Oriental Way

บริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษและกำเนิดเครื่องดื่มน่าอภิรมย์

ชีวิตอภิรมย์ของลูกจ้างบริษัท

น่าสงสัยทีเดียวว่า เหล่าลูกจ้างบริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษจำนวนหลายร้อยคนเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลบ้าง พลัดที่อยู่อาศัยบ้าง เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายบ้าง ฯลฯ เหล่านี้มีชีวิตกันอย่างไรในสมัยนั้น ลองมาดูกันว่าชีวิตของลูกจ้างบริษัทใหญ่ๆ ในเวลาสองสามร้อยปีก่อนจะเหมือนกับในปัจจุบันหรือไม่


หลักฐานที่มีนักประวัติศาสตร์เสนอว่า ระบุถึงอินเดียเอลของนายฮอดจ์สันเป็นครั้งแรก ที่มาของภาพ

ก่อนอื่นยุคสมัยก่อนศตวรรษที่ 21 ของเรานั้นต้องยอมรับ ผู้คนไม่ได้มีชีวิตในลักษณะ 'คลีน' อย่างพวกเราสมัยนี้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือว่าดำเนินควบคู่กับชีวิตของคนมาโดยตลอด

จึงไม่น่าแปลกใจว่า ยิ่งชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและความเคร่งเครียดอย่างลูกจ้างของบริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษ แน่นอนว่าย่อมจะต้องอาศัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเหล้า เป็นเครื่องประทังชีวิตไม่มากก็น้อยทีเดียว

มีข้อมูลว่า ความเจ็บป่วยของลูกจ้างบริษัททั้งหมดนั้น หนึ่งในสามเป็นความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับตับเป็นหลัก

มีหลายเหตุผลอยู่เหมือนกันว่าทำไมคนดื่มเหล้ากันมากเช่นนี้ เหตุผลประการหนึ่งน่าฟังอยู่เหมือนกันนั่นคือ ในเวลานั้นน้ำดื่มสะอาดและมีคุณภาพหาได้ยากมาก และความเชื่อโดยทั่วไปคือแอลกอฮอล์นั้นช่วยฆ่าเชื้อโรคได้อย่างชะงัด

ส่วนอีกเหตุผลก็คงจะมาจากการงานนั่นเอง สภาวะความน่าเบื่อที่จะต้องทำงานซ้ำๆ หรือสภาวะความเครียดของการทำงาน เหล่านี้ต่างก็นำไปสู่การใช้ 'เหล้าย้อมใจ' ทั้งนั้น

เหล้าส่วนใหญ่ที่บริโภคกันก็จะมี 'อารัค' (Arrack) ซึ่งทำด้วยข้าว เมล็ดพืช หรือน้ำตาลเมาที่เรียกว่า 'toddy' ซึ่งมีราคาถูกแต่ดีกรีแรงถึงใจ

ท่าการค้าหลายแห่งก็เป็นที่รู้กันในหมู่พ่อค้าว่ามีโรงเหล้ามากมาย อย่างท่าที่กวางโจว ตรอกฮอก 'Hog Lane' ก็เป็นที่โด่งดังของเหล่าพ่อค้า



Indian Pale Ale หรือ IPA เป็นที่นิยมกันมาจนถึงในปัจจุบัน

ยิ่งถ้าเป็นเหล่าทหารของบริษัทยิ่งเป็นพวกคอทองแดง ทหารที่เข้ายามกลางคืนจะมีเหล้าสองขวดประจำกายตลอดคืน นี่หากมีงานเลี้ยงก็ยิ่งหนักข้อ มีงานเลี้ยงหนึ่งมีผู้เข้าร่วม 14 คน แต่สามารถจัดการเหล้าได้ 42 ขวด!

เบียร์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มปกติ ประโยคที่ว่ากันว่า 'ดื่มเบียร์เป็นน้ำ' นี้มีมูลความจริงเป็นอย่างยิ่งในกรณีของบริษัทนี้ เนื่องจากเบียร์ถือเป็นน้ำดื่มที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากผ่านการต้มกลั่นเป็นที่เรียบร้อย กองเรือค้าขายของบริษัทจึงมีเบียร์ติดไปเป็นจำนวนมากเพื่อเอาไว้บริโภคแทนน้ำ


กำเนิดอินเดียเอล

เบียร์ประเภทหนึ่งที่มักจะนำลงเรือไปด้วยคือ 'พอร์เตอร์' (Porter) ดำเข้ม และเอาไว้สำหรับเดินทางไปค้าขายตามท่าต่างๆ สมชื่อ แต่พอยิ่งบริษัทต้องค้าขายกับดินแดนในเขตร้อนมากขึ้น การดื่มพอร์เตอร์ที่เคยได้รับความนิยมก็ไม่ค่อยอร่อยนัก เพราะอากาศร้อนไม่เหมาะกับการดื่มพอร์เตอร์

ดังนั้นการปรุงเบียร์จึงพยายามหาสูตรเบียร์ที่เบาลง และมาลงตัวกันที่ 'อินเดีย เอล' (India Ale) ซึ่งอ่อนกว่าและซ่ากว่าพอร์เตอร์ โดยมีผู้เสนอว่าเริ่มต้มกันในปี ค.ศ. 1752 โดยนักต้มเบียร์ชาวลอนดอนนาม 'จอร์จ ฮอดจ์สัน' ซึ่งมีโรงบ่มเบียร์อยู่ใกล้ๆ ที่ทำการของบริษัทอินเดียตะวันออกนี่เอง

ในที่สุดอินเดียเอลก็ติดตลาด ในปี ค.ศ. 1800 โรงบ่มเบียร์ของนายฮอดจ์สันส่งเบียร์อินเดียเอลไปกับเรือ ไปสำหรับการบริโภคของผู้ที่อยู่ทางเขตร้อนกว่าพันบาร์เรล และอีกเพียงสิบกว่าปีถัดมาตัวเลขก็เพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า! ทั้งนี้เพราะการค้าที่เฟื่องฟูทำให้ภาษีการส่งลดลง การส่งเบียร์ไปกัลกัตตาเสียค่าธรรมเนียมและภาษีเท่ากับที่ส่งไปเอดินเบอเรอะ

ความสำเร็จของอินเดียเอลก็ทำให้เกิดการพัฒนาผลิตภันฑ์ จนในที่สุดเกิด 'เพล เอล' (Pale Ale) และมีผู้พยายามพัฒนาสูตรนี้ต่อไป กระทั่งถึง 'นายจ๊อบ กูดเฮด' (Job Goodhead) ก็ได้ต้มเบียร์ด้วยสูตรหนึ่งที่เขาเรียกว่า 'อินเดียเพลเอล' (India Pale Ale) หรือที่เรียกย่อว่า 'ไอพีเอ' (IPA) อันเป็นที่โด่งดังจนถึงทุกวันนี้



สนจูนิเปอร์ ส่วนผสมอันขาดไม่ได้ของเหล้าจิน ที่มาของภาพ


โอกาสทางธุรกิจเช่นนี้ดึงดูดให้นักธุรกิจหัวใสหลายรายพยายามหาส่วนแบ่งให้ได้ ตัวอย่างเช่น 'นายวิลเลียม เบทแมน' (Willliam Bateman) ก็ประมูลเอาสัมปทานการส่งเบียร์ให้แก่กองทัพอินเดีย ซึ่งก็ทำกำไรให้เขาได้อย่างงดงาม

เหล้าจินผสมโทนิค

มีน้อยคนที่จะรู้ว่า การผสมจินและโทนิคก็มีที่มาจากบริษัทอินเดียตะวันออกอังกฤษเช่นเดียวกันโดยเหล้าจินจะมีกลิ่นของสนจูนิเปอร์(Juniper) แรกสุดถูกใช้เป็นยา แต่ต่อมาก็มีการดื่มกันอย่างแพร่หลายแข่งกับเบียร์ เพราะราคาของเหล่าจินนั้นถูกมาก


จินผสมโทนิค สำหรับเจ้าอาณานิคมอังกฤษดับกระหายคลายร้อนในอาณานิคมของพวกเขา ที่มาของภาพ
 

ในที่สุดจินก็ถูกส่งไปกับเรือค้าขายที่มุ่งไปทางตะวันออกทั้งหลาย และยิ่งอยู่ในเรือมีการบ่มไปด้วยในตัว รวมทั้งคลื่นลมที่ทำให้การบ่มออกฤทธิ์ออกชาติพิเศษ ร่วมเข้ากับอากาศร้อนของอินเดีย ทั้งหมดนี้ก็เลยทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เหล้าจินที่มีรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัวเรียกว่า 'อีสต์อินเดียจิน' (East India gin)

การกระดกจินเพียวๆ ได้รับความนิยมไปสักพักก็เสื่อมลง เพราะแทนที่จะเป็นยากลับทำให้ผู้ดื่มสุขภาพย่ำแย่ลงไป จึงมีการนำเอาน้ำโทนิคอินเดียเข้าผสม น้ำโทนิคนี้มีส่วนผสมของเปลือกไม้ cinchona
จากอเมริกาใต้ ซึ่งมีตัวยาสำหรับนำไปใช้ทำยาควินิน ซึ่งป้องกันโรคมาลาเรียได้



ตัวเลือกจินมากมายบนชั้นในปัจจุบัน ที่มาของภาพ


คราวนี้การดื่มจินจึงกลับมาใหม่พร้อมกับการผสมน้ำโทนิค พร้อมทั้งความเห็นทั่วไปว่า เครื่องดื่มนี้สามารถป้องกันมาลาเรียได้ เพราะในเขตร้อนตั้งแต่อินเดียยาวไปจนถึงสิงคโปร์ โรคมาลาเรียถือเป็นภัยถึงตายได้

ในที่สุดจึงมีการนำต้น cinchona จากอเมริกาใต้มาปลูกในอินเดียด้วยเป็นผลสำเร็จ สุดท้ายจินผสม โทนิคจึงกลายเป็นเครื่องดื่มแห่งจักรวรรดิอังกฤษไปโดยปริยาย สำหรับเจ้าหน้าที่อาณานิคมที่ต้องการความตื่นตัวกลางแดดจ้า จินและโทนิคเป็นคำตอบสำหรับพวกเขาเป็นความอภิรมย์ท่ามกลางอากาศร้อน


ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข
 

Comments

Latest Article