Cultural Legacy

ทำไมเด็กผู้หญิงต้องสวมชุดสีชมพู

Quick Facts

ในสหรัฐอเมริกา ค่านิยมเรื่องการให้กำหนดสีประจำตัวเพศเด็กเพิ่งถือกำเนิดช่วงช่วงกลางศตวรรษที่ 19 โดยสมัยนั้น สีชมพูใช้สำหรับเด็กชาย และสีฟ้าใช้สำหรับเด็กหญิง แต่ในทศวรรษ 1940 ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเสื้อผ้าได้ตีความหมายของสีใหม่ โดยกำหนดให้สีชมพูเป็นสีของเด็กผู้หญิง และสีฟ้าเป็นสีของเด็กผู้ชาย และกลายเป็นค่านิยมจนถึงปัจจุบัน
เคยสงสัยเหมือนชื่อบทความนี้กันบ้างไหม แล้วสงสัยต่อไปด้วยหรือเปล่าว่าเวลาซื้อเสื้อผ้าไปเยี่ยมเด็กแรกเกิด ถ้าเป็นเด็กผู้ชายเราถึงเล็งไปที่เสื้อผ้าสีฟ้าก่อนสีอื่นๆ ทั้งที่อาจมีเสื้อผ้าหลากหลายสีสันให้เลือกซื้อ แม้แต่สีขาวที่ดูสะอาดตาและซักทำความสะอาดง่ายกว่า แต่เราก็ยังติดอยู่ที่สองสีข้างต้นนี้เป็นหลัก
.
ก่อนอื่น ดูภาพต่อไปนี้เป็นอันดับแรก ... แล้วตอบว่านี่คือภาพเด็กหญิงหรือเด็กชาย
.

ภาพที่ 1 ภาพเด็กและการแต่งกายสมัยศตวรรษที่ 19
เครดิตภาพ https://public-media.smithsonianmag.com/filer/pink-and-blue-Franklin-Roosevelt-2.jpg
.
ในครั้งแรกที่เห็น ผมเชื่อว่าเกือบทุกคน (หรือทุกคน) ตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่าภาพนี้คือ เด็กผู้หญิงแน่นอน แต่จะเป็นอะไรไหมถ้าผมจะบอกว่าภาพนี้คือ เด็กผู้ชายที่วันหนึ่งเมื่อเติบโตขึ้น เขาได้กลายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 32 สหรัฐอเมริกา
.
ใช่ครับ ผมหมายถึง ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดีลาโน โรสเวลต์ (Franklin Delano Roosevelt) หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า FDR
.
ภาพข้างต้นถ่ายไว้เมื่อปี 1884 เป็นภาพเด็กคนหนึ่งนั่งอยู่บนตอไม้ สวมกระโปรงสีขาวพลิ้วยาวลงมาคลุมหน้าตัก ในมือถือหมวกประดับด้วยขนนกกระสามาราโบ (Marabou stork) จากแอฟริกาใต้ เด็กคนนี้ไว้ผมยาวประบ่าและสวมรองเท้าหนังคู่งามเข้ากันกับชุดที่สวมใส่ ซึ่งถ้าเราเห็นภาพเช่นนี้ในปัจจุบันคงรู้สึกอึดอัดไม่น้อย แต่เมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว ขณะที่เด็กชายแฟรงกลิน ดีลาโน โรสเวลต์ อายุ 2 ขวบครึ่ง สังคมในเวลานั้นนิยมให้เด็กชายสวมชุดเช่นนี้อยู่จนกระทั่ง 6–7 ขวบ อันเป็นช่วงเวลาที่เขาจะได้ตัดผมครั้งแรกในชีวิต จึงจะเริ่มแต่งตัวที่ระบุเพศชัดเจน จึงกล่าวได้ ก่อนหน้านั้นเสื้อผ้าของโรสเวลต์จึงเป็นชุดที่ 'เป็นกลาง' หรือเสื้อผ้าที่ไม่บ่งบอกเพศ (gender-neutral)
.

ภาพที่ 2 ปัจจุบันเราบอกได้ชัดเจนว่าเด็กที่แต่งตัวเหมือนภาพนี้เป็นเด็กหญิง
เครดิตภาพ https://www.momjunction.com/wp-content/uploads/2016/09/80s-Baby-Names-For-Girls-And-Boys.jpg
.
แต่อย่างที่เราทราบกันในปัจจุบัน เรา 'ต้อง' รู้เพศของทารกหรือเด็กเล็กตั้งแต่เมื่อแรกเห็น เช่น ถ้าเราเห็นทารกมีแถบผ้าสีชมพูคาดศีรษะอยู่ เรามั่นใจที่จะบอกว่านั่นคือ ทารกเพศหญิง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบเครื่องแต่งกายของเด็กเกิดขึ้นเพราะเหตุใด และเหตุใดเราจึงกำหนดสีฟ้าแก่เด็กชาย และสีชมพูแก่เด็กหญิง
.

ภาพที่ 3 พี่สาวและน้องชาย (ถ่ายราว ค.ศ. 1905) สวมกระโปรงยาวสีขาวตามความนิยมในเวลานั้น
เครดิตภาพ https://public-media.smithsonianmag.com/filer/pink-and-blue-sister-and-brother-6.jpg
.
โจ บี. พาโอเลตติ (Jo B. Paoletti) นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ที่ศึกษาประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายมากว่า 30 ปี ผู้เขียนหนังสือ เรื่อง Pink and Blue: Telling the Boys from the Girls in America (ชมพูกับฟ้า : การแยกเด็กชายออกจากเด็กหญิงในอเมริกา) กล่าวว่า เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้วที่เด็กๆ จะสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวสะอาดอยู่จนถึงอายุประมาณ 6 ขวบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายหรือแม้แต่ผ้าอ้อมก็เป็นผ้าฝ้ายสีขาวที่ซักล้างทำความสะอาดง่าย
.
ดังนั้น สีขาวจึงถือเป็นประเด็นสำคัญของเรื่องนี้
.

ภาพที่ 4 โฆษณาอาหารเด็กปี 1905 พร้อมการทายว่าเด็ก 20 คนในภาพเป็นเพศชายและเพศหญิงอย่างละกี่คน โดยมีทองคำมูลค่า 150 เหรียญเป็นรางวัล ซึ่งปรากฏว่าไม่มีใครทายถูกเลย โปรดสังเกตภาพที่ 20 เด็กชายสวมเสื้อที่มีคอเป็นระบาย ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นรูปแบบของเสื้อผ้าเด็กหญิงไปแล้ว
เครดิตภาพ https://public-media.smithsonianmag.com/filer/pink-and-blue-gender-Mellins-baby-food-ad-7.jpg
.
สีชมพูและสีฟ้า รวมถึงเสื้อผ้าสีอ่อนอื่นๆ ซึ่งใช้ในการระบุเพศของเด็กเป็นค่านิยมที่ค่อยๆ เกิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ทว่าสีชมพูกับสีฟ้าก็ยังไม่ได้รับความนิยมมากจนถูกนำมาใช้ในการระบุเพศจนเมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่นานนัก ตัวอย่างเช่น ในเดือนมิถุนายนปี 1918 เอกสารจากแผนกเสื้อผ้าเด็กของนิตยสารเอิร์นชอว์ (Earnshaw) กล่าวว่า “มีการยอมรับกันทั่วไปว่า สีชมพูใช้สำหรับเด็กชาย และสีฟ้าใช้สำหรับเด็กหญิง เพราะว่าสีชมพูเป็นสีที่เด่นและดูเข้มแข็งกว่า จึงเหมาะกับเด็กชาย ขณะที่สีฟ้าเป็นสีที่แสดงความอ่อนโยนและสะอาด จึงเหมาะกับเด็กผู้หญิงมากกว่า” ขณะที่เอกสารอื่นๆ กล่าวว่า สีฟ้าเข้ากันดีกับคนผมสีอ่อนอย่างสีบลอนด์ ส่วนสีชมพูเหมาะกับคนผมสีน้ำตาลเข้ม หรือสีฟ้าสำหรับเด็กตาสีฟ้า ส่วนสีชมพูสำหรับเด็กตาสีน้ำตาล
.
ขณะเดียวกันในนิตยสารไทม์ ปี 1927 ก็ตีพิมพ์ผังแสดงสีที่เหมาะสมสำหรับเด็กชายและเด็กหญิงที่มีอยู่ในร้านค้าชั้นนำของสหรัฐเวลานั้น ส่วนเอ็ดเวิร์ด ฟีลีน นักธุรกิจในเมืองบอสตัน ถึงกับบอกพ่อแม่ว่าให้แต่งตัวเด็กชายด้วยเสื้อผ้าสีชมพู เช่นเดียวกับบริษัท Best & Co. ในนครนิวยอร์กและร้านค้าชื่อดังอีกหลายร้านในคลีฟแลนด์และชิคาโก
.
กระนั้น ค่านิยมสีชมพู-ฟ้าอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็ยังไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งทศวรรษ 1940 อันเป็นผลมาจากการตีความใหม่ของผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเสื้อผ้าอเมริกันหลายราย
.
กล่าวได้ว่าคนยุคเบบีบูม (baby boomer ซึ่งหมายถึงคนที่เกิดระหว่าง ค.ศ. 1946–1964 หรือที่เรียกกันในปัจจุบันคน Gen B) นี่เองที่ทำให้เกิดกระแสการสวมเสื้อผ้าระบุเพศด้วยสีอย่างที่เราเข้าใจกัน กล่าวคือเด็กชายจะสวมเสื้อผ้าเหมือนกับพ่อ ขณะที่เด็กหญิงก็แต่งตัวเหมือนแม่ เด็กหญิงสวมกระโปรงยาวไปโรงเรียนแม้จะไม่ได้ประดับตกแต่งสวยงามเหมือนผู้ใหญ่ ขณะที่การแต่งกายของเด็กหญิงแบบเด็กผู้ชาย หรือ tomboy ก็เป็นสิ่งที่สังคมให้การยอมรับ
.

ภาพที่ 5 ยุคหนึ่งที่เด็กจะแต่งตัวตามอย่างพ่อหรือแม่ของตน ในภาพเป็นกรณีของเด็กชาย
เครดิตภาพ https://cf.ltkcdn.net/childrens-clothing/images/std/207783-649x450-sailor-suits_adj.jpg
.

ภาพที่ 6 หนังสือแบบตัดเย็บเสื้อผ้าเด็กยุค 1960
เครดิตภาพ https://public-media.smithsonianmag.com/filer/pink-and-blue-rompers-8.jpg
.
ต่อมาเมื่อมีกระแสการเคลื่อนไหวเรียกร้องเสรีภาพผู้หญิงมากขึ้นในกลางทศวรรษ 1960 พร้อมกับการต่อต้านเสื้อผ้าและแฟชั่นที่ระบุเพศ (โดยเฉพาะเพศหญิง) จึงเกิดเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้ทั้ง 2 เพศ (unisex) ตามมา แต่เป็นคนละอย่างกับที่ FDR เคยสวมใส่ เพราะเด็กหญิงวัยรุ่นในยุค 1960 นิยมสวมใส่เสื้อผ้าผู้ชายหรืออย่างน้อยก็เป็นเสื้อผ้าที่ไม่ระบุว่าเธอเป็นเพศหญิง นอกจากนี้ในแคตตาล็อกของผู้ผลิตเสื้อผ้าชั้นนำช่วงทศวรรษ 1970 ถึงกับปรากฏเสื้อผ้าเด็กอ่อนสีชมพูอยู่นานถึง 2 ปี
.
“แนวหนึ่งที่ (นักสตรีนิยม) คิดกันคือ เด็กหญิงตกเป็นเหยื่อที่ถูกสังคม (แบบผู้ชาย) กดไว้เช่นเดียวกับผู้หญิงผ่านเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย” พาโอเลตติ อธิบาย “ถ้าคุณแต่งตัวเด็กหญิงให้เหมือนผู้ชายมากขึ้นและลดความเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆ ลงได้มากเท่าไร ก็จะทำให้เด็กเหล่านั้นมีอิสระที่จะสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น”
.
ขณะเดียวกัน จอห์น มันนีย์ (John Money) นักวิจัยอัตลักษณ์ทางเพศของโรงพยาบลจอห์นส ฮอพกินส์ เมืองบัลติมอร์ เสนอว่า มนุษย์เรียนรู้เพศผ่านบทบาทางสังคมและสิ่งแวดล้อม “สิ่งนี้ทำให้เราต้องย้อนกลับไปถึงข้อเสนอในทศวรรษ 1970 ที่ว่า เพศเป็นเรื่องของการเลี้ยงดูไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ” พาโอเลตติ กล่าว
.

ภาพที่ 7 หนังสือแบบตัดเย็บเสื้อผ้าเด็กที่สวมใส่ได้ทั้ง 2 เพศ (unisex)
เครดิตภาพ https://public-media.smithsonianmag.com/filer/pink-and-blue-Simplicity-Pattern-10.jpg
 
.

ภาพที่ 8 แฟชั่นเครื่องแต่งกายเด็กและวัยรุ่นช่วงทศวรรษ 1970 ที่มาของภาพ
เครดิตภาพ https://metvcdn.metv.com/K6sac-1452723250-106-lists-1970s_fashion_2.jpg
.
อย่างไรก็ตาม เสื้อผ้าที่ไม่บ่งบอกเพศยังคงเป็นที่นิยมอยู่จนกระทั่งราว ค.ศ. 1985 เนื่องจากเป็นช่วงที่ลูกๆ ของพาโอเลตติเกิดขึ้น คือ ลูกสาวเกิดในปี 1982 และลูกชายเกิดในปี 1986 เธอกล่าวว่า “ในช่วงนั้นไม่ใช่เพียงชุดคลุมหรือชุดหมีสีฟ้า แต่ยังเป็นชุดหมีสีฟ้าที่มีหมีเท็ดดี้อุ้มลูกฟุตบอลอยู่ด้วย” เช่นเดียวกับผ้าอ้อมเด็กแบบใช้แล้วทิ้งที่ทำเป็นสีฟ้าและสีชมพูออกมาวางจำหน่ายด้วย
.
เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้มาจากการสำรวจความคิดเห็นของพ่อแม่ เนื่องจากวิทยาการสมัยใหม่ในเวลานั้นทำให้พ่อแม่ได้รู้เพศของลูกตั้งแต่ยังไม่คลอดออกมาจึงนิยมซื้อหาข้าวของสำหรับ 'เด็กหญิง' หรือ 'เด็กชาย' ไว้รอ พาโอเลตติกล่าวว่า “ยิ่งคุณทำเสื้อผ้าที่เป็นปัจเจกมากขึ้นเท่าไร คุณก็จะยิ่งขายของได้มากขึ้น” ด้วยเหตุนี้ แฟชั่นสีชมพู (และสีฟ้า) จึงแพร่กระจายไปทั่ว จากชุดนอนของเด็กและเครื่องนอนไปจนถึงของชิ้นใหญ่ๆ อย่างรถเข็นเด็ก เบาะนั่งของเด็กในรถยนต์รวมถึงของเล่นที่เด็กขึ้นไปนั่งได้
.

ภาพที่ 9 แฟชั่นเด็กหญิงวัยรุ่น ปี 1987 ที่มาของภาพ 
เครดิตภาพ https://i.pinimg.com/originals/73/9e/11/739e11dda1550cf54536de5ea16fd055.jpg
.
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเกิดขึ้นของลัทธิบริโภคนิยมในกลุ่มเด็กเมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งนี้ ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กพบว่าเด็กจะเริ่มรู้จักเพศของตัวเองในช่วง 3-4 ขวบ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนจนกว่าเมื่ออายุได้ 6-7 ขวบ อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่ามีการโฆษณาออกมาอย่างกว้างขวางที่มีแนวโน้มจะระบุค่านิยมของสังคมแบบตายตัวมากขึ้น “ตัวอย่างเช่น การกำหนดว่าผู้หญิงต้องไว้ผมยาวและสวมกระโปรงยาว” พาโอเลตติ กล่าว “สิ่งนี้นับว่าน่าสนใจมากเพราะมีการยืนยันด้วยความชอบและไม่ชอบต่อการแต่งกายอีกด้วย”
.
พาโอเลตติ กล่าวไว้ในการทำวิจัยและหนังสือของเธอว่ายังมีพ่อแม่อีกมายที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องบทบาททางเพศ กล่าวคือ พวกเขามักจะเกิดคำถามว่าเขาควรแต่งตัวลูกๆ ให้รู้สึกเหมาะสมกับปล่อยให้เด็กๆ แสดงตัวตนของตัวเองผ่านเครื่องแต่งกาย เธอย้ำว่า “สิ่งหนึ่งที่ฉันกล่าวได้ตอนนี้คือ การหายไปของเสื้อผ้าที่ไม่บ่งบอกเพศเป็นสิ่งที่สังคมควรตระหนักให้มาก ขณะเดียวกันปัจจุบันก็มีความต้องการเสื้อผ้าที่ 'เป็นกลาง' สำหรับทารกและเด็กมากขึ้นด้วย”
.

ภาพที่ 10 ลายพิมพ์บนเสื้อยืด ปี 2007 มีข้อความว่า “เหตุผล 10 ข้อ ว่าทำไมฉันถึงสวมเสื้อผ้าสีชมพู ...” มีข้อความที่น่าสนใจเช่น 'แม่บอกให้ใส่' 'สีชมพูก็คือสีดำแบบใหม่' 'เป็นแฟชั่นใหม่แต่เดี๋ยวก็ผ่านไป' 'คนไม่ดีสวมใส่สีชมพู'เป็นต้น
เครดิตภาพ https://public-media.smithsonianmag.com/filer/pink-and-blue-T-shirt-5.jpg
.
ในสังคมมีพ่อแม่และเด็กอีกมากที่ต่อต้านกระแสนิยมเรื่องแฟชั่นที่ระบุเพศ เธอหวังว่าผู้อ่านหนังสือของเธอจะเข้าใจสิ่งที่เธอต้องการสื่อออกมา แฟชั่นอาจแบ่งเด็กด้วยสีชมพูและสีฟ้า แต่ในโลกของปัจเจกบุคคลก็ไม่ได้มีแค่สีขาวกับดำเช่นกัน
.
.
เรื่อง : ชัยจักร ทวยุทธานนท์
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข
.
อ้างอิง

https://www.smithsonianmag.com/arts-culture/when-did-girls-start-wearing-pink-1370097/?utm_source=facebook.com&utm_ medium =socialmedia

http://www.heraldbulletin.com/community/in-history-why-little-boys-wore-dresses/article_8b2c6d1d-265d-5559-90f2-77db21696573.html

Paoletti, J.B. 2012. Pink and Blue: Telling the Boys from the Girls in America. Bloomington: Indiana University Press.

___________. 2015. Sex and Unisex: Fashion, Feminism, and the Sexual Revolution. Bloomington: Indiana University Press.

#สีชมพู #สีฟ้า #เด็กชาย #เด็กหญิง #GYPZYWORLD

Comments

Latest Article