฮเดรียนแห่งโรม ช่วงศตวรรษที่ 2 ปัจจุบันภาพพื้นที่ยังไม่ได้กวาดอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เกรกอเรียโน โปรฟาโน (Gregoriano Profano) ในวาติกัน ขณะที่ภาพนกพิราบดื่มน้ำจากชามพิพิธภัณฑ์แคปปิตอไลน์ (Capitoline Museums) ในโรม


4.ชาวโรมันต่อยอดโมเสก

ชาวโรมันชื่นชอบศิลปะวัฒนธรรมกรีก ถึงขั้นลอกแบบหรือผนวกกับศิลปะวัฒธรรมโรมัน ศิลปะโมเสกก็เป็นหนึ่งในศิลปะที่ชาวโรมันประยุกต์มาตกแต่งคฤหาสน์และบ้านของตน พวกเขาสามารถสร้างเทสเซราขนาดเล็กเพียง 1 มิลลิเมตร และมีแนวปฏิบัติที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการสร้างโมเสกตกแต่งพื้นและโมเสกตกแต่งผนัง เหล่าช่างโรมันยังนิยมสลักชื่อในวงการของตนเป็นภาษากรีกลงบนผลงาน ประหนึ่งว่าอยากให้ความเป็นศิลปินของตนผูกกับความเป็นกรีกในทุกๆ ด้าน

ชาวโรมันยังลอกแบบโมเสกกรีกที่สวยงามและโด่งดังมากมาย ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นมรดกโลก เพราะผลงานต้นฉบับของกรีกจำนวนมากที่สูญหายตามกาลเวลา เหลือไว้แต่ผลงานเลียนแบบที่ช่างโรมันลอกแบบในยุคหลัง


5. ภาพโมเสกเผยบรรพบุรุษชุดบิกินี

ชาวโรมันช่วยเปิดเผยข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เช่น ภาพหญิงโรมันสวมชุดผ้าคาดอกและกางเกงขาสั้นรัดรูปในที่สาธารณะ สมัยศตวรรษที่ 4 ในวิลลา โรมานา เดล กาซาเล (Villa Romana del Casale) คฤหาสน์บนเกาะซิซีลี พวกเธอกำลังเล่นกีฬาชนิดต่าง ๆ โดยคาดอกด้วยสโตรฟิอุม (strophium) และสวมกางเกงซุบลีกาคุลุม (subligaculum) การค้นพบนี้ช่วยให้เรารู้ว่าหญิงโรมันแต่งกายคล่องตัวและระบายอากาศได้ดีขณะออกกำลังกาย และเป็นบรรพบุรุษของชุดบิกินีในปัจจุบัน


6. ภาพกษัตริย์กรีกที่ช่างโรมันอนุรักษ์ไว้

ภาพโมเสกของอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนีย (356–323 ก่อนคริสตกาล) จักรพรรดิกรีกผู้โด่งดัง ซึ่งเราอาจคุ้นตา ก็ไม่ได้เป็นต้นฉบับโดยคนกรีก แต่เป็นผลงานลอกแบบโดยช่างโรมันช่วงศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล และอยู่บนพื้นคฤหาสน์ฟอน (House of the Faun) ในเมืองปอมเปอี แม้สภาพภาพโมเสกอาจเสียหาย แต่ก็เป็นหนึ่งในภาพจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่สำคัญของโลก


7. ชาวไบแซนไทน์ใช้โมเสกเชิดชูศาสนาและบุคคล

จักรวรรดิไบแซนไทน์ (คริสต์ศักราช 330–1453) หรือโรมันตะวันออกชอบศิลปะโมเสก เช่นเดียวกับโรมันตะวันตก แต่โมเสกที่โดดเด่นของไบแซนไทน์คือโมเสกในวิหารคริสต์ ช่างไบแซนไทน์มักใช้แผ่นทองคำเปลวตกแต่งภาพศาสดาในศาสนาคริสต์ ได้แก่ พระเยซู พระแม่มารีย์ และนักบุญ และบุคคลสำคัญ เช่น จักรพรรดิ มเหสี และขุนนาง ประหนึ่งเป็นการเสริมบารมีของบุคคลเหล่านี้

ภาพโมเสกสมัยไบแซนไทน์ที่โด่งดัง ได้แก่ โมเสกที่มหาวิหารอาเยียโซเฟีย (Hagia Sophia) ในอิสตันบูล ประเทศตุรกี และโมเสกที่มหาวิหารซาน วิทาเล (Basilica of San Vitale) ที่ราเวนนา (Ravenna) เมืองหลวงแห่งที่สองของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ซึ่งมีภาพจักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1 กับจักรพรรดินีทีโอโดรา และคณะขุนนางคนสำคัญ


8. โมเสกที่เกือบจะจมน้ำ

ในปี 2000 ตุรกีสร้างเขื่อนบิเรซิก (Birecik Dam) บนแม่น้ำยูเฟรติส ทางภาคใต้ของประเทศ ซึ่งจะทำให้น้ำท่วมพื้นที่บริเวณดังกล่าว รวมถึงเมืองซิวก์มา (Zeugma) แหล่งขุดค้นสำคัญตั้งแต่ปี 1987 นักโบราณคดีมือฉมังและเงินทุนจากหลายช่องทางจึงแห่แหนไปที่เมืองซิวก์มา เพื่อเร่งเก็บกู้โบราณวัตถุให้ได้มากที่สุด ก่อนพวกมันจะจมน้ำ

เมืองซิวก์มาก่อตั้งโดยเซลิวคุสที่ 1 ไนเคเตอร์ (Seleucus I Nicator, 385–281 ปีก่อนคริสตกาล) หรือ 'เซลิวคุสที่ 1 ผู้ชนะ' หนึ่งในผู้บัญชาการคนสำคัญของอเล็กซานเดอร์มหาราช และกษัตริย์ปกครองจักรวรรดิกรีกส่วนตะวันออกอเล็กซานเดอร์สวรรคต ที่จริง เซลิวคุสตั้งชื่อเมืองว่า เซลิวเคีย (Seleucia) แต่ในปี 64 ก่อนคริสตกาล กองทัพโรมันยึดเมืองเซลิวเคีย และตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า ซิวก์มา แปลว่า สะพาน หรือจุดข้าม ในภาษากรีก เมืองซิวก์มารุ่งเรืองช่วงที่โรมันปกครอง กระทั่งกองทัพจักรวรรดิซาซาเนียน (Sasanian Empire) จากเปอร์เซียยึดเมืองในปี 253 ทำให้เมืองเสื่อมถอยและถูกลืม กระทั่งนักโบราณคดีค้นพบอีกครั้งในปี 1987

ชาวตุรกีสร้างพิพิธภัณฑ์โมเสกซิวก์มา (Zeugma Mosaic Museum) พิพิธภัณฑ์โมเสกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เมืองกาซีอันเท็พ (Gaziantep) ด้วยเงินทุน 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 900 ล้านบาท พร้อมเปิดให้เข้าชมครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2011 โมเสกจากเมืองซิวก์มาเป็นโมเสกที่สวยงามอันดับต้นๆ ของโลก โดยพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโมเสกรวมพื้นที่ ถึง 1.7 พันตารางเมตร ขณะที่นักโบราณคดียังคงพยายามเก็บกู้โมเสกและโบราณวัตถุที่เมืองเก่าซิวก์มาเพิ่มเรื่อยๆ


9.การค้นพบครั้งล่าสุดที่อิตาลี

วันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีข่าวโด่งดังไปทั่วโลกว่า ทีมโบราณคดีได้ค้นพบโมเสกบนพื้นคฤหาสน์ ซึ่งมีสภาพดีและฝั่งใต้ดินลึกหลายเมตร บริเวณไร้องุ่นใกล้เมือง Negrar di Valpolicella ในแคว้นเวโรนา ทางเหนือของประเทศอิตาลี

ย้อนกลับไปในปี 1922 นักโบราณคดีพบซากคฤหาสน์โรมันสมัยศตวรรษที่ 3 ณ ที่บริเวณนี้เช่นกัน แต่พวกเขาหยุดขุดค้นพื้นที่นี้ไปเกือบร้อยปี และเพิ่งกลับมาขุดค้นใหม่อีกครั้งเมื่อฤดูร้อนปี 2019 ที่ผ่านมานี้เอง การขุดค้นชะงักในเดือนกุมภาพันธ์ 2020 เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 ก่อนจะทำการขุดต่ออีกครั้งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

มีรายงานว่า ขณะนี้นักโบราณคดีทั่วอิตาลีเริ่มเดินหน้าขุดค้นแหล่งโบราณคดีครั้งใหญ่ หลังรัฐผ่อนปรนมาตรการช่วงโควิด-19 ไม่แน่ว่าชาวโลกอาจจะได้พบกับศิลปะโมเสกโบราณอันงดงามล้ำค่าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้.


ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข

อ้างอิง

https://www.ancient.eu/Mosaic/

https://www.archaeology.org/issues/44-1211/features/252-features-zeugma-after-the-flood

http://cargocollective.com/klink/History-Cone-Mosaic-Mesopotamia

https://www.bbc.com/news/world-europe-52818746?fbclid=IwAR0-gLkiU2k5bQLKZoazByPrxztPatyChXCmVZa8x07riV8kAAl2wxGKJPU

edition.cnn.com/style/article/negrar-mosaic-floor-italy-discovery-scli-intl/index.html

https://www.forbes.com/sites/rebeccahughes/2020/05/28/a-treasure-beneath-the-vines-roman-mosaics-unearthed-under-vineyard-in-italy/

https://www.mozzaico.com/journey-mosaic-throughout-history/

https://www.theguardian.com/world/2020/may/27/ancient-roman-mosaic-floor-discovered-verona-italy

https://www.youtube.com/watch?v=fvX1vorZgF4

https://www.youtube.com/watch?v=zPjbiP66-6M

https://zeugma.packhum.org/toc

#โมเสก #อิตาลี #ศิลปะ #ข่าวประวัติศาสตร์ #ประวัติศาสตร์ #gypzyworld
 

Comments

Latest Article