Ancient Civilizations

‘เข็ม’ แห่งคลีโอพัตรา ตำนานโอเบลิสก์พลัดถิ่นแห่งไอยคุปต์

Quick Facts

+ ‘เสาโอเบลิสก์’ (Obelisk) คือแท่งสี่เหลี่ยมเรียวยาวที่พุ่งสูงขึ้นไปยังท้องฟ้าเพื่อบูชาสุริยเทพ
ต่างหากเล่า
+ ชาวไอยคุปต์นิยมสร้างเสาโอเบลิสก์เพื่อประดับเอาไว้ด้านหน้าซุ้มประตูวิหารโด่งดังหลายแห่งของอียิปต์
+ ว่าแต่เสาสูงชะลูดอย่างโอเบลิสก์จะมาเกี่ยวข้องกับเข็มและพระนางคลีโอพัตราได้อย่างไร ลองมาตามหาคำตอบที่แท้จริงไปพร้อม ๆ กันเลย
ถึงแม้ว่าจะเปิดเรื่องขึ้นมาด้วยชื่อ ‘เข็ม’ ของคลีโอพัตรา แต่ทุก ๆ ท่านอย่าเพิ่งนึกภาพของพระนางคลีโอพัตราที่ 7 (Cleopatra VII) ผู้เลอโฉมกำลังนั่งเย็บปักถักร้อยอยู่บนบัลลังก์ทองคำกันไปเสียก่อน ถึงแม้ว่าชื่อบทความนี้จะชวนให้คิดถึงภาพดังกล่าวมากแค่ไหน
.
แต่แท้ที่จริงแล้วคำว่า ‘เข็ม’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงอุปกรณ์เรียวแหลมขนาดจิ๋วสำหรับเย็บผ้าแต่อย่างใด ทว่าเป็นคำเปรียบเปรยที่หมายถึง ‘เสาโอเบลิสก์’ (Obelisk) แท่งสี่เหลี่ยมเรียวยาวที่พุ่งสูงขึ้นไปยังท้องฟ้าเพื่อบูชาสุริยเทพต่างหากเล่า ว่าแต่เสาสูงชะลูดอย่างโอเบลิสก์จะมาเกี่ยวข้องกับเข็มและพระนางคลีโอพัตราได้อย่างไร ลองมาตามหาคำตอบที่แท้จริงไปพร้อม ๆ กันเลย
.
เสาโอเบลิสก์ของชาวไอยคุปต์เริ่มสร้างมาตั้งแต่สมัยราชอาณาจักรเก่า (Old Kingdom) แรกเริ่มเดิมทียังไม่ได้เป็นเสาสูงอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน แต่เป็นอาคารสี่เหลี่ยมที่มีลักษณะอ้วนป้อม มีปลายด้านบนสอบเข้าหากันคล้ายพีระมิด อาคารที่ว่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิหารสุริยะ (Sun Temple) ของเหล่าฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 5
.

วิหารสุริยะ (Sun Temple) และอาคารสี่เหลี่ยมลักษณะคล้ายเสาโอเบลิสก์
เครดิตภาพ: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Temple-solaire-abousir.jpg
.
หลังจากนั้นในช่วงราชวงศ์ที่ 6 เป็นต้นมา เริ่มมีการสลักเสาโอเบลิสก์จากหินก้อนเดียวให้เป็นเสาสูงชะลูด ในยุคแรกเริ่มนั้นเสาโอเบลิสก์ยังมีความสูงเพียงแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น แต่เสาในยุครุ่งเรืองของชาวไอยคุปต์ ได้แก่ช่วงราชอาณาจักรใหม่ (New Kingdom) นั้นมีความสูงร่วม 40 เมตรเลยทีเดียว
.
โดยปกติแล้ว ชาวไอยคุปต์นิยมสร้างเสาโอเบลิสก์เพื่อประดับเอาไว้ด้านหน้าซุ้มประตูวิหารหรือไพลอน (Pylon) ดังที่สามารถเห็นได้จากวิหารโด่งดังหลายแห่งของอียิปต์เช่นวิหารคาร์นัค (Karnak Temple) และวิหารลักซอร์ (Luxor Temple) ซึ่งแท้จริงแล้วอียิปต์เคยมีเสาโอเบลิสก์เช่นนี้มากมายหลายสิบต้น แต่ในปัจจุบันเสาเหล่านั้นถูกขนย้ายออกไปยังนานาประเทศทั้งทวีปยุโรปและอเมริกา ซึ่ง ‘เข็มของคลีโอพัตรา’ ก็สื่อถึงเสาโอเบลิสก์พลัดถิ่นเหล่านี้นี่เอง
.
เสาโอเบลิสก์ของอียิปต์โบราณกระจัดกระจายออกไปยังหลากหลายประเทศทั่วโลก ทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา ตุรกีและอิตาลี แต่เสาที่ได้รับการขนานนามว่า ‘เข็มของคลีโอพัตรา’ ไม่ได้ครอบคลุมถึงเสาทุกต้นที่ย้ายแหล่งพำนักไปยังต่างแดน ทว่าหมายถึงเสาเพียงแค่ 3 ต้น ก็คือเสาโอเบลิสก์ที่ถูกย้ายไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ, มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาและกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเท่านั้นเอง
.

เสาโอเบลิสก์ที่กรุงปารีส มาจากวิหารลักซอร์ของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ด้านบนได้รับการหุ้มเอาไว้ด้วยแผ่นทองคำ 23.5 กะรัตตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998
เครดิตภาพ: http://www.obelisks.org/en/paris.htm
.
‘เข็มแห่งคลีโอพัตรา’ ต้นแรก คือเสาโอเบลิสก์จากเมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) ที่ในอดีตเคยตั้งอยู่คู่กับเสาแห่งมหานครนิวยอร์กมาก่อน แรกเริ่มเดิมทีเสาทั้งสองต้นเคยตั้งอยู่ด้านหน้าวิหารในเมืองเฮลิโอโพลิส (Heliopolis) เป็นเสาที่สร้างขึ้นในสมัยของฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 3 (Tuthmosis III) ราว 1,468 ปีก่อนคริสตกาล
.
หลังจากนั้นเมื่ออียิปต์ปราชัยต่อโรมัน ณ ยุทธนาวีที่แอคทิอุม (Actium) ในสมัยของพระนางคลีโอพัตราที่ 7 เมื่อประมาณ 31 ปีก่อนคริสตกาล อียิปต์ก็ตกเป็นเพียงแคว้นหนึ่งของโรมัน จักรพรรดิออกัสตัส (Augustus) ได้มีบัญชาในช่วง 12 ปีก่อนคริสตกาลให้ขนย้ายเสาโอเบลิสก์สองต้นจากเมืองเฮลิโอโพลิสขึ้นเหนือไปประดับเอาไว้ด้านหน้าวิหารซีซาเรียม (Caesarium) ซึ่งเป็นวิหารที่สร้างโดยพระนางคลีโอพัตราที่ 7 เพื่ออุทิศแด่จอมทัพจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ในเมืองอเล็กซานเดรียทางตอนเหนือของประเทศอียิปต์
.
เสาทั้งสองต้นนี้ก็ได้ตั้งอยู่ที่นั่นมาจนถึงประมาณปี ค.ศ. 1303 ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้เสาต้นหนึ่งล้มลงและเกือบจะจมหายลงไปในทะเล หลังจากนั้นทางการอียิปต์ได้เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่าควรจะมอบเสาต้นหนึ่งให้กับทางการอังกฤษเพื่อรำลึกถึงชัยชนะในยุทธนาวีแม่น้ำไนล์ (Battle of the Nile) ปี ค.ศ. 1798 และยุทธการอเล็กซานเดรีย (Battle of Alexandria) ปี ค.ศ. 1801 ทำให้สุดท้ายแล้วเสาโอเบลิสก์จากอียิปต์ต้องพลัดถิ่นไปยังอังกฤษจนได้
.
 

เสาโอเบลิสก์ของฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 3 จากนครเฮลิโอโพลิสถูกขนย้ายไปยังกรุงลอนดอน
เครดิตภาพ: https://scvincent.com/2018/03/19/cleopatras-needle-london-helen-jones
.
หลังจากวางแผนเคลื่อนย้ายเป็นที่เรียบร้อย ‘เข็มแห่งคลีโอพัตรา’ ต้นแรกก็ถูกย้ายลงไปบรรจุเอาไว้ในตู้เหล็กทรงกระบอกที่ออกแบบมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะและได้รับการเรียกขานว่า ‘คลีโอพัตรา’ หลังจากนั้นเจ้าตู้คลีโอพัตราก็ออกเดินทางจากท่าเรืออเล็กซานเดรียในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ.1877 โดยใช้เรือชื่อ ‘โอลกา’ (Olga) ลากจูงผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์ออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก แต่เรือกลับประสบกับพายุใหญ่จนทำให้เสียเวลาอยู่หลายเดือน
.
สุดท้ายเสาโอเบลิสก์ต้นนี้ก็เดินทางมาถึงกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1878 ก่อนที่จะถูกนำไปตั้งเอาไว้ริมแม่น้ำเทมส์ (Thames) ในกรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1878 ซึ่งก็ยังคงตั้งอยู่ที่เดิมของมันมาจนถึงทุกวันนี้
.
 
อักขระที่สลักเอาไว้บนเข็มแห่งคลีโอพัตราที่มหานครนิวยอร์กค่อนข้างเสื่อมสภาพจนสังเกตได้ยากยิ่ง
เครดิตภาพ: https://www.livescience.com/10414-egypt-threatens-removal-ancient-central-park-obelisk.html
.
‘เข็มแห่งคลีโอพัตรา’ ต้นที่สองคือเสาโอเบลิสก์ของฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 3 ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเฮลิโอโพลิสเช่นกัน บนตัวเสาแกะสลักอักขระอียิปต์โบราณทั้งหมดสามแถว โดยอักขระแถวกลางคือแถวดั้งเดิมที่ฟาโรห์ทุธโมซิสที่ 3 ได้แกะสลักไว้ และในภายหลังฟาโรห์รามเสสที่ 2 (Ramses II) ก็ได้เข้ามาต่อเติมและแกะสลักอักขระเอาไว้อีกสองแถวขนาบข้างของเดิมเอาไว้
.
จักรพรรดิออกัสตัสได้ย้ายเสาต้นนี้ไปยังเมืองอเล็กซานเดรียพร้อมกับเสาแห่งลอนดอน ซึ่งก็ตั้งอยู่คู่กันมายาวนานเกือบสองพันปี ทว่าหลังจากที่เสาแห่งลอนดอนถูกขนย้ายไปได้เพียงแค่ 3 ปี เสาต้นนี้ก็ได้ ‘บ้านใหม่’ เช่นกัน ทว่าอยู่ห่างไกลออกไปอีกหลายพันกิโลเมตรเลยทีเดียว
.
นาวาตรีเฮนรี เอช กอร์ริง (Henry H. Gorringe) แห่งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำการเคลื่อนย้ายเสาโอเบลิสก์จากเมืองอเล็กซานเดรียไปยังมหานครนิวยอร์ก ด้วยเรือพลังไอน้ำ ออกเดินทางจากท่าเรือที่เมืองอเล็กซานเดรียในวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1880 และเดินทางไปถึงนิวยอร์กในวันที่ 20 กรกฎาคมปีเดียวกันนั้นเอง
.

ส่วนฐานของเสาโอเบลิสก์ในกรุงปารีสแสดงภาพของการย้ายเสาจากวิหารลักซอร์มาไว้ยังจัตุรัสปลาซ เดอ ลา คองคอร์ด
เครดิตภาพ: http://www.obelisks.org/en/paris.htm (ดัดแปลง)
.
‘เข็มแห่งคลีโอพัตรา’ ต้นสุดท้ายน่าจะเป็นต้นที่หลาย ๆ ท่านคุ้นเคยกันดีที่สุด เพราะเป็นเสาที่ต้องพลัดถิ่นไปยังดินแดนแห่งน้ำหอมก็คือประเทศฝรั่งเศสนั่นเอง ถ้าใครเคยเห็นภาพของวิหารลักซอร์ในปัจจุบัน จะพบว่าเสาโอเบลิสก์ด้านหน้าไพลอนของวิหารที่สร้างโดยฟาโรห์รามเสสที่ 2 นั้นดูเหมือนจะไม่สมดุล เพราะมีเสาเพียงแค่ต้นเดียวเท่านั้น แล้วอีกต้นหนึ่งหายไปไหนเสียล่ะ!? คำตอบก็คือถูกย้ายไปยังประเทศฝรั่งเศสนี่เอง
.
ผู้ที่ตัดสินใจมอบเสาโอเบลิสก์ต้นนี้ให้กับทางการฝรั่งเศสก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นผู้นำแห่งอียิปต์นามว่ามูฮัมหมัด อาลี ปาชา แรกเริ่มเดิมทีวางแผนกันว่าจะเคลื่อนย้ายเสาโอเบลิสก์หน้าวิหารลักซอร์ให้กับทางการฝรั่งเศสไปทั้งสองต้น และด้วยว่าเสาต้นขวามือ (เมื่อหันหน้าเข้าวิหาร) มีสภาพที่สมบูรณ์มากกว่า จึงทำการขนย้ายออกไปก่อน
.

เสาโอเบลิสก์ต้นขวามือถูกย้ายไปยังกรุงปารีส ทำให้ในปัจจุบันวิหารลักซอร์เหลือเสาโอเบลิสก์เพียงแค่ต้นเดียวเท่านั้น
เครดิตภาพ: http://luxortimes.com/2019/04/luxor-temple-facelift-controversy-in-simple-terms
.
เสาต้นนี้เดินทางไปถึงกรุงปารีสในวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1833 หลังจากนั้นอีกราว 3 ปีก็ถูกเคลื่อนย้ายไปยังจัตุรัสปลาซ เดอ ลา คองคอร์ด (Place de la Concorde) และตั้งอยู่ตรงนั้นตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1836 เป็นต้นมา นั่นหมายความว่าเสาโอเบลิสก์แห่งปารีสคือ ‘เข็ม’ ที่มีอายุ ‘น้อยที่สุด’ ทว่ากลับถูกขนย้ายออกไปจากอียิปต์ก่อนใครเพื่อน
.
เพื่อเป็นการตอบแทนที่ทางการอียิปต์ยกเสาโอเบลิสก์ให้กับฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ ฟีลิป (Louis Philippe) แห่งฝรั่งเศสจึงได้ตัดสินใจมอบนาฬิกาขนาดใหญ่เรือนหนึ่งให้กับมูฮัมหมัด อาลี ปาชา ในปัจจุบันนาฬิกาเรือนนี้ประดับอยู่ที่สุเหร่ามูฮัมหมัด อาลี ปาชาในกรุงไคโร (Mosque of Muhammad Ali Pasha) แต่ที่น่าเศร้าก็คือนาฬิกาที่ฝรั่งเศสมอบให้นั้นมัน ‘พัง’ ไปเรียบร้อยแล้ว!!
.

นาฬิกาที่ทางอียิปต์ได้รับจากฝรั่งเศส ปัจจุบันประดับอยู่ในสุเหร่ามูฮัมหมัด อาลี ปาชา ทว่าพังไปเรียบร้อยแล้ว
เครดิตภาพ: https://buffaloah.com/a/virtual/egypt/ali/ext/ext.html
.
มาถึงคำถามสำคัญแล้วว่า ทำไมเสาโอเบลิสก์ทั้งสามต้นนี้ถึงถูกเรียกว่า ‘เข็มของคลีโอพัตรา’ ล่ะ?
.
จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนแต่อย่างใด เราทราบเพียงแค่ว่าบุคคลแรกที่เรียกเสาโอเบลิสก์เหล่านี้ว่าเข็มของคลีโอพัตราคือศิลปินในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชื่ออ็องเดร ธาเว (André Thévet) แต่นักอียิปต์วิทยาบางท่านก็เสนอว่าบางทีการที่ชื่อของพระนางคลีโอพัตราถูกนำไปใช้ในการเรียกชื่อเสาโอเบลิสก์พลัดถิ่นเหล่านี้ก็เพียงแค่เพื่อให้มันดูเย้ายวนใจก็เท่านั้นเอง
.
เรื่อง: ณัฐพล เดชขจร
ภาพประกอบ: เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข
.
อ้างอิง
.
http://www.obelisks.org/en/index.htm
 
https://www.ancient-origins.net/artifacts-other-artifacts/cleopatra-s-needle-story-behind-obelisks-007051
 
http://www.egipto.com/obeliscos/chrono.html
 
https://www.metmuseum.org/art/collection/search/551893

Comments

Latest Article