Infographic

4 วิธีเอาตัวรอดในฤดูหนาวของคนยุคโบราณ

Quick Facts

+ เดือนธันวาคมสำหรับชาวไทยหลายคนอาจเป็นช่วงเวลารื่นรมย์เพราะอากาศเย็นสบาย แต่สำหรับเมืองหนาวอย่างยุโรป อเมริกา หรือแม้แต่ดินแดนจีน เดือนธันวาคมคืออุปสรรคสำหรับการดำรงชีวิต

+ พืชผลส่วนใหญ่หยุดเติบโตในฤดูหนาว แหล่งน้ำเยือกแข็งทำให้การสัญจรและการประมงหยุดชะงัก หิมะและโคลนทำให้การเดินทางยากลำบาก แต่มนุษย์เราก็ยังสามารถอยู่รอดมาได้ตั้งแต่ยุคโบราณจวบจนถึงทุกวันนี้ 
+ มาดูกันว่าผู้คนในสมัยก่อนเขาเอาตัวรอดในฤดูหนาวกันอย่างไร
1.ทำเตียงให้อุ่นแบบชาวจีน

ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉิน (221–206 ก่อนคริสต์ศักราช) ชาวจีนทางภาคเหนือมักมีเฟอร์นิเจอร์คล้ายแท่นตั้งอยู่ในห้องนอน นั่นไม่ใช่เวที แต่เป็นเตียงพร้อมระบบทำความร้อนสไตล์จีน เรียกว่า คัง (k?ng) หรือ เตียง-เตา (bed-stove) ซึ่งปัจจุบันคังยังคงเป็นที่นิยมในชนบททางภาคเหนือของจีน

วิธีสร้างคังเริ่มจากก่ออิฐเป็นทรงสี่เหลี่ยมเหมือนพื้นยกระดับ แต่ภายในมีช่องตามแนวยาว มีช่องสำหรับอากาศเข้า เชื่อมกับเตาไฟในห้องครัวและช่องสำหรับอากาศออก ซึ่งเชื่อมกับปล่องนอกอาคารอีกทอดหนึ่ง วิธีใช้งานคือก่อไฟในเตา ไอร้อนจากเตาจะค่อย ๆ ไหลผ่านช่องใต้เตียงและถ่ายเทความร้อนให้เตียง จากนั้นไอร้อนจะไหลออกทางปล่องนอกอาคาร

การก่อไฟในเตาคังจึงให้ประโยชน์พร้อมกันสองข้อ ได้แก่ ความร้อนสำหรับทำอาหาร และความอบอุ่นสำหรับมนุษย์ อิฐยังเป็นวัสดุชั้นดีสำหรับทำคัง เพราะกักเก็บความร้อนได้ดีและทนไฟ โดยชาวจีนสามารถใช้คังเป็นที่นั่งทำงานหรืออ่านหนังสือในเวลากลางวัน และเป็นที่นอนในเวลากลางคืน


2.ทำมือให้อุ่นแบบพระคาทอลิก

ในศตวรรษที่ 12 พระนิกายคาทอลิกในไอร์แลนด์และอังกฤษนิยมใช้ลูกบอลสำหรับอุ่นมือในฤดูหนาว เนื่องจากวิหารไม่มีเตาผิง อุณหภูมิภายในก็หนาวเย็นไม่แพ้ข้างนอก อีกทั้งบอลอุ่นมือยังป้องกันอาการมือชาจากความเย็น เนื่องจากพวกเขาต้องใช้มือทั้งสองประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เช่น พิธีมหาสนิท การเผลอทำแผ่นปังซึ่งถือเป็นพระกายของพระคริสต์ และเหล้าองุ่นหรือไวน์ ซึ่งถือเป็นพระโลหิตของพระคริสต์ ร่วงลงพื้นถือเป็นเรื่องใหญ่โตประหนึ่งการลบหลู่องค์พระผู้เป็นเจ้า

บอลอุ่นมือมักมีทรงกลมขนาดเล็ก ทำจากสัมฤทธิ์ อาจมีลวดลายภายนอกสวยงาม สามารถแยกเป็นสองซีก ตรงกลางจะมีถ้วยเหล็กสำหรับวางก้อนถ่านไม้ร้อนๆ ผู้ใช้จึงถือบอลอุ่นมือได้โดยไม่ถูกถ่านไหม้มือ 


3.ปรับเปลี่ยนอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบแพทย์ยุคกลาง

ตั้งแต่ยุคกรีกจนถึงยุคกลาง แพทย์ยุโรปเชื่อว่ามนุษย์ประกอบด้วยของเหลว 4 ประการ ได้แก่ เลือด น้ำดีสีเหลือง น้ำดีสีดำ และเสมหะ การรักษาสมดุลระหว่างของเหลวทั้งสี่ช่วยรักษาสุขภาพให้แข็งแรง นอกจากนี้ระดับของเหลวทั้งสี่ยังเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล โดยฤดูหนาวเสมหะจะสูงกว่าปกติ

เอกสารการแพทย์ชื่อ 'เซเครตุม เซเครโตรุม' (Secretum Secretorum) แนะนำให้มนุษย์เปลี่ยนอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อป้องกันอาการเจ็บป่วย เช่น รับประทานมะเดื่อ องุ่น ไวน์แดง เนื้อสัตว์ที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น เนื้อแกะโตเต็มวัย (mutton) เนื้อนกพิราบ หลีกเลี่ยงการใช้ยาระบายขนานแปลก การระบายเลือด (bloodletting) และการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้การทานอาหารมากกว่าปกติ (overindulgence) สามารถกระทำได้ในฤดูหนาว เนื่องจากร่างกายถ่ายเทความร้อนมาที่อวัยวะแกนกลาง ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น


4.สวมเสื้อขนแกะแบบชาวยุโรป

ขนแกะ หรือวูล (wool) มีคุณสมบัติกักเก็บความร้อนได้ดีกว่าฝ้ายและลินิน ชาวยุโรปจึงนิยมใช้ขนแกะสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้า 

ในยุคกลาง การค้าขนแกะกลายเป็นธุรกิจสำคัญของอังกฤษและกลุ่มประเทศต่ำ ได้แก่ เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก พ่อค้ามั่งคั่งจากการค้าขายขนแกะดิบและผ้าขนแกะ ขณะที่การส่งออกขนแกะทำให้ราชสำนักอังกฤษมีรายได้มหาศาลจากการเก็บภาษีขาออก ต่อมาในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ตระกูลเมดิชี (Medici) สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการค้าขายขนแกะ กระทั่งพวกเขาสามารถพัฒนาธุรกิจธนาคารและสร้างตระกูลที่ทรงอิทธิพลที่สุดตระกูลหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุโรป.