World Civilization

กับดักของธูคูดีเดส (Thucydides’ trap) ปากทางแห่งมหาสงคราม

นักรัฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศมักศึกษางานเขียนของนักประวัติศาสตร์กรีกโบราณ ชื่อว่า ธูคูดีเดส (Thucydides อังกฤษออกเสียงว่า ทิวซีดีดีส) เขาบันทึกการสงครามระหว่างนครรัฐกรีกโบราณในหนังสือประวัติศาสตร์สงครามคาบสมุทรเพโลโพเนเซียน (History of the Peloponnesian War) หัวใจของประวัติศาสตร์ตอนนี้ คือการผงาดขึ้นมามีอำนาจของนครรัฐเอเธนส์ กระทั่งบีบบังคับจนนครรัฐสปาร์ตาไม่อาจนิ่งเฉย ต้องเผชิญหน้ากัน นำไปสู่สงครามในที่สุด ทั้งๆ ที่เอเธนส์และสปาร์ตาต่างคนต่างอยู่ก็ได้ แต่เพราะภาวะบีบบังคับ ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเริ่มสงคราม เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง เข้าทำนองว่า เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้

ธูคูดีเดส กล่าวไว้ว่า "เป็นเพราะการเถลิงอำนาจของเอเธนส์ และเพราะความกลัวของฝ่ายสปาร์ตาเองทำให้สงครามไม่อาจหลีกเลี่ยงได้" ถ้อยความนี้กลายเป็นหลักพิจารณาความเสี่ยงของสงครามระหว่าง 2 มหาอำนาจ เรียกว่า กับดักของธูคูดีเดส (Thucydides’ trap)


ประติมากรรมรูปเหมือนครึ่งตัวของธูคีดีเดส จำลองจากของจริงที่สร้างขึ้นสมัยโรมัน ราวปีค.ศ. 100 อยู่ที่ Pushkin museum ประเทศรัสเซีย ที่มาของภาพ

ธูคูดีเดสบันทึกว่า ก่อนที่สปาตาร์จะรบกับเอเธนส์มีนักการทูตนักวาทศิลป์โน้มน้าวให้สปารร์ตารบเหมือนกัน แต่ที่สปาร์ตารบไม่ใช่เพราะถูกกล่อม แต่เพราะความกลัว เพราะเวลานั้นใครๆ ก็หันไปคบกับเอเธนส์กันหมด ทิ้งให้มหาอำนาจเดิมอยู่หัวเดียวกระเทียมลีบ - ฟังดูคุ้นๆ นะครับ

มีกรณีศึกษาน่าสนใจระหว่างอังกฤษกับจักรวรรดิเยอรมันก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 พระเจ้ากรุงบริเตนใหญ่กับไกเซอร์ทรงเป็นพระญาติกันค่อนข้างสนิท แต่ตอนนั้นเยอรมนีเริ่มเติบใหญ่ อุตสาหกรรมก้าวหน้า เศรษฐกิจเริ่มมั่งคั่ง กำลังจะเทียบรัศมีมหาอำนาจบริเตน เจ้าพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ทรงกังวล จึงถามเสนาว่า พระญาติเราจะออกลายไหม เสนาถวายเมโมตอบว่า เห็นทีต้องรบเป็นแน่ เพราะเยอรมันรวยเมื่อไหร่จะสร้างกองทัพเรือเทียบบารมีเราเป็นแน่แท้

พอดีพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดสวรรคตเสียก่อน พระเจ้าจอร์จที่ 5 ครองราชย์ ไกเซอร์ วิลเฮล์ม ทรงมาเยี่ยมพระศพพร้อมกับประธานาธิบดีธีโอดอร์ รูสเวลท์ แห่งสหรัฐฯ ซึ่งเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามจะจับให้บริเตนกับเยอรมนีลงนามเป็นมิตร แต่ไกเซอร์ทรงบ่ายเบี่ยงว่าไม่เอาดอก แม้นเยอรมนีจำต้องสร้างกองทัพให้ใหญ่โต แต่เรารักอังกฤษจะตาย เพราะเราโตที่อังกฤษ เลี้ยงมาแบบสุภาพบุรุษผู้ดีอังกฤษ นอกจากเยอรมนีแล้ว เราเทิดทูนอังกฤษที่สุด

แล้วก็จริงอย่างทรงว่า คือ "นอกจากเยอรมนีแล้ว เราเทิดทูนอังกฤษที่สุด" จึงทรงทำเพื่อประเทศชาติอย่างที่สุดด้วยการรบกับอังกฤษเสียเลย ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ผลก็คือ ประเทศแพ้ยับเยิน ไกเซอร์ถึงกับถูกไล่จากบัลลังก์


จักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 แห่งเยอรมนี กับวินสตัน เชอร์ชิล ถ่ายเมื่อปี 1906 ระหว่างร่วมในการซ้อมรบที่ซิเลเซีย เยอรมนี ที่มาของภาพ 

คีย์เวิร์ดสำคัญอยู่ที่ ความกลัวของมหาอำนาจเดิม กับความกำแหงของมหาอำนาจใหม่ หากบริหารจัดการไม่ดีพอ ก็เตรียมรบได้เลย

ในเวลานี้หลายคนลุ้นว่าจะเกิดการปะทะระหว่างจีนกับสหรัฐฯ มากที่สุด ขณะที่รัสเซียแม้จะเป็นมหาอำนาจเช่นกัน แต่จุดปะทะยังน้อยกว่าจีน ซึ่งมีทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เกาหลีเหนือ และทะเลจีนใต้ ยังไม่รวมสงครามนอกสารบบที่เกิดขึ้นแล้ว และยังดำเนินต่อไป นั่นคือ สงครามในโลกไซเบอร์

แต่น่าแปลกประหลาดมาก ฝ่ายที่เอ่ยถึงกับดักของธูคูดีเดสเป็นคนแรก ไม่ใช่นักรัฐศาสตร์หรืออเมริกัน แต่เป็น สีจิ้นผิง ผู้นำจีนที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงกับดักของธูคูดีเดส เพื่อป้องกันความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจใหม่ (จีน) กับมหาอำนาจเดิม (สหรัฐฯ+พันธมิตร)

เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว หลังจากที่สีจิ้นผิงเอ่ยถึงกับดักของธูคูดีเดส ก็พยายามที่จะผ่อนปรนท่าทีมาโดยตลอด ไม่ยอมเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ โดยตรง แต่แม้ว่าจะถูกยั่วยุในหลายกรณี โดยเฉพาะจุดที่สุ่มเสี่ยงที่สุดคือ ปัญหาทะเลจีนใต้

ธูคูดีเดสแนะแนวทางไว้เหมือนที่สีจิ้นผิงบอกนั่นเอง คือ ถ้ารู้ว่าจะปะทะ ก็ควรคุยกันดีๆ ก่อน เสียอย่างเดียวก็คือ ในประเทศนั้น มีพวกหัวรุนแรงที่เย่อหยิ่งในศักดิ์ศรี ยอมหักไม่ยอมงอ ยั่วยุให้ต่างฝ่ายเข้าชนกัน ในยุคสปาร์ตาก็มีขุนนางใหญ่คือ สเธเนไลดาส เรียกร้องให้รบเพื่อศักดิ์ศรี บีบบังคับให้องค์ราชันอาร์คิดามุส ที่ใจเย็นไม่อยากรบ พยายามให้ทุกฝ่ายรอดูสถานการณ์ ต้องยอมซาวเสียงและผลก็คือ สปาร์ตาต้องรบ สุดท้ายก็พ่ายแพ้แก่เอเธนส์


สีจิ้นผิงกับวลาดิมีร์ปูติน ในงานสวนสนามระลึกชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่ 9 พฤษภาคม 2015 ที่มาของภาพ

แต่จีนไม่ใช่สปาตาร์และเอเธนส์ไม่ใช่สหรัฐฯ ทั้งจีนและสหรัฐฯ มีความเกี่ยวพันในทางเศรษฐกิจที่เหนียวแน่นมาก จึงยากที่ทั้ง 2 ประเทศ จะจับมือกันก่อสงครามใหญ่ เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเล่นงานกัน อีกฝ่ายก็เท่ากับตัดท่อน้ำเลี้ยงตัวเองไปด้วย อีกอย่างนะครับ ดอลลาร์จะยังเป็นสกุลเงินหลักของโลกไปอีกนานเท่านาน ตราบใดที่จีนยังซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯ อยู่อย่างนี้

ท่าทีนี้ยังทำให้ผู้เขียนนึกถึงเรื่องหนึ่งได้ว่า นั่นคือ คนจีนไม่ได้ชิงชังสหรัฐฯ ถึงขนาดจะฆ่าจะแกงทุกทีที่มีปัญหา และเหมาเจ๋อตงเอง แม้จะทำทีว่าชิงชังจักวรรดินิยมอเมริกัน แต่แท้จริงแล้ว ก็น่าจะเป็นเป็นพวกนิยมอเมริกันอยู่ลึกๆ

วิธีคิดของเหมาเจ๋อตงก็คือ จีนต้องมองศัตรูใกล้คือ ญี่ปุ่น อินเดีย และรัสเซีย กลุ่มประเทศเหล่านี้เป็นไม่เบื่อไม้เมากับจีนมาโดยตลอด ญี่ปุ่นนั้นเป็นแค้นฝังหุ่นตั้งแต่สมัยสงครามโลก อินเดียมีปัญหาชายแดนที่ไม่มีวันจบสิ้น อย่างล่าสุดคือ การเผชิญหน้าที่ชายแดนแถบที่ราบสูงดอกลัม และรัสเซียเป็นจำพวกที่ไว้ใจได้ยาก แต่ต้องคบกันไปเพื่อถ่วงดุลทางการทูต

เหมาบอกว่าจะสู้กับศัตรูใกล้ต้องใช้วิธีของบรรพบุรุษ คือต้องไปสร้างแนวร่วมที่ไกลตัวออกไปเพื่อให้โอบล้อมเข้ามา วิธีนี้เป็นยุทธศิลป์สร้างพันธมิตรแนวดิ่งแนวนอนสมัยจ้านกว๋อ ต้องใช้พวกสำนักปรัชญาวิชาทูต (หรือ สำนักจงเหิง / 纵横家) ปากเป็นเอกเลขเป็นโท ประสานผลประโยชน์เก่ง เกลี้ยกล่อมให้มิตรไกลมาช่วยล้อมศัตรูใกล้แบบแนบเนียน

แผนที่ยุคจ้านกั๋ว หรือยุครณรัฐ ช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่สำนักต่อรองทางการทูตระหว่างรัฐเฟื่องฟู ที่มาของภาพ

มิตรไกลของเหมาเจ๋อตงคือ สหรัฐฯ ที่เขาดึงเข้ามาช่วยยันโซเวียต ที่เหมาเริ่มเห็นแล้วว่าพึ่งไม่ได้ และยังจ้องจะตะครุบจีนด้วย สาเหตุหนึ่งที่จีนแตกหักกับโซเวียต เพราะฝ่ายนั้นต้องการสร้างแนวร่วมป้องกันเอเชีย คล้ายๆ สนธิสัญญาวอร์ซอ แต่จีนสงสัยว่าไอ้เจ้าแนวร่วมนี้มันไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันเอเชียจากอเมริกัน แต่เพื่อล้อมจีนเสียมากกว่าโดยมีมอสโกเป็นคันเบ็ด ส่วนให้เวียดนามเป็นตะขอเบ็ดช่วยกันเกี่ยวจีน

ตอนนั้นจีนช่วยเวียดนามถล่มสหรัฐฯ แต่หลังจากสะบั้นรักกับโซเวียต ไม่นานจีนหันไปถล่มเวียดนามเสียเอง และยังมีการเจรจาเพื่อเปิดสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศอีกครั้ง โดยมี คิสซิงเจอร์ อุตส่าห์แอบเข้ามาคุยถึงจีน หลังจากนั้นเหมือนเปิดก๊อก นานาประเทศแห่กันมาคบหาจีน รวมถึงไทยด้วย ซึ่งปีนี้ฉลองครอบครอบ 40 ปีพอดี

ตอนนี้ภาพคล้ายกับเมื่อหลายทศวรรษก่อน อินเดียกับรัสเซียดึงจีนมาเป็นพวกแล้วมีปัญหาประปรายพอคุยกันได้ ส่วนญี่ปุ่นเพิ่งผ่านกฎหมายให้ทหารไปรบต่างประเทศได้ จีนยิ่งมองญี่ปุ่นเป็นภัยคุกคาม ส่วนเวียดนามกำลังหาแนวร่วมสู้จีนที่มาฮุบเกาะทะเลจีนใต้ ถึงขนาดไปคบหาศัตรูเก่าอย่างสหรัฐฯ
(รายนี้ใช้ยุทธศาสตร์แบบจีน) 2 ประเทศนี้ท่าทางจะคุยกันลำบาก ยังมีฟิลิปปินส์อีกประเทศที่พยายามล็อบบี้ให้อาเซียนช่วยกันถล่มจีน แต่ตอนนี้เริ่มกลับลำมาประนีประนอมกับจีน

คาดว่า จีนต้องการยืนยันกับสหรัฐฯ ว่า "เราไม่ใช่ภัยคุกคามกันและกัน" และในสภาพเศรษฐกิจโลกอย่างนี้อย่ามาแลกหมัดกันเลย ค้าขายกันจะดีกว่า ส่วนประเทศในเครืออำนาจที่ฮึ่มๆ กัน ก็ช่วยปรามๆ แล้วแก้ไขไปทีละเปราะน่าจะเข้าท่า

ยุทธศาสตร์การค้านำการรบนี่สำคัญมาก เหมาเจ๋อตงก็เคยเปรยไว้ก่อนจะคบอเมริกันจริงๆ จังๆ ว่า
ลูกหม้อสำคัญของอเมริกาคือ เกาหลีใต้ คนเกาหลีนั้นชอบกินเผ็ด ส่วนจีนก็ผลิตพริกได้มากมายมหาศาล หากเลิกเผชิญหน้ากันได้ จะได้ช่วยกันค้าขาย ฝ่ายหนึ่งกินพริก ฝ่ายหนึ่งค้าพริก ต่างก็วินวิน และการค้าพริกของจีนกับเกาหลีใต้เป็นแผนหนึ่งในการเขยิบเข้าไปหาสหรัฐฯ เมื่อ 40 กว่าปีก่อนด้วย


เหมาเจ๋อตงกับประธานาธิบดีฟอร์ด แห่งสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางเยือนจีนในปี 1975 
ที่มาของภาพ

จะเห็นได้ว่าจีนพยายามเข้าหาเกาหลีใต้ในช่วง 3 - 4 ปีมานี้ แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา เกิดกินแหนงแคลงใจอย่างรุนแรงจากกรณีระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD อย่างไรเสีย จีนจะไม่ทิ้งเยื่อใยเกาหลีใต้แน่นอน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่เกาหลีเหนือเริ่มที่จะ Ouit of control

เหมาเจ๋อตง ไม่ได้หวังว่าสัมพันธ์จีนสหรัฐฯ จะราบรื่น และยังยืนยันทฤษฎีสังคมนิยมที่มองเห็นจุดจบของระบอบทุนนิยมในท้ายที่สุด แต่เขาหวังว่า ผู้นำจีนรุ่นหลังๆ จะช่วยแก้ไขปัญหาที่ยังคาใจ เพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

อนึ่งคำว่า "มิตร" กับ "ศัตรู" ที่ผมใช้ ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นเพื่อนรักดูดดื่มหรือคู่อาฆาตข้ามชาติ แต่เป็นการให้นิยามคร่าวๆ เพราะในเวทีการเมืองระหว่างประเทศไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร

Comments

Latest Article