Infographic

ท่องเวลาหาอดีต ยุครุ่งเรืองของ‘เวนิส’

In Focus

+ เมื่อพูดถึงเวนิส (Venice) คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเรือ ‘กอนโดลา’ (Gondola) อันแสนโรแมนติก คูคลองสวยงามท่ามกลางบ้านเรือนหลังคากระเบื้องสีส้มเก่าแก่ราวกับหลุดมาจากยุคกลาง ทอดสายตามองออกไปจากฝั่งจะเห็นทะเลอะเดรียติกสีคราม (Adriatic Sea) เมืองที่ได้ชื่อว่า 'นครแห่งคลอง'แห่งนี้ตั้งอยู่ในแคว้นเวเนโต (Veneto) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี

+ เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เวนิสเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา อาจก่อให้เกิดคำถามว่าเหตุใดเวนิสถึงถูกสร้างในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยเช่นนี้ เราจะขอพาท่องเวลาไปดูต้นกำเนิดและยุครุ่งเรืองในอดีตของนครเวนิสกัน
 
1.เกาะแห่งผู้ลี้ภัย

เดิมทีพื้นที่ตั้งเมืองเวนิสเป็นเพียงบึงที่มีเกาะแก่งตรงกลาง สมัยโรมันมีชาวประมงมาตั้งถิ่นฐานโดยรอบ เมื่ออัตติลา ผู้นำชนเผ่าฮัน (Attila the Hun) ยกทัพเข้ารุกรานโรมในช่วงปี 450 ชาวโรมันที่แตกตื่นจากเมืองรอบทะเลอะเดรียติกตอนเหนือ ต่างพากันอพยพข้ามบึงไปตั้งชุมชนบนเกาะแก่งเพื่อไม่ให้ผู้รุกรานเข้าโจมตีได้สะดวก

ต่อมาในศตวรรษที่ 6 ชาวลอมบาร์ดจากบริเวณเยอรมนีได้รุกรานลงมายังคาบสมุทรอิตาลี ชาวบ้านจากพื้นที่ใกล้เคียงจึงลี้ภัยมายังหนองน้ำแห่งนี้อีกครั้ง ชุมชนบนเกาะขยายใหญ่ขึ้นมากจนกลายเป็นเมืองท่าขนาดเล็ก หนองบึงที่มีน้ำท่วมบ่อยแถมมีเชื้อโรคและแมลงร้ายถือเป็นปราการธรรมชาติอย่างดี ด้วยเหตุนี้เวนิสจึงรอดพ้นจากศัตรูมาได้นับพันปี


2.'เมืองลูก'ของอาณาจักรโรมัน

ระหว่างการรุกรานของชาวลอมบาร์ด ชาวโรมันต้องเสียดินแดนส่วนใหญ่ในอิตาลีไป แต่เวนิสเป็นหนึ่งในดินแดนไม่กี่แห่งที่ยังขึ้นตรงต่อข้าหลวงโรมันในนคร ‘ราเวนนา’ (Ravenna) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอิตาลี ข้าหลวงเหล่านี้ได้รับแต่งตั้งจากจักรพรรดิโรมันโดยตรง

เมื่อนครราเวนนาถูกพวกลอมบาร์ดยึดได้ในปี 751 สถานการณ์อันวุ่นวายทำให้เวนิสเริ่มเป็นอิสระมากขึ้นเรื่อยๆ ชนชั้นสูงในเวนิสเริ่มแต่งตั้ง ‘ดยุค’ (Dux) หรือ ‘ดอชเช’ (Doge) ขึ้นเป็นผู้แทนเมือง องค์จักรพรรดิมักส่งตราสารมาให้ดยุคแห่งเวนิสอยู่เสมอเพื่อย้ำเตือนว่านครที่เริ่มเป็นอิสระขึ้นเรื่อยๆ ยังคงเป็นดินแดนโรมันอยู่ แม้ว่าภายหลังเวนิสจะกลายเป็นสาธารณรัฐ (Republic of Venice) อย่างเต็มตัวและหันมาท้าทายจักรวรรดิโรมันตะวันออกเสียเอง แต่นครรัฐอิสระแห่งนี้ยังคงรับตราสารจากจักรพรรดิแห่งคอนสแตนติโนเปิลจนถึงศตวรรษที่ 13


3.'เมืองการค้า' ประตูสู่โลกตะวันออก

ระหว่างสงครามครูเสด เวนิสใช้โอกาสนี้ผันตัวเป็นสารถีรับส่งนักรบครูเสดข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังทิศตะวันออก ไม่ว่าสงครามศาสนาจะดำเนินไปอย่างดุเดือดเพียงใด เวนิสยังเปิดเส้นทางการค้ากับโลกมุสลิมโดยไม่สนความขัดแย้ง

เส้นทางการค้ากับชาวมุสลิมช่วยเปิดโลกของเส้นทางสายไหมให้พ่อค้าชาวเวนิส หนึ่งในพ่อค้าและนักสำรวจชาวเวนิสที่ดังที่สุดคือ มาร์โค โปโล (Marco Polo) ผู้เดินทางไกลข้ามเอเชียไปเยี่ยมราชสำนักของกุบไลข่านในกรุงปักกิ่ง เขาบรรยายถึงเมืองจีนอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ หลังจากนั้นชาวยุโรปเริ่มรู้จักจีนมากขึ้น เริ่มมีคนเดินทางไปจนเกิดชุมชนชาวยุโรปในจีนหลายแห่ง

4.จอมชักใยนักรบครูเสด

นครเวนิสกลายเป็นศูนย์กลางการค้าแห่งทะเลอะเดรียติกในช่วงสงครามครูเสด และยังใช้โอกาสนี้ทำลายคู่แข่งทางการค้า ด้วยการชักใยเบื้องหลังนักรบครูเสดเช่นกัน
.
ระหว่างสงครามครูเสดครั้งที่ 4 ดอชเช ‘เอนริโก ดันโดโล’(Enrico Dandolo) ตกลงรับจ้างขนส่งนักรบครูเสดไปยังอียิปต์ แต่ต้องแลกกับข้อตกลงว่าระหว่างทางจะต้องแวะปล้นเมืองท่าคู่แข่งและแบ่งผลกำไรกัน นักรบครูเสดตอบตกลง

เมื่อกองเรือเวนิสพานักรบครูเสดแวะพักที่คอนสแตนติโนเปิลที่เป็นคู่แข่งและอดีตเมืองแม่ นครหลวงจักรวรรดิโรมันตะวันออก พวกเขาเริ่มเจรจาขอส่วนแบ่งจากสงครามมากขึ้น โดยให้เวลากองทัพครูเสดน้อยลงและแกล้งถ่วงเวลาเดินเรือออกไปเรื่อยๆ บีบให้พวกครูเสดต้องปล้นสะดมคอนสแตนติโนเปิลจนพินาศ และกวาดทรัพย์สินมากถึง 9 แสนมาร์ค

สุดท้ายเวนิสได้ส่วนแบ่งจากการปล้นราว 1.5 แสนมาร์ค สมบัติล้ำค่าของโลกโบราณถูกขโมยมาเวนิส ไม่ว่าจะรูปหล่อสำริดม้าสี่ตัวที่วิหารเซนต์มาร์ค งานศิลปะ และพระธาตุนักบุญต่างๆ ต้องกลายมาเป็นทรัพย์สมบัติของเวนิสแทน


5.ต้นกำเนิด'ฟอนท์เอียง'และ'พ็อคเกตบุ๊ก'

ตัวหนังสือแบบเอียงหรือ ‘อิตาลิก’ (Italics) ที่คนทั่วโลกใช้พิมพ์กันทุกวันนี้มีต้นกำเนิดจากนครแห่งกอนโดลาแห่งนี้เอง

ช่วงปลายศตวรรษที่ 15 โยฮันน์ กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenberg) ได้ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรกของยุโรป วงการหนังสือก้าวกระโดดไปอย่างรวดเร็ว

ปี 1494 นักวิชาการชาวเวนิส ‘อัลโด มานูซิโอ’ (Aldo Manuzio) ก่อตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกในเวนิสเพื่อเผยแพร่งานเขียนกรีก-โรมันโบราณ เขายังผลิตพจนานุกรมและหนังสือไวยากรณ์กรีก-ละตินขึ้นที่นี่ อัลโดมองว่าตัวหนังสือที่ได้จากงานพิมพ์ดูแข็งทื่อ ไม่สวยงามเหมือนงานเขียนตัวบรรจงจากปลายปากกา เขาจึงจ้างช่างแกะแม่พิมพ์ตัวหนังสือเอียงเลียนแบบลายมือคัด เพื่อให้ความรู้สึกสวยงามสบายตาและไม่ดูเป็นทางการเกินไป เมื่อหนังสือตัวเอียงถูกตีพิมพ์ออกไปกลับเป็นที่นิยมมากจนโรงพิมพ์ทั่วยุโรปต่างเลียนแบบวิธีของเขาไปใช้

ตัวหนังสือเอียงถูกเรียกว่า ‘อิตาลิก’ เพื่อสื่อถึงต้นกำเนิดในอิตาลี โรงพิมพ์ของอัลโดยังเริ่มพิมพ์หนังสือด้วยฟอนท์ขนาดเล็กเป็นครั้งแรก เพื่อประหยัดพื้นที่และช่วยให้หนังสือมีขนาดเล็กกะทัดรัด พกพาไปอ่านได้ทุกที่ จนกลายมาเป็นพ็อคเกตบุ๊ก (Pocket book) ดังเช่นทุกวันนี้

อ้างอิง

https://en.venezia.net/venice-history.html

https://www.theveniceinsider.com/introduction-history-venice/

http://www.historyworld.net/wrldhis/PlainTextHistories.asp?ParagraphID=epa

https://www.metmuseum.org/toah/hd/cedr/hd_cedr.htm

https://www.metmuseum.org/toah/hd/vmos/hd_vmos.htm

https://www.thoughtco.com/history-of-venice-1221659

https://kottke.org/19/04/the-history-of-italics-in-type

https://www.smithsonianmag.com/travel/aldus-manutius-printing-typeface-typography-italics-venice-180956855/