ข่าว

อัพเดต รูปสลักขนาดยักษ์ที่ค้นพบในไคโรไม่ใช่รามเสสที่ 2!!

ข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการอียิปต์วิทยาได้มากที่สุดเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม พ.ศ.2560 ที่ผ่านมาคงจะหนีไม่พ้นการค้นพบรูปสลักที่ “คาดว่า” น่าจะเป็นฟาโรห์รามเสสที่ 2 ในสลัมย่านมาทาริยา (Matariya) ซึ่งเป็นชุมชนแออัดทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงไคโรเป็นแน่แท้ รูปสลักนี้ค้นพบเพียงแค่ส่วนของศีรษะและลำตัวช่วงบนเท่านั้น แต่ขนาดสมบูรณ์ของมันน่าจะเคยสูงถึงราว 8 ถึง 9 เมตรเลยทีเดียว
 
ด้วยความยิ่งใหญ่อลังการของรูปสลักประกอบกับในพื้นที่ของย่านมาทาริยาเคยค้นพบแผ่นศิลาที่มีพระนามของฟาโรห์รามเสสที่ 2 สลักอยู่หลายครั้ง นั่นจึงทำให้ในแวบแรกที่รูปสลักนี้ถูกค้นพบ ข่าวเสนอว่ามันน่าจะถูกรังสรรค์ขึ้นมาในสมัยของฟาโรห์รามเสสที่ 2 เป็นแน่ เพราะฟาโรห์องค์นี้นิยมสลักผลงานขนาดยักษ์ทั่วทั้งอียิปต์ อย่างเช่นที่มหาวิหารอบู ซิมเบล (Abu Simbel) รวมทั้งรูปสลักที่ปรากฏให้เห็นในเมืองหลวงแห่งใหม่ที่รามเสสที่ 2 บัญชาให้สร้างขึ้นอย่างเมืองพี-รามเสส (Pi-Ramses) ก็แสดงให้เห็นว่าพระองค์ชื่นชอบที่จะประกาศความยิ่งใหญ่ผ่านงานประติมากรรม นั่นจึงทำให้การค้นพบภาพสลักและอักขระพระนามของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ในคาร์ทูชที่ย่านมาทาริยาช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับแนวคิดที่ว่ารูปสลักขนาดยักษ์นี้น่าจะต้องเป็นของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ผู้โด่งดังตามไปด้วย

พระนามของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ค้นพบเมื่อกลางปี พ.ศ. 2559 ในย่านมาทาริยา ที่มาของภาพ

ทว่าหลังจากประกาศการค้นพบออกมาได้ไม่นาน นักวิชาการก็กลับลำกันแทบไม่ทัน เพราะเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560 หรือราวๆ ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังจากการดึงชิ้นส่วนของรูปสลักขึ้นมาจากแอ่งน้ำ ทางการอียิปต์ก็ประกาศว่าพวกเขาได้ค้นพบ “หลักฐาน” บางอย่างซึ่งเพียงพอจะระบุได้ว่ารูปสลักนี้ไม่ใช่ของมหาราชฟาโรห์รามเสสที่ 2 อีกต่อไปแล้ว!! นั่นจึงทำให้ในช่วงนั้นมีการเสนอความเป็นไปได้ออกมาต่างๆ นานา บ้างก็เสนอว่าฟาโรห์ที่เป็นเจ้าของรูปสลักขนาดยักษ์นี้อาจจะเป็นฟาโรห์เซนุสเรตที่ 3 (Senusret III) แห่งราชอาณาจักรกลางที่เคยสร้างเสาโอเบลิสก์เอาไว้ในย่านมาทาริยา ซึ่งในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของนครสุริยะเฮลิโอโพลิส (Heliopolis) แต่ก็มีการเสนอกันว่า การสร้างรูปสลักขนาดยักษ์เช่นนี้ในสมัยราชอาณาจักรกลางยังไม่ค่อยปรากฏให้เห็นสักเท่าใดนัก นั่นจึงอาจจะไม่ใช่เซนุสเรตที่ 3 แต่อีกกระแสหนึ่งก็เสนอว่าบางทีนี่อาจจะเป็นรูปสลักของฟาโรห์ที่ครองราชย์อยู่ก่อนหน้ารามเสสที่ 2 ก็เป็นได้
 
สุดท้ายเช้าตรู่วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2560 ทางการอียิปต์ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วว่ารูปสลักขนาดยักษ์ที่ค้นพบนั้นไม่ใช่รามเสสที่ 2 ทว่าเป็นฟาโรห์ “พซัมเทคที่ 1” (Psamtek I) ซึ่งปกครองอยู่ในราชวงศ์ที่ 26 ตรงกับช่วงประวัติศาสตร์ที่นักอียิปต์วิทยาเรียกว่า “ยุคปลาย” (Late Period) พระองค์ครองราชย์ยาวนานถึงราว 54 ปี ตั้งแต่ 664 ปีก่อนคริสตกาลมาจนถึง 610 ปีก่อนคริสตกาล ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในฟาโรห์ที่ครองราชย์ยาวนานเป็นอันดับต้นๆ ของอียิปต์โบราณเลยทีเดียว

รูปสลักพระนามของฟาโรห์รามเสสที่ 2 อีกชิ้นหนึ่งที่ค้นพบในย่านมาทาริยาเช่นกัน ที่มาของภาพ

ถึงแม้ว่าพซัมเทคที่ 1 อาจจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าใดนักในหน้าประวัติศาสตร์ แต่จริงๆ แล้วพระองค์ก็มีบทบาทสำคัญในอดีตไม่ใช่น้อย ด้วยว่าช่วงราชวงศ์ที่ 26 นั้นอียิปต์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิอัสซีเรีย (Assyria) ที่แผ่ขยายอำนาจลงมาจากทางตอนเหนือ ฟาโรห์องค์แรกๆ ในราชวงศ์นี้มีพระนามว่าเนโคที่ 1 (Necho I) พระองค์มีความจงรักภักดีต่อจักรวรรดิอัสซีเรีย เดิมทีเนโคที่ 1 เคยเป็นเจ้าชายแห่งเมืองซาอิส (Sais) นครหลวงในสมัยนั้นที่ตั้งอยู่ในแถบสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์หรือเดลต้า (Delta)  แต่โอรสของพระองค์นามว่า “พซัมเทคที่ 1” กลับลุกขึ้นมาปลดแอกอียิปต์จากอัสซีเรียได้สำเร็จ ทำให้ดินแดนไอยคุปต์กลับมาเป็นอิสระและเจริญรุ่งเรืองได้อีกครั้ง
 
แต่คำถามสำคัญก็คือ แล้วที่นักอียิปต์วิทยาบอกว่ารูปสลักขนาดยักษ์นี้เป็นของฟาโรห์พซัมเทคที่ 1 เขาใช้หลักฐานอะไรมาอ้างอิงกันล่ะ!?
 
แน่นอนว่าข้อเสนอของนักอียิปต์วิทยาต้องมีหลักฐานที่หนักแน่นมาสนับสนุนด้วยเสมอ ปกติแล้วการระบุพระนามของฟาโรห์จากภาพสลักก็ดี หรือแม้แต่ฟาโรห์ที่เป็นเจ้าของรูปสลักต่างๆ ให้ได้อย่างแม่นยำนั้นทำได้เพียงแค่การอ่านจากพระนามที่จารึกด้วยอักษรภาพที่เรียกว่าเฮียโรกลิฟฟิคเท่านั้น และโดยปกติเวลาชาวอียิปต์โบราณสลักรูปฟาโรห์หรือชนชั้นสูงก็มักจะจารึกอักษรภาพที่เป็น “ชื่อ” เจ้าของลงไปที่ด้านหลังของรูปสลักนั้นๆ ด้วยเสมอ ซึ่งหลักฐานสำคัญที่ปรากฏออกมาด้านหลังรูปสลักขนาดยักษ์นี้ก็คือพระนามของฟาโรห์พซัมเทคที่ 1 นั่นเอง!!
 
ทางการอียิปต์ประกาศว่า พวกเขาค้นพบหลักฐานของ 1 ใน 5 ชื่อของฟาโรห์ที่ระบุได้ว่ารูปสลักนี้น่าจะเป็นของฟาโรห์พซัมเทคที่ 1 แน่นอน แต่เพื่อให้เห็นภาพได้กระจ่างขึ้นก็ต้องมาทำความเข้าใจชื่อทั้ง 5 ของฟาโรห์กันก่อน ปกติแล้วฟาโรห์ทุกพระองค์จะมีพระนามของตัวเอง 5 ชื่อที่แตกต่างกันดังนี้
 
1. Horus Name เป็นพระนามที่แสดงให้เห็นว่าฟาโรห์ทรงเป็นเทพฮอรัส (Horus) บนโลกมนุษย์

2. Nebty Name เริ่มต้นเขียนพระนามด้วยอักษรภาพของงูเห่าและนกแร้งบนครึ่งวงกลม สื่อถึงเทพีวัดเจต (Wadjet) ในร่างของงูเห่าและเนคเบต (Nekhbet) ในร่างของนกแร้งซึ่งเป็นเทพีที่ปกป้องคุ้มครององค์ฟาโรห์

3. Golden Horus Name คือพระนามแห่งฮอรัสทองคำ ที่แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงฟาโรห์เข้ากับเทพเจ้าฮอรัส

4. Throne Name คือพระนามของฟาโรห์เมื่อขึ้นครองบัลลังก์

5. Birth Name คือพระนามของฟาโรห์ตั้งแต่ประสูติ

Nebty Name เขียนด้วยสัญลักษณ์ของนกแร้งและงูเห่าบนครึ่งวงกลม ที่มาของภาพ

และภาพของงูเห่าบนครึ่งวงกลมที่หลงเหลืออยู่บนรูปสลักบ่งบอกเป็นนัยว่าอักขระที่ตามมานั้นคือ Nebty Name อย่างแน่นอน โดยภาพของครึ่งวงกลมและแขนที่ปรากฏอยู่นั้นอ่านได้ว่า “nb-a” หรือ “เนบ-อา” ซึ่งนักอียิปต์วิทยาทราบดีว่าฟาโรห์ที่มี Nebty Name ว่า “เนบ-อา” นั้นก็คือฟาโรห์พซัมเทคที่ 1 แห่งราชวงศ์ที่ 26 นั่นจึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่ารูปสลักขนาดยักษ์รูปนี้ก็ต้องเป็นของฟาโรห์พซัมเทคที่ 1 ด้วยเช่นกัน

อักษรภาพด้านหลังรูปสลักขนาดยักษ์ปรากฏภาพของงูเห่าซึ่งสื่อเป็นนัยว่านี่คือส่วนหนึ่งของ Nebty Name โดยสัญลักษณ์ครึ่งวงกลมคือคำว่า nb และรูปแขนคือ a รวมเป็น nb-a หรือ “เนบ-อา” ซึ่งเป็น Nebty Name ของฟาโรห์พซัมเทคที่ 1 ที่มาของภาพ

แต่ด้วยว่าฟาโรห์แห่งอียิปต์มักจะยึดเอารูปสลักของบรรพชนมาเป็นของตัวเองด้วยการสลักชื่อตนเองทับลงไปบนชื่อเดิมของฟาโรห์องค์ก่อน นั่นหมายความว่าบางทีฟาโรห์พซัมเทคที่ 1 อาจจะยึดรูปสลักนี้จากฟาโรห์รามเสสที่ 2 ซึ่งมีชีวิตอยู่ก่อนหน้าพระองค์ถึงกว่า 600 ปีมาเป็นของตัวเอง ก็เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้รูปสลักของฟาโรห์ในยุคปลายรูปนี้ดูยิ่งใหญ่อลังการผิดออกไปจากที่เคยมีมานั่นเอง

-------------------------
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: http://www.voanews.com/a/3770227.html
Website: http://english.ahram.org.eg/NewsContent/9/40/261102/Heritage/Ancient-Egypt/Newly-discovered-Matariya-colossus-is-probably-of-.aspx
Website: http://english.ahram.org.eg/NewsContent/9/40/261053/Heritage/Ancient-Egypt/Newly-discovered-Matariya-statue-is-not-Ramsis-II,.aspx
Website: http://narmer.pl/dyn/26en.htm