ข่าว

วันดีเดย์กับรอยแผลในใจของ 'ไอเซนฮาวเออร์'

ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหลายคนต่างเคยเดินทางไปร่วมในพิธีรำลึกวันครบรอบของยุทธการยกพลขึ้นบกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 มหายุทธการปลดปล่อยยุโรปจากการยึดครองของนาซีเยอรมัน ซึ่งรู้จักกันในนาม 'วันดีเดย์' (D-Day) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 1944

อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา เดินทางไปร่วมในพิธีนี้ในคราวครบรอบ 70 ปี วันดีเดย์ โดยในคราวนั้นมีอดีตประธานาธิบดีอีกสองท่านนั่นก็คือ จอร์จ บุช และ บิล คลินตัน เดินทางไปร่วมในพิธีด้วย ก่อนหน้านี้ในพิธีรำลึกครบรอบในวันสำคัญทางประวัติศาสตร์นี้ เคยมีประธานาธิบดีคนสำคัญเดินทางมาร่วมในพิธีนี้โดยตลอดเช่นในปี ค.ศ. 1984 ประธานาธิบดีโรนัล เรแกน ได้กล่าวสดุดีทหารกล้า ณ บริเวณหาด ‘ปวง ดู อ็อก’ (Pointe du Hoc) อันเป็นจุดที่ทหารอเมริกันยกพลขึ้นบกและต้องปีนหน้าผาขึ้นไปเพื่อยึดปืนใหญ่รักษาฝั่งของข้าศึก รวมถึงในวันรำลึก 20 ปี วันดีเดย์ ประธานาธิบดีลินดอน บี จอห์นสัน ก็เคยเดินทางมาร่วมในพิธีนี้เช่นกัน

แต่รู้หรือไม่ว่า ในช่วงที่วันดีเดย์ผ่านพ้นไปแค่ 10 ปี คือ ปี ค.ศ. 1954 มีการจัดงานรำลึกขึ้น ซึ่งในตอนนั้นก็เป็นช่วงสมัยที่ประธานาธิบดี ‘ดไวท์ ดี ไอเซนฮาวเออร์’ (Dwight D. Eisenhower) ดำรงตำแหน่ง และมันเหมาะสมอย่างมากที่ประธานาธิบดีท่านนี้ เคยเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพสัมพันธมิตร และเขาก็คือคนที่ออกคำสั่งให้ทหารพันธมิตรบุกในวันดีเดย์ และอยู่ในวาระอันพอเหมาะกับพิธีรำลึกครบรอบ 10 ปีของเหตุการณ์นี้พอดี
.
แต่ทำไมประธานาบดีไอเซนฮาวเออร์ กลับปฏิเสธที่จะไปร่วมในพิธีที่ครั้งหนึ่งในอดีตเขาคือหัวใจสำคัญของเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ...

หลายคนอาจจะคิดว่า การเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพพันธมิตรด้วยฐานะและยศที่เขาดำรงอยู่ในตอนนั้นทำให้เขาห่างไกลจากแนวหน้าอย่างมาก ไม่ต้องเสี่ยง หรือมีชีวิตเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆในสนามรบ แต่นั่นเป็นความคิดที่หยาบเกินไปหากจะมองนายพลท่านนี้เป็นแบบนั้น ด้วยตำแหน่งและหน้าที่ตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดกองกำลังสัมพันธมิตรที่เขาได้รับมอบหมาย ไอเซนฮาวเออร์ต้องประสานความร่วมมือกับกองทัพพันธมิตรทุกๆ ชาติ เพื่อชัยชนะเหนือกองกำลังนาซี แน่นอนว่าเขาต้องรักษาน้ำใจของเพื่อนทหารหาญจากประเทศต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันทั้งทางวัฒนธรรมและประเพณีบางอย่าง รวมถึงการรักษาความเคารพและศรัทธาของทหารชาติตนเอง

อีกหนึ่งความหนักใจที่มีในตอนนั้นของเขาคือ การที่เขามีนายพลในการบังคับบัญชาที่เคยเป็น ‘รุ่นพี่’ และพวกเขาเหล่านี้จำต้องมารับฟังคำสั่งนายทหาร 'รุ่นน้อง' อย่างไอเซนฮาวเออร์ และการที่เขาเป็นผู้ที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางของการประสานความร่วมมือทั้งหมด ก็มิวายที่จะต้องเผชิญกับนักการเมืองทั้งชาติตนเองและชาติพันธมิตร นั่นจึงทำให้งานที่เขาทำอยู่นั้นเป็นเรื่องน่าเหนื่อยหน่ายและหนักใจอย่างที่สุด

เมื่อผู้นำพันธมิตรตกลงให้มีการบุกยุโรป กองทัพพันธมิตรของไอเซนฮาวเออร์ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการบุกครั้งสำคัญครั้งนี้ สิ่งที่เขากำลังจะทำคือการเดินหมากบนกระดานเพื่อเอาชนะพวกนาซีให้ได้ ตัวหมากแต่ละตัวบนกระดานที่เขามีอยู่คือ ชีวิตคนหนุ่มนับแสนชีวิตที่มาจากหลากหลายประเทศทั่วโลก พวกเขาอาจจะเคยเป็นนักเรียน นักศึกษา เป็นพ่อของใครสักคน เป็นลูกที่น่ารักของครอบครัวแต่ตอนนี้กลายมาเป็นทหาร และพวกเขากำลังเข้าร่วมในปฏิบัติการครั้งสำคัญที่กำลังจะถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์โลกไปตลอดกาล

ยิ่งเข้าใกล้วันที่กำลังจะบุกตามแผนการ ความเครียด ความกดดัน ที่มาจากความคาดหวังและคนมากหน้าหลายตาที่พร้อมจะรุมประณามสาปแช่งเขาหากปฏิบัติการนี้ไม่สำเร็จ ฝ่ายการเมืองทั้งจากประเทศของเขาและชาติพันธมิตรต่างเร่งเร้าให้เขาเปิดแนวรบที่สองในยุโรป แต่หากแผนการไม่เป็นดังหวัง นักการเมืองเหล่านี้ก็พร้อมจะโยนความผิดให้ไอเซนอาวเออร์ว่าเป็นคนผิดที่ออกคำสั่งให้บุก นอกจากนี้ เสียงหัวเราะของข้าศึกที่เผชิญหน้ากันอยู่ก็พร้อมจะยินดีปรีดากับความปราชัยที่มาจากคำสั่งของเขา

ก่อนการบุกจะเริ่มขึ้น เขาเดินทางไปตรวจเยี่ยมทหารที่กำลังเตรียมพร้อมก่อนการบุก ไอเซนฮาวเออร์ถึงกับเขียนลงในบันทึกส่วนตัวของตนเองว่า

"ผมไม่กล้าสบตาเด็กหนุ่มพวกนี้เลย เพราะผมรู้อยู่แก่ใจว่ากำลังจะส่งพวกเขาไปตาย"

ในช่วงเวลานั้นของชีวิตนายพลอเมริกันคนนี้ มันถึงตาของเขาแล้วที่จำต้อง 'หยิบตัวหมาก' ซึ่งก็คือทหารหนุ่มเหล่านี้ขึ้นมา วางมันลงไปในจุดที่เขาเลือกแล้วว่าจะทำให้ชนะในเกมสงครามครั้งนี้ ความเครียดของเขาถึงจุดสุงสุดเมื่อเวลากำลังจะหมดลง และนี่คือข้อความที่นายพลไอเซนฮาวเออร์ร่างเอาไว้ใส่กระดาษบันทึก เพื่อใช้แถลงต่อสาธารณชนให้รับทราบหากการยกพลขึ้นบกในวันดีเดย์ล้มเหลว

"การยกพลขึ้นบกของเราในพื้นที่ แชร์บวก-อาฟเวอะ (Cherbourg-Havre) ล้มเหลว และไม่สามารถสถาปนาหัวหาดได้ ผมได้สั่งการให้ถอนกำลังออกมาแล้ว การตัดสินใจของผมที่เข้าโจมตีในเวลานี้และสถานที่ที่เข้าโจมตี ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ดีที่สุดที่เรามีอยู่ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ แห่งกองกำลังสัมพันธมิตร ต่างก็ทำหน้าที่ด้วยความกล้าหาญและทุ่มเทในการปฏิบัติอย่างเต็มที่ หากมีการประณามหรือข้อผิดพลาดใดๆ ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นความผิดของผมแต่เพียงผู้เดียว"

พลเอกดไวท์ ดี ไอเซนฮาวเออร์
ผู้บัญชาการสูงสุดกองกำลังสัมพันธมิตร


ทั้งหมดนี้คือความทรงจำอันเจ็บปวดของไอเซนฮาวเออร์ต่อคนหนุ่มนับแสนที่เขากำลังจะส่งไปตาย อันเป็นผลโดยตรงจากการตัดสินใจสั่งการของเขา แม้ที่สุดแล้วชัยชนะขั้นเด็ดขาดนั้นตกเป็นของฝ่ายพันธมิตรก็ตาม แต่โมงยามที่เขากล้ำกลืนฝืนทนต่อทุกสิ่ง ทุกวินาทีที่เขาต้องตัดสินใจและการเฝ้ารอคอยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ตามหลอกหลอนเขา แม้สงครามจะยุติลงแล้ว

ไอเซนฮาวเออร์ใช้เวลาวันครบรอบ 10 ปี วันดีเดย์ วันที่ 6 มิถุนายน 1954 กับครอบครัวของเขาที่แคมป์เดวิด ณ ที่แคมป์แห่งนี้เขาได้เขียนแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเงียบๆ คนเดียว ซึ่งกล่าวด้วยความสุภาพและกะทัดรัดโดยเขาเน้นย้ำถึงสามสิ่งคือ

"ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความศรัทธา นำพาพวกเราผ่านพ้นภัยสงคราม"

หลังจากที่เขาหมดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปยังสุสานทหารพันธมิตร ที่นอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1964 เป็นเวลาถึง 20 ปี หลังจากวันดีเดย์ในปี ค.ศ. 1944

ณ ที่นี่เขายืนสงบนิ่งไว้อาลัยให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาที่นอนทอดร่างอยู่ในสุสานแห่งนี้.


เรื่อง : ปัญญาณัฏฐ์ ณัธญาธรนินน์

ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข

อ้างอิง
1.https://www.wearethemighty.com/history/eisenhower-d-day-graveyard-normandy?rebelltitem=3#rebelltitem3
2.https://www.awesomestories.com/asset/view/General-Eisenhower-Returns-to-Normandy-in-1964
3. https://www.eisenhowerlibrary.gov/research/online-documents/world-war-ii-d-day-invasion-normandy


////////