Infographic

'ค่ายกูลัก V.S. ค่ายนาซี' ประวัติศาสตร์แห่งความทารุณ

เมื่อย้อนมองประวัติศาสตร์ ในบรรดาค่ายกักกันนักโทษ เราคงได้ยินชื่อค่ายกูลัก (GULAG) ของโซเวียตกับค่ายมรณะ (Extermination Camp) ของนาซีเยอรมนีอยู่บ่อยครั้ง

ทั้งสองกลายเป็นภาพอันน่าหวาดกลัวในอดีตที่สร้างบาดแผลให้แก่คนรุ่นหลัง

เมื่อพิจารณาทั้งสองค่ายให้ชัดแล้วจะเห็นว่ามีข้อแตกต่างกันมาก ทั้งจุดประสงค์และความโหดเหี้ยมทารุณ

1.ค่ายกูลัก (Gulag)

ในปี 1918 วลาดิมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin) สั่งสร้างค่ายกักกันขึ้นเป็นครั้งแรก จุดประสงค์คือ จองจำนายทุน พ่อค้า ชาวนาที่ร่ำรวย และพระที่ขัดต่อหลักการของพรรคบอลเชวิคที่จะกลายเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ภายหลัง สมัยจักรวรรดิรัสเซียก็มีค่ายแรงงานในไซบีเรียเช่นกัน เป็นสิ่งที่มีมาก่อนยุคโซเวียตอยู่แล้ว

คำว่า กูลัก (Gulag) ย่อมาจาก ‘Glavnoe Upravlenie Lagerei’ แปลว่า ‘สำนักบริหารหลักค่ายแรงงาน’

ต่อมาปี 1929 กูลักถูกก่อตั้งอย่างเป็นทางการโดย โจเซฟ สตาลิน (Joseph Stalin)

ค่ายกูลักมีลักษณะเป็นค่ายแรงงานและค่ายปรับทัศนคติรวมกัน สตาลินต้องการใช้ค่ายแรงงานเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจโซเวียตและบุกเบิกดินแดกอันรกร้างในไซบีเรีย นักโทษต้องทำงานอย่างขุดเหมืองแร่ ถ่านหิน ตัดไม้ สร้างถนน เพาะปลูกพืชผล เป็นเหตุผลว่าทำไมค่ายกูลักส่วนใหญ่ถึงตั้งในบริเวณที่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ อีกด้านหนึ่งก็เป็นเครื่องมือปราบปรามทางการเมืองของสหภาพโซเวียตด้วย หลังสมัยสตาลิน ค่ายกูลักมีไว้สำหรับอาชญากรและผู้ต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต

นักโทษส่วนใหญ่เป็นอาชญากร ผู้ต้องหาคดีความต่างๆ ศัตรูทางการเมืองของผู้นำหรือพรรคคอมมิวนิสต์ ในยามสงครามอาจมีเชลยศึกด้วย ตั้งแต่ปี 1929-1987 เอกสารทางการของ NKVD ประมาณการณ์ว่ามีนักโทษถูกจองจำทั้งหมดราว 18 ล้านคน

ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1929-1953 ที่โจเซฟ สตาลินปกครองสหภาพโซเวียต เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานและมีผู้คนถูกส่งไปกูลักมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ คาดว่ามีคนถูกส่งไปถึง 14 ล้านคน ผู้คนจำนวนมากถูกตำรวจลับจับกุมโดยไม่มีการไต่สวนใด ๆ นับเป็น 77% ของจำนวนนักโทษทั้งหมดที่เคยมี นักโทษส่วนใหญ่ถูกปล่อยตัวเมื่อครบอายุความ ถูกนิรโทษกรรมหรือลดหย่อนโทษหากทำงานดีและครบโควต้า

ในปี 1953 หลังสตาลินเสียชีวิตลง มีการนิรโทษกรรมครั้งใหญ่แก่นักโทษที่มีโทษน้อยกว่า 5 ปี หญิงตั้งครรภ์ หญิงมีบุตร และเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี มีนักโทษถูกปล่อยตัวกว่า 1 ล้านคน ผู้นำโซเวียตหลังจากสตาลินไม่เห็นด้วยกับการนโยบายของจอมโหด จำนวนนักโทษในกูลักลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนถูกยกเลิกไปเมื่อปี 1987 โดยมิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev)

นักโทษที่เสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากปัญหาสุขภาพอย่างโรคภัยไข้เจ็บ ความอดอยาก ตัวเลขประมาณการณ์ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดคือ 1.5-1.7 ล้านคน อัตราการตายพุ่งขึ้นสูงถึง 20% ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะภาวะขาดแคลนอาหารจากสงคราม ในยามสงบอัตราการตายจะอยู่ราว 5% เมื่อเทียบกับอัตราการตายกับตัวเลขรวมของนักโทษแล้วถือเป็น 10% ของนักโทษทั้งหมด

อ้างอิง http://gulaghistory.org/nps/downloads/gulag-curriculum.pdf

////////////

2.ค่ายนาซี หรือค่ายมรณะนาซี (Nazi Extermination Camps / Death Camps)

ตั้งแต่ปี 1939 ชาวยิวมากกว่า 11 ล้านคนถูกกวาดต้อนให้ไปอยู่ในชุมชนแออัดหรือเก็ตโต (Ghettos) ตามเมืองใหญ่ที่ถูกนาซียึดครอง ช่วงแรกพรรคนาซียังไม่รู้จะทำอะไรกับชาวยิวจำนวนมหาศาลเหล่านี้ จึงปล่อยให้กินอยู่กันอย่างอดอยากแร้นแค้น

ระหว่างนั้นมีผู้เสียชีวิตจากความอดอยาก โรคภัยไข้เจ็บ หรือแม้แต่ถูกสังหารโดยทหารนาซีประมาณ 1.5 ล้านคน เมื่อค่ายกักกันเริ่มก่อสร้างทั่วยุโรปหลายสิบแห่งตั้งแต่ปี 1940 นักโทษยังถูกนำไปใช้แรงงาน แต่ไม่มีแผนการว่าจะทำยังไงกับนักโทษที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ บางทีทหารนาซีใช้วิธีการยิงเป้าหมู่

ปี 1942 แผนการ ‘Final Solution’ ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้รับอนุมัติและถูกชูเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของนาซี แผนการนี้คือ การวางขั้นตอนกำจัดชาวยิวอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่รวบรวมตัวจากเก็ตโตทั่วยุโรปแล้วกระจายส่งไปยังค่ายกักกันและค่ายมรณะต่าง ๆ ทั่วดินแดนที่นาซียึดครอง แล้วรมแก๊สทิ้ง การรมแก๊สใช้เวลาไม่นานและสามารถอัดนักโทษเข้าไปพร้อมกันได้มากถึง 700 คนในครั้งเดียว เป็นการย่นเวลาพวกนาซีได้มาก

ค่ายนาซีแบ่งค่ายเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

1.ค่ายมรณะ (Extermination Camps) มีชื่อภาษาเยอรมันว่า Vernichtungslager หมายถึงการทำให้เหยื่อเป็น ‘สูญ’ หรือ 'ดับสูญ' ค่ายมรณะของนาซีเยอรมนีถูกออกแบบมาเพื่อสังหารนักโทษโดยเฉพาะ นักโทษจะถูกทยอยไปสังหารหมู่ทีละส่วน

วิธีสังหารมีทั้งรมแก๊ส ยิงทิ้ง นำตัวไปทดลอง ระบบจัดการทรัพยากรของค่ายถูกออกแบบให้นักโทษตายจากความหิวโหย โรคภัย และความเหนื่อยล้า เพื่อลดภาระของผู้คุมและทหารประจำค่าย เมื่อเข้าไปแล้วจะไม่มีโอกาสได้ออกมาอีก หลายขบวนรถไฟที่ขนนักโทษไปยังค่ายถูกออกแบบให้ปล่อยแก๊สไอเสียในตู้บรรจุนักโทษที่อัดแน่น นักโทษบางส่วนจึงเสียชีวิตก่อนมาถึงค่าย

ค่ายมรณะที่รู้จักกันดีที่สุดคือ เอาชวิทซ์ (Auschwitz) ทรีบลิงกา (Treblinka) และค่ายเบลเซค (Belzec)

2.ค่ายกักกันหรือค่ายแรงงาน (Concentration Camps / Labour Camps) ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อฆ่าโดยเฉพาะ แต่นักโทษจะถูกใช้แรงงานอย่างหนัก สภาพความเป็นอยู่อันโหดร้ายและงานที่หนักทำให้นักโทษจำนวนมากต้องเสียชีวิตในค่ายเหล่านี้ เช่น ค่ายดาเชา (Dachau) ค่ายเมาเธอเซนกูเซน (Mauthausen-Gusen)

นักโทษในค่ายนาซี ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเชื้อชาติที่นาซีมองว่าต่ำต้อย เช่น ชาวยิว สลาฟ โรมา ฯลฯ นักโทษกลุ่มอื่นที่นาซีเพ่งเป้ามีทั้งผู้พิการ คนรักร่วมเพศ ศัตรูการเมือง เช่นฝ่ายซ้าย กลุ่มต่อต้านนาซี เชลยสงคราม และกลุ่มศาสนา เช่น คาทอลิก บาไฮ พยานพระยะโฮวาห์

นักโทษที่มีร่างกายแข็งแรงจะถูกนำไปใช้แรงงานก่อน ส่วนคนที่นาซีมองว่าไม่สมควรอยู่จะถูกสังหารหมู่ก่อนเช่นผู้หญิง เด็ก คนชรา คนพิการ คนป่วย ก่อนจะถูกรมแก๊ส ผู้คุมนาซีจะกร้อนผมและถอดเสื้อผ้าของนักโทษออกให้หมดเพื่อเก็บไว้ใช้กับนักโทษกลุ่มต่อไป เส้นผมของนักโทษถูกใช้ยัดที่นอนและหมอน เสื้อผ้าถูกนำไปให้นักโทษกลุ่มอื่น

อัตราตายตั้งแต่ปี 1942-1945 มีจำนวนนักโทษที่เสียชีวิตในค่ายมรณะทั้งหมดราว 3,218,000 คน จากชาวยิวที่เสียชีวิตทั้งหมดระหว่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ราว 5-6 ล้านคน จำนวนนี้ยังไม่รวมกับผู้เสียชีวิตอีกหลายราย

จำนวนนักโทษที่ถูกจับไปค่ายมรณะยังไม่แน่นอน เพราะเอกสารจำนวนมากถูกนาซีทำลายก่อนที่ฝ่ายสัมพันธมิตรมาถึง เอกสารที่หลงเหลือส่วนใหญ่ของค่ายมรณะหรือค่ายกักกันมาจากค่ายที่โซเวียตยึดได้ก่อนที่นาซีจะทำลายหลักฐาน ประมาณการณ์ว่ามีนักโทษราว 90% ที่ถูกส่งไปค่ายมรณะต้องจบชีวิตลง โดยเฉพาะค่ายเอาชวิทซ์มีนักโทษถูกส่งไปราว 1.3 ล้านคน แต่มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 1.1 ล้านคน

ส่วนค่ายกักกันมีนักโทษเสียชีวิตจากสภาพความเป็นอยู่อันทารุณ ทั้งความหิวโหย ความเจ็บป่วย เหนื่อยล้า และฝีมือทหารยาม อัตราผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 75% ของนักโทษทั้งหมด

อ้างอิง

https://www.the101.world/tul-interview-nazi-study/

https://encyclopedia.ushmm.org/…/concentration-camp-system-…

https://encyclopedia.ushmm.org/content/en/article/nazi-camps

http://auschwitz.org/…/museum/auschwitz-pr…/prisoner-numbers