Food World

คุกกี้เสี่ยงทาย

ใครคิดว่าขนมชิ้นเล็ก ๆ ที่คนอเมริกันคลั่งไคล้กันนี้ มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ เพราะใคร ๆ ก็คิดว่าขนมนี้เป็นของคนจีน แต่ก็มีคนไม่ยอม จนถึงฟ้องร้องให้ศาลชี้ขาดเรื่องกำเนิดขนมนี้มาแล้ว…Come on Come on Come on Come on baby ให้คุกกี้ทำนายกัน

ต้องยอมรับว่า Koisuru Fortune Cookie กลุ่มนักร้องญี่ปุ่นและนักร้องไทยที่กำลังโด่งดังอยู่ในเวลานี้ ทำให้คำว่า คุกกี้เสี่ยงทาย หรือ fortune cookie เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ชาวอเมริกันรู้จักขนมชนิดนี้ผ่านร้านอาหารจีนเสียเป็นส่วนใหญ่ ขนาดที่ว่าใครไปกินอาหารจีนตามภัตตาคารจะต้องมีการแกะขนม เพื่ออ่านคำทำนายโชคชะตาข้างใน บ้างก็เป็นคำภาษาอังกฤษล้วน บ้างก็มีอักษรจีนกำกับมา (ทำนองใบเซียมซีที่มีอักษรจีนกำกับ เพราะเดิมนั้นต้องให้สินแซช่วยแปลความหมายให้) และมีอีกหลายเจ้าที่ทำเป็น คำมงคล เลขมงคล ที่บางคนเอาไปตีเป็น “หวย” หรือ “ล็อตโต” ของฝรั่งก็มีไม่น้อย ยิ่งกว่านั้น บางคนถ้ามีเรื่องสำคัญ ๆ ในชีวิตจะต้องให้ขนมนี้ช่วยตัดสินใจเลยก็มี


คุกกี้เสี่ยงทายแบบที่คนอเมริกันคุ้นเคย ในภาพเป็นคำทำนายว่า “ความมั่งคั่งทางการเงินกำลังจะเป็นของคุณ” ที่มาของภาพ


กระดาษคำทำนายแบบมีเลขนำโชค ที่มาของภาพ 

ขณะเดียวกันชาวญี่ปุ่นที่เข้าไปตั้งรกรากในสหรัฐฯ ก็อ้างว่าพวกตนต่างหากที่เป็นต้นกำเนิดของคุกกี้เสี่ยงทาย ซึ่งเป็นเรื่องเป็นราวจนถึงขนาดฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันมาแล้วเมื่อ ค.ศ. 1983 ซึ่งผู้พิพากษาแยกคำตัดสินออกเป็นสองส่วน ว่า คุกกี้เสี่ยงทายสมัยใหม่นั้นเกิดขึ้นที่เมืองซานฟรานซิสโกช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จริง กระนั้นก็ไม่ได้ชี้ขาดว่าชนชาติใด (จีนหรือญี่ปุ่น) ที่เป็นผู้กำเนิดขนมชนิดนี้กันแน่

หนังสือ “ตำนานคุกกี้เสี่ยงทาย” ของ เจนนิเฟอร์ ลี (Jennifer 8. Lee) เจาะลึกประวัติอาหารจีนในโลกตะวันตกด้วยการสืบย้อนกลับไปหาต้นกำเนิดอาหารจีนหลาย ๆ ชนิด รวมไปถึง “ด้านมืด” ในอุตสาหกรรมอาหารของจีนที่พัวพันกับการใช้แรงงานมนุษย์อย่างหนักในอดีต ต่อมาเธอได้รู้จักนักวิจัยชาวญี่ปุ่น ยาสุโก นากามาชิ (Yasuko Nakamachi) ผู้ได้รับฉายาว่า “นักสืบคุกกี้” (the cookies detective) ที่ศึกษานิทานเรื่องเล่าต่าง ๆ มานานนับสิบปี ทำให้ดูเหมือนกับว่าคุกกี้เสี่ยงทายจะมีกำเนิดมาจากญี่ปุ่น นากามาชิมีหลักฐานจำนวนมากซึ่งเป็นสูตรขนมอบประจำตระกูลที่อาศัยอยู่ใกล้ศาลเจ้าชินโตที่เมืองเกียวโตที่ยังคงทำขนมที่เรียกว่า “สึจิอุระเซนเบะ” (tsujiura senbei) เป็นขนมอบกรอบกินกับน้ำชา




ขนมเซนเบะ หรือ ขนมสึจิอุระเซนบะ “คุกกี้เสี่ยงทาย” ตามธรรมเนียมดั้งเดิมของญี่ปุ่น ที่มาของภาพ (บน) ที่มาของภาพ (ล่าง)

ขนมเซนเบะ หรือขนมเซมเบ้ ที่คนไทยคุ้นหูมากกว่านั้น ที่ทำจากแป้งข้าวแต่งรสชาติด้วยงาและมิโสะ มีขนาดใหญ่กว่าและสีเข้มกว่าคุกกี้เสี่ยงทายสไตล์อเมริกัน กระดาษคำทำนายก็ใช้ “แขน” ด้านข้างนอกตัวขนมหนีบไว้ ไม่ได้สอดไว้ข้างในอย่างที่รู้จักกันทั่วไป นอกจากนี้ยังมีภาพพิมพ์จากแม่พิมพ์ไม้ของญี่ปุ่นเมื่อ ค.ศ. 1878 เป็นรูปผู้ชายทำขนมเซนเบะ ซึ่งยังเป็นวิธีการทำด้วยมือแบบเดียวกับที่ยังใช้กันอยู่ตามร้านขนมอบในเกียวโต (แต่สำหรับตลาดผู้บริโภคอเมริกันที่มีกำลังซื้อและความต้องการสูง การมีเครื่องทำคุกกี้ชนิดนี้ ทั้งยังการแต่งเติมเสริมให้คุกกี้เสี่ยงทายมีลวดลายสีสันแปลกตาไปอีกก็ช่วยยืนยันความนิยมได้ดีทีเดียว)


ภาพพิมพ์จากแม่พิมพ์ไม้ของญี่ปุ่น ค.ศ. 1878 ที่ใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่า ขนมเซนเบะ คือต้นกำเนิดของคุกกี้เสี่ยงทาย ที่มาของภาพ


ซ้าย คุกกี้เสี่ยงทายแบบจีนที่คนอเมริกันคุ้นเคย ขวา คุกกี้เสี่ยงทายแบบญี่ปุ่น (ซึ่งน่าจะเป็นต้นตำรับ) ที่มีสีเข้มกว่าและขนาดใหญ่กว่า ตลอดจนตำแหน่งกระดาษทำนายก็ต่างกัน ที่มาของภาพ


แต่จะว่าไป ขนาดเจนนิเฟอร์ ลี ก็ยังพูดไว้ว่า “ขนมหวานแบบจีนนั้น ถ้าเป็นเด็กอเมริกันก็จะบอกว่า ไม่ได้เรื่อง” เพราะความเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของจีนนั้น เป็นพวกอาหารจำพวกเส้น หรืออาหารคาวเสียมากกว่าของหวานหรือขนมอบ

ปัญหาคือ ถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วคนจีนรับเอาคุกกี้ทำนายอนาคตของญี่ปุ่นมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ว่าตามหลักฐานข้อมูล ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คุกกี้เสี่ยงทายแบบญี่ปุ่น หรือขนมเซนเบะเป็นที่นิยมมาก อย่างน้อยก็ในรัฐแถบชายฝั่งตะวันตก อาหารเย็นมักจะปิดท้ายด้วยคุกกี้เสี่ยงทายเสมอ แต่เนื่องจากในเวลานั้น ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น (ส่วนหนึ่งประกอบอาชีพทำอาหารและขนมแบบญี่ปุ่น) ถูกบังคับให้เข้าค่ายกักกัน ถ้าพูดแบบอุตสาหกรรมก็คือ ทำให้สายการผลิตขนมชนิดนี้ที่ทำกันมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 หรือต้นศตวรรษที่ 20 ต้องประสบภาวะชะงักงัน

แน่นอน…จีนก็ยังเป็นจีนอยู่วันยังค่ำ ภาวะ “ขนมเซนเบะ” ขนาดตลาดเช่นนี้ ถือเป็นโอกาสทองที่ใครไม่คว้าเอาไว้ก็คงฉลาดน้อยเต็มทน ในที่สุด พ่อค้าชาวจีนก้าวเข้ามาทำหน้าที่แทน (เรียกทั่วไปคือ ฉวยโอกาสในเวลาที่เจ้าของตำรับทำอะไรไม่ได้ นั่นเอง) กระทั่งเมื่อสงครามสิ้นสุดลง คนจีนกับคุกกี้เสี่ยงทายที่นิยมแพร่หลายไปทั่วประเทศก็กลายเป็นหนึ่งเดียวกันไปเสียแล้ว

คุกกี้เสี่ยงทายจึงเป็นตัวแทนของชุมชนชาวตะวันออกอย่างจีนและญี่ปุ่นในสหรัฐฯ รวมไปถึงการช่วงชิงโอกาสในการทำการค้า และกลวิธีการสร้างการรับรู้ของคนอเมริกันต่อขนมชนิดนี้


คุกกี้เสี่ยงทายที่ได้รับความนิยมจนทำให้เกิดการตกแต่งสีสันลวดลายแปลกตามากขึ้นในปัจจุบัน ที่มาของภาพ

ส่วนเมื่อคนไทยดูกลุ่มนักร้องหน้าตาจิ้มลิ้มร้องและเต้นเพลงน่ารัก ๆ อย่าง คุกกี้เสี่ยงทาย ไม่ว่าจะเวอร์ชั่นญี่ปุ่นหรือไทย (ปนญี่ปุ่น) แล้วจะคิดอะไรต่อหรือไม่นั้น ก็สุดแต่ความสนใจของแต่ละคน

ผมไม่ทราบหรอกว่า คนแต่งเพลง Koisuru Fortune Cookie จะมีนัยทางเชื้อชาติอะไรแฝงอยู่หรือไม่ แง่หนึ่งก็แค่อาจยืมความนิยมคุกกี้เสี่ยงทายแบบอเมริกัน (ที่ในญี่ปุ่นก็นิยมไม่น้อย) มาใช้เป็นตัวดำเนินเรื่องในเพลงก็เป็นได้ แต่สำหรับผม ตอนนี้ขนมเซนเบะแปลงโฉมออกจากเตาอบมาเสิร์ฟให้กับผู้คนในวัฒนธรรมร่วมสมัยดูกันเพลิน ๆ ตามกระแสนิยมคลั่งไคล้ในหมู่วัยรุ่นไปแล้ว

หรือนี่จะเป็นการ “เอาคืน” ของวัฒนธรรมญี่ปุ่นร่วมสมัย ด้วยการส่งขนมเซนเบะของศตวรรษที่ 21 มาสร้างความนิยมขึ้นมาใหม่ในหมู่ผู้คน ซึ่งอาจจะมากกว่าคนในสหรัฐฯ ที่กำลังเพลิดเพลินกับความหอมหวานกรอบและลุ้นกับคำทำนายหรือ “เลขนำโชค” ในกระดาษที่สอดอยู่ในขนมนี้ก็เป็นได้...Koisuru Fortune Cookie มาลุ้นดูสิ อาจจะเจอความหวังที่ยังรออยู่…


กลุ่มนักร้อง AKB48 ของญี่ปุ่นที่ร้องเพลง Koisuru Fortune Cookie ซึ่งทำให้ชื่อ คุกกี้เสี่ยงทาย เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ที่มาของภาพ

แหล่งข้อมูลอ้งอิง
https://www.smithsonianmag.com/arts-culture/cracking-open-the-history-of-fortune-cookies-28538557/
http://www.fortunecookiechronicles.com
https://en.wikipedia.org/wiki/Fortune_cookie#Translations_of_name
https://en.wikipedia.org/wiki/Tsujiura