ข่าว

คำว่า 'หนูทดลอง' มาจากไหน

จะมีสัตว์ชนิดไหนที่ถูกใช้เป็นตัวทดลองยาไปมากกว่าเจ้าสัตว์สี่ขาหน้าขนที่เรียกว่า ‘หนู’ กันอีกเล่า 

แม้จะมีสัตว์หลายชนิดที่นักวิทยาศาสตร์นำไปใช้ในห้องทดลอง ไม่ว่าจะกระต่าย และลิง แต่หนูกลับกินพื้นที่มากถึง 95% ของสัตว์ทดลองทั้งหมด แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เราจะพบว่าหนูถูกนำมาใช้ในงานทดลองทางวิทยาศาสตร์มาหลายศตวรรษแล้ว จนเกิดวลีติดปากว่า ‘หนูลองยา’ หรือ ‘หนูทดลอง’ 

ประวัติของหนูทดลองสามารถย้อนไปได้ถึงศตวรรษที่ 17 เมื่อนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษผู้หนึ่งนาม ‘วิลเลียม ฮาร์วี’ (William Harvey) ได้นำหนูมาผ่าเพื่อศึกษาระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสืบพันธุ์ของพวกมัน 

ต่อมาในศตวรรษที่ 19 นักบวชและนักพันธุศาสตร์ชื่อก้องโลกชาวออสเตรีย ‘เกรกอรี เมนเดล’ (Gregory Mendel) ได้ใช้หนูเป็นเครื่องมือศึกษาการถ่ายทอดพันธุกรรมเรื่องสีขนจากรุ่นพ่อแม่ไปยังรุ่นลูก แต่เขาถูกนักบวชสั่งห้ามเพาะพันธุ์เจ้าสัตว์หน้าขนไปเสียก่อน เมนเดลจึงพับโครงการเพาะหนูแล้วหันไปเอาดีกับเมล็ดถั่วแทนจนกลายเป็นการค้นพบด้านพันธุศาสตร์ครั้งสำคัญที่ทุกคนต้องเคยผ่านตาในหนังสือเรียน

ปี 1902 นักพันธุศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ‘ลูเซียง เกวโนต์’ (Lucien Cu?not) ได้สานต่องานผสมพันธุ์เจ้าหนูที่เมนเดลเคยค้างไว้ และค้นพบว่าสามารถเพาะพันธุ์ลูกหนูตามที่ต้องการด้วยการนำพ่อแม่หนูสีต่างๆ มาผสมกัน

ไม่กี่ปีต่อมานักพันธุศาสตร์อีกคน ‘คลาเรนซ์ คุก ลิตเติล’ (Clarence Cook Little) ได้ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์หนูตัวขาวผ่องเป็นครั้งแรกด้วยการจับหนูมาผสมกันเองในครอบครัวจนได้ผลที่ต้องการ ซึ่งหนูทดลองในปัจจุบันสามารถสืบย้อนตระกูลไปได้ถึงกลุ่มหนูที่ผสมกันเองในครอบครัวนี้เอง

ถามว่าอะไรเป็นสาเหตุให้หนูเป็นผู้โชคดี (หรือดวงซวย) มารับบทบาทเป็นผู้เสียสละในการทดลองกันล่ะ ถ้าว่ากันตามตรงเจ้าหนูพวกนี้มีคุณสมบัติหลายประการด้วยกันที่ทำให้มันเป็นตัวทดลองอันยอดเยี่ยม

เหตุผลข้อแรกคือ สมัยโบราณ พวกหนูยังถือเป็นสัตว์รบกวนที่พบเห็นได้ทั่วไป (หากว่าไปแล้วก็ไม่ต่างกับปัจจุบัน) นักวิทยาศาสตร์สมัยก่อนจึงใช้ประโยชน์จากจำนวนอันล้นเหลือด้วยการนำมาทดลองเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แม้พวกเขาจะไม่เห็นความเชื่อมโยงบางอย่างระหว่างหนูกับมนุษย์เหมือนนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันก็ตาม

อีกเหตุผลหนึ่งคือ หนูเป็นสัตว์ที่แพร่พันธุ์ได้ไว อัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็วทำให้เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ตั้งแต่อายุเพียง 1-2 เดือน ในเวลา 2 เดือนพวกมันสามารถแพร่พันธุ์ไปถึงรุ่นที่ 3 ได้ ไม่พอแค่นั้น เจ้าหนูพวกนี้ยังผสมพันธุ์กันเองในครอบครัวได้ไม่ไว้หน้า หนูพ่อและแม่พันธุ์คู่แรก จึงสวมบทบาทเป็นทั้งพ่อแม่ ลุงป้า น้าอา ปู่ย่า และตายาย ไปพร้อมๆ กัน ด้วยเหตุนี้หนูทดลองจึงมีราคาต้นทุนที่ถูกที่สุด แถมยังเพิ่มจำนวนทวีคูณอยู่ตลอดเวลาไม่มีวันขาดมือ 

เพราะเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถศึกษาผลการทดลองในประชากรแต่ละรุ่นได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องใช้เวลานานหลายปีเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นอย่างลิง ที่แม้จะใกล้เคียงมนุษย์มากแต่ก็ใช้เวลาเติบโตนานไม่แพ้กับคน

ขนาดตัวที่เล็กกะทัดรัดยังทำให้นักวิทยาศาสตร์ทดลองได้สะดวก เพราะเมื่อเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบจะไม่เป็นอันตรายเท่าสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่าอย่างลิงหรือสัตว์กินเนื้อชนิดอื่นๆ อันตรายอย่างมากสุดของหนูก็คือถูกกัดด้วยฟันจอบคู่เล็กๆ ของมัน นอกจากเหตุผลข้างต้นแล้ว ยังมีเหตุผลที่เจาะลึกลงไปในตัวสัตว์ตัวจิ๋วพวกนี้อีก เพราะสัตว์อย่างหนูนั้นมียีนส์ที่แชร์ร่วมกับมนุษย์มากถึง 90% 

ทั้งสัตว์ตระกูลหนู กระต่าย และไพรเมต (สัตว์ตระกูลลิง) รวมถึงมนุษย์ถูกจัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่ม ‘ยูอาร์คอนโทกลิเรส’ (Supraprimates) หรือ ‘ซูปราไพรเมต’ (Supraprimate) ที่มีเชื้อสายร่วมกันเมื่อราว 85 ล้านปีที่แล้วในยุคครีเตเชียส ก่อนจะวิวัฒนาการแตกสายกันอีกในภายหลัง

ด้วยเหตุนี้การศึกษาพันธุกรรมของหนูจึงทำให้เราเข้าใจพันธุกรรมของมนุษย์มากขึ้นเช่นกัน อวัยวะและระบบหลายอย่างภายในร่างกายของหนูยังคล้ายคลึงกับระบบร่างกายของมนุษย์ด้วย ไม่ว่าจะการสร้างเม็ดเลือด การย่อยอาหาร ระบบหมุนเวียนโลหิต

นอกจากนี้หนูยังสามารถตัดต่อพันธุกรรมได้อย่างง่ายดาย ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถทดลองสั่งการให้ยีนตัวหนึ่งทำงานหรือไม่ทำงานเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการได้ ที่ผ่านมายังมีการทดลองตัดต่อพันธุกรรมหลายชิ้นที่ค่อนข้างคลุมเครือด้านจริยธรรม อย่างเช่นการเพาะพันธุ์หนูขี้โรคที่แทบไม่มีภูมิคุ้มกัน หนูที่มีเนื้องอกเต็มตัว หรือผลงานสุดพิลึกอย่างหนูที่เรืองแสงในความมืดได้ 

ปัจจุบันหนูยังเป็นตัวทดลองหลักในการวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งในร่างกายมนุษย์ แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่าการทดลองในหนูส่วนใหญ่ไม่อาจให้ผลตามที่ต้องการเหมือนร่างกายมนุษย์ก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นทางเลือกที่สะดวก ประหยัด และหาได้ง่ายที่สุดเท่าที่จะมี

การใช้หนูทดลองหลายครั้งยังให้ผลตอบรับที่ดีและช่วยยกระดับสุขภาพมนุษย์ขึ้น เช่น การค้นพบวิตามินเค การศึกษาการทำงานของเซลล์ประสาทในร่างกายมนุษย์ การพัฒนาสารภูมิต้านทานโมโนโคลน (Monoclonal Antibody) ที่ใช้ในการบำบัดผู้ป่วยโรคมะเร็ง รวมไปถึงวัคซีนโรคโปลีโอก็มาจากการค้นคว้าทดลองในหนูก่อนจะประสบความสำเร็จด้วยซ้ำ

ถึงแม้เรากับสัตว์หน้าขนตัวจ้อยเหล่านี้จะดูต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่พันธุกรรมของทั้งสองสายพันธุ์กลับเชื่อมโยงถึงกันอย่างลึกซึ้ง แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่องการใช้สัตว์ในห้องทดลองมาตลอด แต่ก็ต้องยอมรับว่าหากไม่มีหนู การแพทย์เองก็คงไม่มาถึงจุดที่เราเป็นอยู่ในทุกวันนี้เช่นกัน.


ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข 

อ้างอิง

http://www.livescience.com/32860-why-do-medical-researchers-use-mice.html

http://www.peta.org/issues/animals-used-for-experimentation/animals-laboratories/mice-rats-laboratories/

https://blood.ca/en/research/our-research-stories/research-education-discovery/why-do-scientists-use-mice-medical

https://www.jax.org/why-the-mouse/lab-mouse

https://www.koshland-science-museum.org/sites/all/exhibits/exhibitdna/intro03.jsp


#หนูทดลอง #ทดลองวิทยาศาสตร์ #ห้องทดลอง #ประวัติศาสตร์ #gypzyworld
////////////