Fire & Sword

อาวุธยุทโธปกรณ์ยุคสงครามโลกและรูปแบบการรบบางแบบที่ยังใช้งานในทุกวันนี้

สงครามคือสิ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาและคิดค้นอาวุธแบบต่างๆ ที่สามารถตอบสนองภารกิจและช่วงชิงความได้เปรียบให้อยู่กับฝ่ายตน อาวุธเหล่านี้แม้ผ่านพ้นยุคสมัยของมันมาแล้วก็ตาม แต่ยังมีความสามารถในการทำลายหรือชดเชยสิ่งที่ขาดหายให้แก่กองกำลังหรือกองทัพในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอาวุธในช่วงยุคสงครามโลกซึ่งยังคงมีการนำใช้ในยุคนี้ ในบางสนามรบของโลก นอกจากนี้รูปแบบของการรบบางอย่างก็ยังมีสภาพการรบและยุทธวิธีที่ไม่แตกต่างจากในอดีตเลย เราลองมาดูกันว่าจะมีอาวุธยุคสงครามโลกและรูปแบบการรบแบบใดที่ยังมีการใช้อยู่ในยุคปัจจุบัน

รถถัง T34 ขณะแล่นไปตามถนนของกรุงเบอร์ลิน ปี ค.ศ.1945 ที่มาของภาพ

1. รถถัง T-34 ม้าศึกรัสเซียผู้พิชิตกองทัพเยอรมัน
 

“ออกแบบมาอย่างหยาบๆ แต่ไว้ใจมันได้” นี่เป็นคำกล่าวถึงรถถังที่เป็นตำนานของกองทัพรัสเซียที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อต่อกรกับรถถังพานเซอร์ของเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายหลังจากที่กองทัพเยอรมันเปิดฉากบุกเข้าไปในรัสเซียในปี ค.ศ.1941 แต่พอหลังจากนั้นกองทัพรัสเซียเริ่มตั้งตัวได้และดึงทรัพยากรอันมหาศาลที่พวกเขามีมาผลิตเครื่องจักรสงคราม หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่ผลิตได้ง่ายและรวดเร็วไม่ยุ่งยากซับซ้อน นั่นก็คือเจ้ารถถัง T-34 รถถังคันนี้ตอลดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มันถูกผลิตออกมาถึง 80,000 คัน มันโหมกระหน่ำผลักดันกองทัพเยอรมันให้ถอยออกไปจากแผ่นดินมาตุภูมิรัสเซียและทะลวงแนวรับของเยอรมันไปจนถึงกรุงเบอร์ลิน รถถัง T-34 เป็นรถถังขนาดกลางที่สามารถฝึกและศึกษาวิธีใช้งานได้ค่อนข้างง่าย จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะฝึกใครสักคนมาขับมัน

รถถัง T34 ในสมรภูมิเยเมน ปี ค.ศ.2016 ที่มาของภาพ

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง แต่ความนิยมในการใช้งานรถถัง T-34 ก็ยังไม่เสื่อมคลาย เราจึงเห็นมันปรากฏตัวอยู่ในสมรภูมิต่างๆ ทั่วโลก ตั้งแต่สงครามเกาหลี ในปี ค.ศ.1950 จนถึงความขัดแย้งในเยเมน หรือในซีเรียในยุคปัจจุบัน ถึงแม้มันจะถูกทำลายได้อย่างง่ายด้วยอาวุธในยุคปัจจุบัน แต่ก็ยังถูกนำออกมาใช้งานในสนามรบในฐานะอาวุธที่เพิ่มอำนาจการยิงให้แก่กองกำลังภาคพื้นดิน และรวมทั้งมันยังสามารถแล่นไปในภูมิประเทศต่างๆ ที่มีความทุรกันดารและเป็นยานพาหนะลำเลียงพลให้แก่ทหารราบเดินเท้าได้อีกด้วย

พลปืนกล MG42 ของเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มาของภาพ

2. ปืนกลตระกูล MG ของเยอรมัน
 
มันคือเพชฌฆาตที่คร่าชีวิตทหารฝ่ายพันธมิตรมาแล้วในทุกๆ สมรภูมิ เสียงของมันคำรามขึ้นเมื่อใด ความตายของชีวิตที่ขวางทางกระสุนย่อมเกิดขึ้นเมื่อนั้น ทหารฝ่ายพันธมิตรตั้งชื่อเล่นให้อาวุธปืนกลของเยอรมันรุ่น MG-42 ว่า “เลื่อยของฮิตเลอร์” เพราะเสียงปืนกลชนิดนี้เวลายิงติดต่อกันฟังดูคล้ายกับเสียงของเลื่อยไม้เวลาทำงาน และเจ้าเลื่อยของฮิตเลอร์นี้ถูกผลิตออกมาใช้งานถึง 420,000 กระบอก ในระหว่างช่วงปี ค.ศ.1942 – 1945 โดยมีบริษัทเมาเซอร์เป็นผู้ผลิต มันใช้กระสุนขนาด 7.92x57 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดกระสุนที่ใช้งานตามมาตรฐานกองทัพเยอรมันในสมัยนั้น ด้วยอัตราการยิงที่น่าทึ่งถึง 1,200 นัดต่อนาที มันจึงเป็นปืนกลที่ยิงได้เร็วที่สุดตลอดช่วงของสงคราม และยังได้รับเครดิตในการเป็นอาวุธที่สังหารทหารอเมริกันล้มตายมากที่สุดตอนช่วงที่มีการยกพลขึ้นบก ณ หาดโอมาฮ่า ในวันดีเดย์ ด้วยน้ำหนัก 11 กิโลกรัมของมัน ทหารที่ทำหน้าที่เป็นพลปืนกลต้องมีร่างกายที่แข็งแรงพอสมควรในการแบกหรือนำพาเจ้าปืนกลกระบอกนี้ออกไปทำการรบ

นักรบชาวเคิร์ดขณะกำลังเล็งปืน MG42 ไปยังเป้าหมาย ในการรบช่วงปี ค.ศ.2014 ที่มาของภาพ

ในยุคปัจจุบันยังคงมีกองทัพทั่วโลกใช้งานปืนกลรุ่นนี้อยู่ และมันยังได้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัย แต่ยังคงความสามารถในการยิงที่ดีเหมือนเดิม โดยมีรุ่นที่ถูกผลิตออกมาให้สามารถใช้กระสุนแบบ 7.62x51 มิลลิเมตร ตามมาตรฐานนาโต้ อย่าง MG-3 ซึ่งปืนกลรุ่นนี้มีประจำการอยู่ในกองทัพไทยเราด้วยเช่นกัน

ทหารเยอรมันกับปืน STG 44 ขณะเดินผ่านเศษซากยานพาหนะของฝ่ายอเมริกันในยุทธการที่อาเดนส์ ปลายปี ค.ศ.1944 ที่มาของภาพ

3. ปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ Sturmgewehr 44

ปืนเล็กยาวจู่โจมชตูร์มเกแวร์ 44 (Sturmgewehr 44) หรือ STG 44 คือบทสรุปที่ฝ่ายเยอรมันทำเอาไว้ให้เป็นบรรทัดฐานของคำว่า ปืนเล็กยาวจู่โจม เดิมนั้นทหารราบต้องแบกปืนแบบระบบลูกเลื่อนที่มีอัตราการยิงที่ค่อนข้างช้าและไม่ต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าปืนเหล่านี้จะเล็งยิงได้ดีในระยะไกล แต่ทว่าการรบที่ทหารราบจะต้องเผชิญจริงๆ มันอยู่ในระยะ 200 ถึง 300 เมตรเท่านั้น
 
แล้วทำไมถึงไม่ผลิตปืนที่ยิงได้ดีและยิงได้ต่อเนื่องในระยะแบบนี้
 
นี่เป็นคำถามของปัญหาที่ฝ่ายเยอรมันคิดหาคำตอบ และนำมันไปสู่การสร้างปืน STG 44 ที่ยิงได้ดีในระยะที่ทหารราบใช้ทำการสู้รบจริง ปืน STG 44 ยังสามารถยิงได้ทั้งแบบยิงทีละนัด (Semi-Automatic) และ ยิงแบบต่อเนื่อง (Automatic) มันถูกผลิตมาตลอดช่วงสงครามระหว่างปี ค.ศ.1943 – 1945 รวมทั้งสิ้น 425,000 กระบอก แม้ตอนแรกฮิตเลอร์จะไม่ชอบปืนกระบอกนี้ก็ตาม แต่เมื่อทหารในแนวหน้าได้รับปืนกระบอกนี้ไปใช้งาน พวกเขาก็ชื่นชอบมันทันที และร้องขอให้กองทัพเยอรมันเร่งผลิตและส่งปืนรุ่นนี้ไปให้พวกเขาโดยด่วน ท่านผู้นำจึงยินยอมให้มีการผลิตปืนรุ่นนี้และส่งมันออกไปทำการรบในทุกๆ สมรภูมิ

นักรบกองกำลัง FSA ในซีเรียกำลังยิงต่อสู้กับกองทัพรัฐบาลซีเรียด้วยปืน STG44 ที่มาของภาพ

มีข่าวเกรียวกราวออกไปทั่วโลกในช่วงปี 2015 เกี่ยวกับการค้นพบคลังอาวุธแห่งหนึ่งในประเทศซีเรีย โดยกองกำลัง FSA เป็นผู้พบเจอ และภายในนั้นมีการค้นพบปืนแบบ STG 44 ถึง 5,000 กระบอก มีการคาดการณ์ไปต่างๆ นาๆ ถึงที่มาของปืนรุ่นนี้ในซีเรีย แต่ทุกๆ เรื่องราวก็ยังไม่มีหลักฐานที่สนับสนุนแน่ชัดว่ามันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ และเป็นไปแล้วก็คือ กองกำลัง FSA ที่ทำสงครามกลางเมืองกับฝ่ายรัฐบาลซีเรียนำปืนรุ่นนี้ออกไปใช้ทำการรบแล้ว

ทหารอเมริกันกับปืนกลหนัก M2 บราวนิ่ง ช่วงการบุกนอร์มังดี ฝรั่งเศส ปี ค.ศ.1944 ที่มาของภาพ

4. ปืนกลหนักแบบ M2 บราวนิ่ง
 

กองทัพชาติมหาอำนาจของโลกอย่างกองทัพสหรัฐอเมริกาประดิษฐ์ปืนกลหนักกระบอกนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1933 ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเริ่มขึ้นซะอีก และปืนกลหนักกระบอกนี้ยังคงรับใช้กองทัพสหรัฐมาจนถึงยุคปัจจุบัน และไม่มีสงครามหรือความขัดแย้งใดที่อเมริกาจะเข้าร่วมด้วยโดยไม่มีมัน ตั้งแต่ทะเลทรายอันร้อนระอุของแคสเซอรีนพาสในแอฟริกาเหนือในปี ค.ศ.1942 อันเป็นยุทธภูมิแรกที่ทหารอเมริกันเปิดศึกกับทหารเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึงสงครามต่อต้านการก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน ปี ค.ศ.2014 รวมระยะเวลา 70 กว่าปีที่มันออกศึกกับทหารอเมริกัน

นาวิกโยธินสหรัฐกับปืนกล M2 บราวนิ่งที่ติดตั้งอยู่รถฮัมวี่ ที่มาของภาพ

ปืนกลหนักแบบ M2 ใช้กระสุนขนาด .50 คาลิเบอร์ หรือ 12.7x99 มิลลิเมตรตามมาตรฐานนาโต้ มันเป็นอาวุธที่ไม่สามารถแบกหามไปกับทหารราบได้ ด้วยน้ำหนักที่มีมากถึง 38 กิโลกรัม จึงเหมาะที่จะติดตั้งบนยานพาหนะเช่นรถจี๊ป หรือรถถัง และยานเกราะอื่นๆ นอกจากนี้กองทัพสหรัฐยังนำปืนรุ่นนี้มาเป็นปืนกลป้องกันตนเองบนเครื่องบินทิ้งระเบิด และยังเป็นอาวุธหลักของเครื่องบินขับไล่แทบทุกแบบในยุคนั้น แม้รูปแบบการใช้งานจะแตกต่างกันไปตามยุคสมัย แต่ปืนกลหนักกระบอกนี้จะยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไปทั้งในกองทัพสหรัฐอเมริกาและกองทัพอื่นๆ ทั่วโลก

ผบ.รถถังรัสเซีย กำลังยิงปืนกลหนักแบบ DShK ดาสก้า ที่ติดตั้งบนรถถัง IS2 ในการบุกช่วงต้นปี 1945
ที่มาของภาพ

5. ปืนกลหนักแบบดาสก้า (DShK)
 

นอกจากรถถังที่ใช้ดีจนถึงยุคปัจจุบันแล้ว รัสเซียยังมีปืนกลหนักแบบ ดาสก้า (DShK) ซึ่งเป็นปืนคู่รักคู่แค้นกันอย่างมากกับปืน M2 บราวนิ่ง ของฝ่ายอเมริกัน ดาสก้าถูกผลิตมาตั้งแต่ปี 1938 โดยในตอนแรกมันใช้การบรรจุกระสุนแบบเป็นตลับ ตลับละ 30 นัด กระสุนที่ใช้ขนาด 12.7x108 มิลลิเมตร จึงทำให้มีอัตราการยิงที่ช้า ด้วยเหตุนี้จึงมีการปรับปรุงและพัฒนาให้ปืนใช้การบรรจุกระสุนแบบเป็นสายกระสุนแทน และเป็นรูปแบบที่ยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปืนกลหนักดาสก้า ถูกนำไปติดตั้งบนรถถังแบบ IS2 และยานเกราะปืนใหญ่อัตราจรแบบ ISU152

หนึ่งในนักรบกองกำลัง ISIS กับปืนกลหนักแบบ DShK ดาสก้า ที่ติดตั้งบนด้านหลังรถกระบะ
ที่มาของภาพ

ปืนกลหนักของรัสเซียรุ่นนี้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นในช่วงสงครามเวียดนาม ในฐานะที่มันคืออาวุธร้ายที่สามารถยิงเฮลิคอปเตอร์ หรือเครื่องบินเจ็ทของอเมริกันที่บินเข้ามาในระดับต่ำให้ร่วงลงจากฟ้าได้ มันจึงเป็นอาวุธที่น่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง และบ่อยครั้งที่มันจะถูกซุ่มและซ่อนพรางอย่างดี ในยุคปัจจุบันเราจะเห็นเจ้าปืนกลหนักดาสก้าบนด้านหลังของรถกระบะที่ถูกดัดแปลงเป็นฐานยิงเคลื่อนที่ โดยเฉพาะการรบในเขตเมือง มันจึงสามารถแล่นไปยังตรอกซอกซอยต่างๆ และทำการระดมอย่างหนักหน่วงในทุกๆ พื้นที่ได้

ปืนพกแบบ M1911 ที่มาของภาพ

6. ปืนพกแบบ M1911
 

มันคือสุดยอดปืนพกของทหารอเมริกันที่ถูกใช้งานมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงยุคปัจจุบัน กว่า 100 ปีที่มันอยู่ในมือของทหารและผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ทั่วโลก ด้วยกระสุนขนาด .45 หรือ 11.43x23 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1.1 กิโลกรัม พร้อมกระสุนใส่แม็กกาซีน 7 นัด มันจึงเป็นอาวุธที่พกพาไปได้ทุกๆ ที่ บริษัทปืนชั้นนำอย่าง โคลท์ คือผู้ที่ผลิตปืนรุ่นนี้ขึ้นมา แต่ผู้ที่ออกแบบมันคือจอห์น บราวนิ่ง ผู้ซึ่งต่อมาจะกลายมาเป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้งบริษัทอาวุธชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกา ในนามของบริษัท Browning Arms Company และเป็นผู้ที่ออกแบบปืนกลหนักแบบ M2 บราวนิ่ง ด้วยเช่นกัน

นาวิกโยธินอเมริกันซึ่งปฏิบัติการณ์ในอิรักควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยซึ่งคาดว่าจะเป็นแนวร่วมก่อการร้ายด้วยปืน M1911 ที่มาของภาพ

ในปัจจุบันแม้มันจะผ่านร้อนผ่านหนาวมาทุกสมรภูมิ แต่ปืนพกรุ่นนี้ก็ยังคงถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในทุกๆ สมรภูมิ มีบริษัทผลิตปืนหลายประเทศซื้อลิขสิทธิ์และนำไปดัดแปลงให้เข้ากับระบบอาวุธตามหลักนิยมการใช้งานของแต่ละประเทศ เช่นบริษัทโนรินโคของจีน นำปืนพกรุ่นนี้มาลอกแบบและผลิตออกจำหน่ายให้แก่พลเรือนผู้สนใจ หรือประเทศเกาหลีใต้ซื้อลิขสิทธิ์มาผลิตภายใต้มาตรฐานของบริษัท เอสแอนด์ทีแดวู (S&T Daewoo) และนำไปใช้งานเป็นปืนพกประจำตัวของนักบินรบกองทัพอากาศเกาหลีใต้

ทหารอังกฤษติดดาบปลายปืนวิ่งเข้าชาร์จพลรถถังเยอรมัน ในยุทธภูมิเอลอลาเมน ปี ค.ศ.1942
ที่มาของภาพ

7. ดาบปลายปืนและการต่อสู้ด้วยดาบปลายปืน

แม้การรบจะมีการใช้อาวุธประเภทใดก็ตาม หรือมีความพยามช่วงชิงความได้เปรียบกันแบบไหน แต่สุดท้ายแล้วกำลังทหารราบคือกองกำลังสุดท้ายที่จะชี้ขาดผลของสงครามในทุกๆ สมรภูมิ เมื่อใดก็ตามที่ทหารราบสามารถแย่งยึดพื้นที่หรือที่มั่นของอีกฝ่ายได้ และปักธงแห่งชัยชนะเหนือพื้นที่ที่ยึดมาได้ เมื่อนั้นจึงจะถือว่ามีชัยชนะโดยสมบูรณ์ แต่การรบของทหารราบถึงจะเปลี่ยนจากการดาหน้าฟันกันด้วยดาบมาเป็นการเล็งยิงด้วยปืน การรบก็หนีไม่พ้นที่ทั้งสองฝ่ายจะเคลื่อนที่เข้ามาประชิดกันจนสามารถมองเห็นหน้ากันได้ชัดเจน ก่อนที่พวกเขาจะอาศัยความกล้าหาญรุกเข้าชาร์จประชิดตัวอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว  และในนาทีแห่งความเป็นความตายนั้นการยิงปืนหรือการใช้อาวุธมีคมแทงอีกฝ่ายให้ตายจึงจำเป็นต้องทำอย่างรวดเร็ว

นายทหารหญิงกำลังพลสำรอง ของกองทัพเกาหลีใต้ขณะทำการฝึกการใช้ดาบปลายปืน ที่มาของภาพ

ดาบปลายปืน จึงเป็นอาวุธแห่งการตะลุมบอนและการสู้รบระยะประชิด มีดดาบที่เสียบอยู่ตรงปลายกระบอกปืนสามารถทำได้ทั้งการฟันและแทง เป็นเวลามากกว่า 100 ปี ที่อาวุธและรูปแบบการรบแบบนี้ยังคงมีใช้อยู่กันทั่วทุกมุมโลก กองทัพทั่วโลกแม้จะพัฒนาปืนประจำกายทหารราบให้ดีกว่าเดิมอย่างไร แต่พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะสอนการรบด้วยดาบปลายปืนแก่ทหารราบของตน รวมทั้งเทคนิคและการต่อสู้ประชิดตัว ซึ่งแต่ละประเทศพัฒนาให้เขากับศิลปะป้องกันตัวของตนเอง 
 
-------------------------
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.tanks-encyclopedia.com/ww2/soviet/soviet_T34-76.php
https://en.wikipedia.org/wiki/StG_44
http://www.militaryfactory.com/smallarms/detail.asp?smallarms_id=64
http://www.militaryfactory.com/smallarms/detail.asp?smallarms_id=13
https://en.wikipedia.org/wiki/M1911_pistol
https://en.wikipedia.org/wiki/DShK
https://en.wikipedia.org/wiki/Bayonet

Comments

Latest Article