World Civilization

ไขความลับแห่งการล่มสลายของอาณาจักรมายา

ท่ามกลางป่าฝนของทวีปอเมริกากลางในประเทศกัวเตมาลา เมื่อประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งเริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้น เรารู้จักพวกเขาในชื่อ อารยธรรม “มายา” (Maya) ซึ่งรุ่งเรืองอยู่ในรูปแบบของรัฐอิสระที่รบพุ่งเพื่อแย่งชิงดินแดนและความเป็นใหญ่กันตลอดเวลา อาณาจักรของพวกเขาได้ขยายอาณาเขตกินพื้นที่ประเทศในปัจจุบันของทวีปอเมริกากลาง 5 ประเทศ อันประกอบไปด้วย เม็กซิโก กัวเตมาลา เบลิซ ฮอนดูรัส และเอลซัลวาดอร์ หลักฐานที่ค้นพบในนครเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงองค์ความรู้ในด้านดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ที่น่าทึ่ง ชาวมายาโบราณมีระบบการคิดคำนวณที่ซับซ้อน พวกเขาใช้เลขฐาน 20 นอกจากนั้นยังรู้จักเลข 0 อีกด้วย!

ทุกนครรัฐของชาวมายาอัดแน่นไปด้วยพีระมิดทรงขั้นบันไดที่สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสุสานบ้าง วิหารบ้าง สถานที่บูชายัญแด่เทพเจ้าบ้าง บางนครมีสนามกีฬาสำหรับแข่ง “ฮิปบอล” ของชาวมายาที่ต้องใช้ “สะโพก” ในการเล่นด้วยเช่นกัน นักมายันวิทยาพบว่า ชาวมายาโบราณใน 5 ประเทศของอเมริกากลางรุ่งเรืองอยู่ใน 3 ยุคหลักๆ ยุคแรกสุดเรียกว่ายุค “ก่อนคลาสสิก” (Pre-Classic) อยู่ในช่วงประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล มาจนถึงปี ค.ศ. 250 ยุคต่อมาคือ ยุคที่ชาวมายาโบราณรุ่งเรืองถึงขีดสุด หรือยุค “คลาสสิก” (Classic) อยู่ในช่วงประมาณปี ค.ศ. 250 ถึง ค.ศ. 909 ส่วนยุคสุดท้ายก็คือยุค “หลังคลาสสิก” (Post-Classic) เปรียบเสมือนยุคเสื่อมถอยของอาณาจักรมายาที่กินช่วงเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 909 ไปจนถึงยุคที่ชาวสเปนบุกเข้ามาพิชิตนครสุดท้ายของชาวมายาโบราณลงไปได้ ในช่วงประมาณปี ค.ศ. 1697


นครปาเลงเกยุครุ่งเรือง สมัยคลาสสิก เปรียบประหนึ่งเพชรเม็ดงามในสถาปัตยกรรมของชาวมายาโบราณ ที่มาของภาพ

แต่คำถามที่นักมายันวิทยาให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ ช่วงเชื่อมต่อระหว่างยุคที่ชาวมายาโบราณจงใจละทิ้งถิ่นฐาน และนครของตัวเองออกไปโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด โดยเฉพาะในยุคคลาสสิกที่มหานครของชาวมายาซึ่งรุ่งเรืองถึงขีดสุดกว่า 10 นคร อย่างเช่น ติกัล (Tikal) ปาเลงเก (Palenque) หรือคาลักมุล (Calakmul) ต้องถูกทิ้งร้าง อะไรคือแรงผลักดันให้พวกเขาต้องออกไปค้นหานครแห่งใหม่ จะเป็นเพราะสงคราม สภาพอากาศ ความแห้งแล้ง หรือด้วยเหตุผลกลใดกันแน่!?

สิ่งที่นักมายันวิทยาค้นพบจากการขุดค้นในนครต่างๆ ที่เคยรุ่งเรือง ทว่า ถูกทิ้งร้างได้ทำให้พวกเราเห็นภาพของสาเหตุการล่มสลายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และต้นเรื่องทั้งหมดก็มาจาก “ชาวมายาโบราณ” นี่เอง!

เอ้า! ชาวมายาจะทำให้อาณาจักรของตัวเองล่มสลายลงไปทำไมล่ะ!? จริงๆ แล้วพวกเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นหรอก แต่มันเป็นผลกระทบทางอ้อมที่สั่งสมมาเรื่อยๆ จากโครงการก่อสร้างทั้งวิหารและพีระมิดอันยิ่งใหญ่ของพวกเขาต่างหากเล่า ด้วยว่าพีระมิดของชาวมายาโบราณไม่เหมือนกับพีระมิดของชาวไอยคุปต์ พวกเขานิยมฉาบปูนขาวด้านนอกก่อนที่จะทาสีให้องค์พีระมิดเป็นสีแดงสดคล้ายเลือด ตัวการสำคัญของปัญหาอยู่ที่ “ปูนขาว” ที่ชาวมายาโบราณนำมาฉาบพีระมิด และสิ่งปลูกสร้างของพวกเขานี่เอง เพราะกว่าจะได้ปูนขาวมาใช้งานในโครงการใหญ่ๆ ขนาดนั้น พวกเขาจะต้องเผาหินปูนจำนวนมหาศาล และสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเผาหินปูนก็คือ “ฟืน” ที่มาจากต้นไม้ในป่าฝนอันเขียวชอุ่มของทวีปอเมริกากลาง ถึงแม้ว่าดินแดนแถบนี้จะมีไม้เหลือเฟือให้พวกเขาตัดไปใช้ได้ไม่อั้น แต่การตัดไม้ทำลายป่าทั้งผืน เพื่อนำฟืนมาเผาหินปูนนั้น กระทบต่อระบบนิเวศเข้าอย่างจัง!


ภาพจำลองความยิ่งใหญ่ของนครเอล-มิราดอร์ ในยุคก่อนคลาสสิกของชาวมายาโบราณ พวกเขาต้องเผาหินปูนจำนวนมหาศาลมาฉาบองค์พีระมิด แล้วจึงทาสีแดงสดลงไปที่ผิวด้านนอก ที่มาของภาพ

นักมายันวิทยาที่ขุดค้นหลักฐานจากเมืองเอล-มิราดอร์ (El-Mirador) อันเป็นนครสำคัญของชาวมายาโบราณยุคก่อนคลาสสิกพบว่า ชาวเมืองเอล-มิราดอร์ได้โค่นป่าผืนใหญ่ไปจนโล่งเตียน ผลที่ตามมาเมื่อป่าหายไปจากระบบนิเวศก็คือ เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน น้ำฝนที่ไหลบ่าลงมาจากเชิงเขาก็จะชะล้างให้ดินไหลลงไปยังบ่อน้ำและทะเลสาบ จนทำให้แหล่งน้ำเหล่านั้นตื้นเขิน พอไร้ซึ่งน้ำ เกษตรกรรมในเมืองเอล-มิราดอร์ก็ล้มเหลว ชาวมายาโบราณต้องพึ่งพาเกษตรกรรมและการเพาะปลูก โดยเฉพาะพืชตระกูลข้าวโพดที่ถือเป็นอาหารหลักของพวกเขา แต่เมื่อไม่มีน้ำ ไม่มีปุ๋ย ข้าวโพดก็ไม่สามารถงอกงามขึ้นมาได้เหมือนเคย สุดท้ายชาวมายาโบราณในยุคก่อนคลาสสิกจึงต้องอพยพออกไปจากนครที่เคยรุ่งเรือง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นผลพวงมาจากการ “ทำลายธรรมชาติ” ของพวกเขานั่นเอง


ซีโนเตหรือแหล่งน้ำใต้ดินเช่นนี้ พบเห็นได้ในหลายนครของชาวมายาโบราณ ยุคหลังคลาสสิก แถบคาบสมุทรยูคาทาน ที่มาของภาพ

แต่หลังจากที่ชาวมายาโบราณอพยพมาตั้งถิ่นฐานจนเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้อีกครั้งในยุคคลาสสิก ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอยอีกจนได้ ยุคคลาสสิกรุ่งเรืองอยู่ได้เพียงแค่ราว 650 ปี ชาวมายาโบราณก็ทิ้งถิ่นฐานออกไปสร้างนครแห่งใหม่ที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณแถบคาบสมุทรยูคาทาน (Yucatan) ทางทิศตะวันออกของประเทศเม็กซิโก ซึ่งเมืองส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่มี “ซีโนเต” (Cenote) หรือแหล่งน้ำใต้ดินทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเมืองชิเชน อิทซา (Chichen Itza) หรือมายาปัน (Mayapan) ปัจจุบันแหล่งน้ำใต้ดินเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

แต่การที่ชาวมายาโบราณยุคคลาสสิกอพยพออกไปหา “แหล่งน้ำ” แห่งใหม่เช่นนี้ บ่งบอกอะไรกับนักมายันวิทยาเกี่ยวกับการล่มสลายครั้งยิ่งใหญ่ของอาณาจักรมายาโบราณในยุครุ่งเรืองนี้หรือไม่? จากการขุดค้นชั้นดินในมหานครของชาวมายาโบราณยุคคลาสสิก นักมายันวิทยาค้นพบหลักฐานที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ามันได้บ่งบอกเป็นนัยถึง “ฤดูแล้ง” อันแสนยาวนานที่ชาวมายาโบราณต้องเผชิญ อีกทั้งยังรุนแรงที่สุดในช่วงประมาณปี ค.ศ. 800 ถึง ค.ศ. 1000 สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ชาวมายาโบราณยุคคลาสสิกเริ่มละทิ้งถิ่นฐานของพวกเขาออกไปหานครแห่งใหม่ในแถบคาบสมุทรยูคาทานด้วยเช่นกัน


กราฟแสดงข้อมูลให้เห็นว่า ในช่วงประมาณปี ค.ศ. 800 ถึง ค.ศ. 1000 นั้น อาณาจักรมายาเผชิญกับความแห้งแล้งสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับการล่มสลายในช่วงยุคคลาสสิกของชาวมายาโบราณด้วยเช่นกัน ที่มาของภาพ


แต่นักมายันวิทยาส่วนใหญ่ก็เสนอว่า ฤดูแล้งที่รุนแรงคงไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้ชนโบราณที่รุ่งเรือง ต้องถึงกับยอมละทิ้งถิ่นฐานอย่างปัจจุบันทันด่วนเช่นนี้ ทว่า มันน่าจะเกิดจากหลายสาเหตุประกอบกัน ทั้งสภาพดินจากผืนป่าที่ถูก “เผา” มาหลายครั้ง จนไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูกอีกต่อไป ประกอบกับจำนวนประชากรที่ค่อยๆ ทวีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ เมื่ออาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวเมืองในจังหวะที่ฤดูแล้งค่อยๆ คืบคลานเข้ามา ปัจจัยหลายอย่างลงตัวประจวบเหมาะกันพอดี นั่นจึงทำให้ชาวมายาโบราณตัดสินใจละทิ้งนครที่เคยรุ่งเรือง ออกไปค้นหาแผ่นดินผืนใหม่ที่อุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่า หลักฐานชิ้นสุดท้ายที่ชาวมายาโบราณยุคคลาสสิกได้ทิ้งเอาไว้ก็คือ ศิลาจากเมือง “โทนีนา” (Tonina) ลงวันที่ 15 มกราคม ค.ศ. 909 เอาไว้ ด้วยเหตุนี้ นักมายันวิทยาจึงได้ยึดตัวเลขนี้เป็นปีสุดท้ายของความรุ่งเรืองแห่งอาณาจักรมายาโบราณยุคคลาสสิกนั่นเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: http://www.history.com/news/what-caused-the-maya-collapse-archaeologists-uncover-new-clues
Website: http://www.bbc.com/earth/story/20160222-severe-droughts-explain-the-mysterious-fall-of-the-maya
Website: http://www.smithsonianmag.com/science-nature/why-did-the-mayan-civilization-collapse-a-new-study-points-to-deforestation-and-climate-change-30863026/
Website: https://www.learner.org/exhibits/collapse/mayans.html Website: https://science.nasa.gov/science-news/science-at-nasa/2009/06oct_maya

Comments

Latest Article