Cultural Legacy

สหภาพโซเวียต ประเทศที่ 'การรักร่วมเพศ' เคยถูกกฎหมาย

Quick Facts

เคยมีครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหภาพโซเวียต และประวัติศาสตร์รัสเซียโดยรวม ที่ 'การรักร่วมเพศ' เป็นเรื่องถูกกฎหมาย
ในยุคที่สิทธิของคนรักร่วมเพศ ยังเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคม มีไม่กี่ประเทศที่ประกาศปลดแอก และให้สิทธิเท่าเทียมแก่คนรักร่วมเพศ หนึ่งในนั้นคือ 'สหภาพโซเวียต' (Soviet Union) ในสมัย วลาดิมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin) นี่ถือเป็นพัฒนาการทางการเมือง ที่ล้ำหน้าชาติตะวันตกทุกประเทศ ยกเว้นแต่เพียงฝรั่งเศส ซึ่งเคยประกาศแบบเดียวกันมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยการปฏิวัติฝรั่งเศส
.
เนื่องจากดินแดนรัสเซียสมัยเหล่าซาร์และซารีนา มักผูกพันกับศาสนจักรออร์ทอดอกซ์อย่างใกล้ชิด 'การรักร่วมเพศ' จึงเป็นบาปมหันต์ในสายตาชาวรัสเซียมายาวนาน ขณะที่กฎห้ามมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน เริ่มใช้ครั้งแรกในยุคของซาร์ปีเตอร์มหาราช (Peter the Great) ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 18 รวมถึงกฎห้ามทหารในกองทัพ มีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ในศตวรรษที่ 19 ซาร์นิโคลัสที่ 1 (Nicholas I) ออกกฎหมายห้ามประชาชนทั่วไป กระทำการรักร่วมเพศ โดยผู้กระทำผิดเรื่องการรักร่วมเพศ จะถูกลงโทษด้วยการส่งตัวไปยังค่ายอันห่างไกลในไซบีเรีย
.
แม้การรักร่วมเพศจะผิดกฎหมาย แต่เป็นที่รับรู้กันว่า พวกเขามีตัวตนทั่วทุกแวดวงสังคม และสิ่งที่มักเกิดขึ้นคือ ประชาชนธรรมดา ที่ถูกพบว่ามีความผิด มักโดนลงโทษหนักกว่าชนชั้นสูง ขณะที่สมาชิกราชวงศ์ ซึ่งถูกพบว่ารักร่วมเพศนั้น แทบไม่ถูกดำเนินคดีเลย นอกจากนี้ ผู้เคร่งศาสนาสมัยก่อนมักมองว่า สาเหตุของการรักร่วมเพศ มาจากศีลธรรมเสื่อมทราม ขณะที่เหล่าแพทย์ในยุคนั้นมักมองว่า เกิดจากความผิดปรกติบางอย่างในสมอง และหาทางบำบัดคนรักร่วมเพศให้ 'หายเป็นปกติ'
.
ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 หลังการปฏิวัติที่ล้มเหลวในปี 1905 กระแสสังคมรัสเซียเปลี่ยนไป เมื่อการเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมสำหรับสตรีประสบความสำเร็จ กลุ่มต่อมาที่ได้รับความสนใจจากสังคม คือคนรักร่วมเพศ ในยุคนี้เอง ที่กลุ่มคนรักร่วมเพศจำนวนมากเริ่มเปิดเผยตัว นักเขียนเกย์นามว่า มิคาอิล คุซมิน (Mikhail Kuzmin) ได้ออกมาท้าทายรัฐ ด้วยการตีพิมพ์นิยายรักเกย์หลายเล่ม ส่วนนักเขียนเลสเบียนนาม ลิดิยา ซินอฟเยวา-อันนิบาล (Lidiya Zinovyeva-Annibal) ก็ออกนิยายรักเลสเบียนนาม Thirty-three Monsters (สัตว์ประหลาด 33 ตัว) เช่นกัน กระแสสังคมที่เริ่มเปลี่ยน กอปรกับการเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลรัสเซียไม่กล้าลงโทษเต็มที่ เพราะกลัวจะจุดไฟแห่งการปฏิวัติขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ความล้มเหลวของระบอบเก่านั้นเกินจะเยียวยา
.
ปี 1917 เกิดการปฏิวัติรัสเซีย (Russian Revolution) ซึ่งเปลี่ยนแปลงประเทศเป็นรัฐสังคมนิยม และมีวลาดิมีร์ เลนิน แห่งพรรคบอลเชวิค (Bolshevik Party) เป็นผู้นำ กลุ่มคนรักร่วมเพศจำนวนมาก ได้ออกมาสนับสนุนการปฏิวัติครั้งนี้ รัฐบาลโซเวียตจึงละเลยกฎหมายลงโทษคนรักร่วมเพศอยู่หลายปี ในที่สุด หลังถูกผลักดันจากคนรักร่วมเพศที่เคยถูกรัฐบาลของซาร์ลงโทษ รัฐบาลโซเวียต จึงประกาศให้การรักร่วมเพศไม่มีความผิดใดๆ ในปี 1922 นั่นทำให้สหภาพโซเวียต เป็นประเทศอันดับ 2 ของโลก ที่ประกาศรับรองสิทธิ์ของกลุ่มคนรักร่วมเพศ ตามหลังรัฐบาลปฏิวัติฝรั่งเศส ที่ยกเลิกบทลงโทษของความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศ (Sodomy) ตั้งแต่ปี 1791 
.
สหภาพโซเวียตช่วงหลังการปฏิวัติ จึงเป็นดินแดนที่ผลิตงานเขียนทางสังคม และวรรณกรรมของกลุ่มรักร่วมเพศเป็นจำนวนมาก แม้จะเกิดสงครามกลางเมืองกับกองทัพขาว ซึ่งนิยมกษัตริย์และมีแนวคิดอนุรักษนิยมก็ตาม
.
แต่เมื่อเลนิน เสียชีวิตลงในปี 1924 ผู้นำคนใหม่ก็ก้าวขึ้นมาคุมอำนาจประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ พร้อมกำจัดผู้คนที่เคยร่วมขบวนการกับตน เพื่อรวบอำนาจทั้งหมดไว้เพียงผู้เดียว ชายคนนี้คือ โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin) แต่กลับกลายเป็นว่า เขาไม่ได้สานต่อแนวคิดของเลนิน และยังมีลักษณะเป็นคนเกลียดกลัวคนรักร่วมเพศ (Homophobia) เขายังมองว่า พฤติกรรมดังกล่าว เป็นผลจากความเสื่อมทรามของสังคมกระฎุมพี (Bourgeois Degeneracy) ทั้งๆ ที่นักปฏิวัติที่เคยต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในสังคม ต่างมองว่าการรักร่วมเพศ เป็นสภาวะทางธรรมชาติ และมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใด ก็สามารถเป็นใดได้ทั้งนั้น แต่พวกเขา ก็ไม่อาจต้านอำนาจของรัฐบาลใหม่ได้
.
ช่วงปี 1933–1934 รัฐบาลสตาลิน ประกาศให้การรักร่วมเพศเป็นเรื่องผิดอีกครั้ง สิทธิที่คนกลุ่มนี้เคยมี ก็ถูกเบียดเบียนอีกครั้ง เมื่อสหภาพโซเวียตเอาชนะเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 2 และแผ่ขยายอิทธิพลไปยังประเทศอื่นๆ แนวคิดเกลียดกลัวคนรักร่วมเพศของสตาลิน ก็แพร่ไปยังประเทศสังคมนิยมต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะกลุ่มประเทศสนธิสัญญาวอร์ซอว์ (Warsaw Pact Countries) จีน เกาหลีเหนือ และคิวบา (ปัจจุบัน รัฐบาลคิวบาหันมาสนับสนุนกลุ่ม LGBT และมีการจัดงานไพรด์ (Pride) เป็นประจำทุกปี)
.
เมื่อสหภาพโซเวียตล้มสลายในปี 1991 รัสเซียกลับไปเชิดชูแนวคิดชาตินิยมกับอนุรักษนิยม และกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป ทางด้านสิทธิสตรี และกลุ่มความหลากหลายทางเพศ เหลือเพียงความทรงจำว่า ครั้งหนึ่ง ดินแดนแห่งนี้ เคยเป็นที่พึ่งพิงของกลุ่มคนที่โลกใบนี้ ไม่ยอมรับตัวตนของพวกเขา
.
.
เรื่อง : อันโตนิโอ โฉมชา
ภาพประกอบ : ชุติมณฑน์ ปทาน
.
อ้างอิง

https://www.leftvoice.org/the-decriminalization-of-homosexuality-in-the-ussr-a-milestone-in-the-history-of-sexual-liberation

https://www.marxist.com/bolshevik-decriminalisation-of-homosexuality-intentional-or-oversight.htm

https://publicseminar.org/2018/04/was-homosexuality-illegal-in-communist-europe/

Comments

Latest Article