Sex and Love Story in the History

สืบค้นรากเหง้าวันวาเลนไทน์

จากเทศกาลแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่มาพร้อมการจับสลากคู่หนุ่มสาว สู่เรื่องราวตำนานโรแมนติกของนักบุญผู้ยังเป็นที่กังขา วันวาเลนไทน์กลายเป็นสิ่งที่คนทั้งโลกรู้จักกันไม่น้อยไปกว่าวันคริสต์มาส...
เพราะเหตุใด


เมื่อวันวาเลนไทน์มาถึง ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมคิดถึงความรักและการมอบความรักให้แก่กัน แต่จะมีสักกี่คนรู้ว่าแม้วันวาเลนไทน์จะได้ชื่อมาจากนักบุญผู้สละชีวิตเพื่อรักษาศรัทธา แต่ที่จริงแล้ววันดังกล่าวมีรากเหง้าสืบเนื่องมาจากลัทธิที่ถูกมองจากสายตาของศาสนาคริสต์ว่า “ลัทธินอกรีต” ซึ่งมีที่มาจากเทศกาลหนึ่งของ
ชาวโรมันก่อนจะกลายมาจากเทศกาลที่ทำการตลาดกับ “ความรัก” ได้อย่างแนบเนียน


ภาพจำลองในปัจจุบันของการประกอบพิธีกรรมในเทศกาลลูเปอร์คาลีอา ที่มาของภาพ

ลูเปร์คาลีอา : เทศกาลจับสลากรัก
เดือนกุมภาพันธ์เป็นช่วงเวลาสำคัญในรอบปีของอุตสาหกรรมช็อกโกแลตและบัตรบอกความในใจ ลึกลงไปกว่านั้นเดือนนี้ยังเกี่ยวพันกับความรักและความรื่นรมย์มาช้านานย้อนกลับไปได้ถึงช่วงต้นสมัยโรมัน ซึ่งในยุคนั้น เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนที่ประชาชนร่วมเฉลิมฉลองในเทศกาลลูเปร์คาลีอา (Lupercalia) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ลูเปอร์คาเลีย ซึ่งเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงวันเกิดของโรมิวลุสและเรมุส (Romulus and Remus) แฝดผู้ให้กำเนิดกรุงโรมขึ้นมาตามตำนานที่เล่าขานกัน เมื่อเวลาผ่านไปเทศกาลดังกล่าวก็มีการปรับตัวรวมเข้ากับเทศกาล เพื่อการเฉลิมฉลองความอุดมสมบูรณ์และการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ

ในเทศกาลที่จัดเพื่อถวายแด่เทพีจูโน (Juno หรือเทพีเฮรา ของชาวกรีก) ดังกล่าว โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ และมีช่วงหนึ่งก่อนเริ่มเทศกาล หญิงสาวจะเขียนชื่อของตนแล้วใส่ลงไปในเหยือก จากนั้นชายผู้มีสิทธิ์จะจับสลากชื่อหญิงสาวในโถขึ้นมา แล้วชายหญิงคู่นั้นจะต้องจับคู่กันไปตลอดช่วงเวลาของเทศกาล แน่นอน มีบางคู่ที่สานต่อความสัมพันธ์หลังเทศกาลจบลง นักวิชาการสมัยใหม่เรียกวิธีการจับคู่ดังกล่าวว่า สลากรัก หรือ “สลากลูเปร์คาลีอา” (Lupercalia lottery)

โอกาสหน้าจะมาขยายความว่านอกจากการจับสลากแล้ว เทศกาลลูเปร์คาลิอานั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง ต่อมาเมื่อศาสนาคริสต์กลายเป็นศาสนาของกรุงโรม เทศกาลลูเปร์คาลิอาและเทศกาลอื่น ๆ ถูกประกาศให้เป็นลัทธินอกรีตและผิดศีลธรรม ซึ่งเป็นผลงานของสมเด็จพระสันตะปาปาเกลาซิอุส (Pope Gelasius) เมื่อราว ค.ศ. 500


สมเด็จพระสันตะปาปาเกลาซิอุส ที่มาของภาพ 

แม้จะมีนักวิชาการส่วนหนึ่งยังถกเถียงกันอยู่ถึงการมีอยู่ของสลากลูเปร์คาลีอาในยุคศาสนาคริสต์ แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าธรรมเนียมดังกล่าวถูกยกเลิกไปสิ้นเชิง เหลือไว้แต่เพียงตำนานที่กล่าวถึงการจับคู่สมัยโบราณที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวของปี

จากสลากสู่จิตวิญญาณ
ช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการประกาศห้ามการจับคู่ด้วยสลากความรัก สมเด็จพระสันตะปาปาก็เกิดความคิดอันแยบคายขึ้นมา ทำนองว่าทำไมไม่หาชดเชยการจับสลากด้วยสิ่งที่มีความเป็นจิตวิญญาณมากกว่านั้น พูดง่าย ๆ คือยกระดับการใช้สลากจับคู่สู่ความคิดที่เป็นนามธรรมมากขึ้น

ถูกต้องครับ พระองค์เปลี่ยนสลากรักให้เป็นสลากนักบุญ การจับชื่อสาวงามจากโถ เปลี่ยนไปโดยให้ชายหนุ่มจับชื่อนักบุญจากโถแทน ทั้งนี้ นักบุญแต่ละท่านก็มีเอกลักษณ์ของตนต่าง ๆ กันไป หากผู้ใดจับได้ชื่อนักบุญท่านไหนก็จะต้องใช้ชีวิตเหมือนกับนักบุญในปีถัดไป ด้วยการศึกษาและเรียนรู้ “สาร” ของนักบุญท่านนั้นอย่างถ่องแท้

ใครคือนักบุญวาเลนไทน์
ขณะกำลังเกลี้ยกล่อมชายหนุ่มที่เป็นชนชั้นสูงของโรมันให้คล้อยตามและปฏิบัติตนอย่างมีศีลธรรมมากขึ้น สมเด็จพระสันตะปาปาก็ยังประกาศให้นักบุญวาเลนไทน์เป็นนักบุญผู้คุ้มครองคู่รัก พร้อมประกาศให้มีพิธีเฉลิมฉลองนักบุญท่านนี้ทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี

สิ่งที่ตามมาก็คือ คำถามว่านักบุญวาเลนไทน์มีตัวตนจริง ๆ หรือไม่ ขณะที่มีหลักฐานว่าท่านอาจเป็นเพียงนักบวชคนหนึ่งในสมัยพระจักรพรรดิเคลาดิอุส (Emperor Claudius) ก็เป็นได้

มีตำนานเล่าว่านักบวชหนุ่มนามว่า วาเลนไทน์ หมิ่นเกียรติพระจักรพรรดิด้วยการประกอบพิธีแต่งงานให้ชายชาวโรมัน ขณะที่พระจักรพรรดิมีพระประสงค์จะเห็นชายเหล่านั้นสวมชุดทหารออกรบแทนที่จะไปเข้าพิธีแต่งงาน ต่อมานักบวชก็ถูกลงโทษด้วยการจำคุก กระนั้นก็ยังตกหลุมรักหญิงสาวที่มาเยี่ยมตน ซึ่งอาจเป็นบุตรสาวของผู้คุมก็เป็นได้ ตำนานจบลงด้วยการประหารชีวิตนักบวช แต่เขาก็ขอร้องให้ส่งจดหมายไปหาเธอพร้อมลงชื่อว่า จากวาเลนไทน์ของคุณ ( From your Valentine)

นี่เป็นเพียงตำนาน ไม่มีใครยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง แต่ยอมรับกันว่านี่เป็นเรื่องราวแสน “โรแมนติก” ของนักบวชผู้เป็นทั้งนักบุญและวีรบุรุษในสายตาของคนส่วนใหญ่

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ คือ ศาสนจักรประสบปัญหายุ่งยากลำบากใจในการรักษาธรรมเนียมดังกล่าวไว้ ทำให้วันเฉลิมฉลองนักบุญวาเลไทน์ (แบบดั้งเดิม) หายไป ในทางกลับกัน การจับสลากรักตามธรรมเนียมโรมันก็กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งตลอดช่วงสมัยกลาง

บรรดานักรบหรืออัศวินจะจับสลากเลือกหญิงสาวชั้นสูงมาเป็นคู่ โดยติดชื่อคู่รักของตนไว้บนแขนเสื้อตลอดทั้งปี

นักวิชาการบางคนกล่าวว่าที่วันวาเลนไทน์กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งอย่างทุกวันนี้ เป็นผลงานของกวีซอเซอร์ (Chaucer) และเช็กสเปียร์ (Shakespeare) ที่ทั้งสองคนผลิตผลงานที่เชิดชูความรักและความรื่นรมย์ อย่างเช่น การที่ซอเซอร์เขียนบทกวี ชื่อ ชุมนุมปักษี (The Parliament of Fowls) ที่กล่าวว่านกทุกตัว
บนโลกจะมาชุมนุมกันในวันวาเลนไทน์เพื่อจับคู่กันไปตลอดชีวิต


ภาพปกหนังสือ “ชุมนุมปักษี” ของซอเซอร์ที่แปลและตีพิมพ์ในปัจจุบัน ที่มาของภาพ

วันวาเลนไทน์สมัยใหม่
ราวคริสต์ศตวรรษที่ 18 ก็เกิดบัตรบอกความในใจหรือบัตรอวยพรวันวาเลนไทน์ (Valentine's Day cards) ขึ้นมา พร้อมกับหนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่ตีพิมพ์บทกวีหวานซึ้งกินใจที่ชายหนุ่มจะคัดลอกลงในบัตรแล้วส่งให้หญิงที่ตนหมายปอง ต่อมาโรงพิมพ์ต่าง ๆ ก็เรียนรู้ว่าบัตรดังกล่าวทำกำไรอย่างงาม จึงเกิดบัตรที่พิมพ์ข้อความหวานซึ้งไว้เสร็จสรรพ พร้อมภาพที่ชวนให้เกิดความ “โรแมนติก” ที่เข้ากันได้ดีกับบทกวีรัก

ทั้งนี้ มีหลักฐานว่าในสหรัฐอเมริกา บัตรอวยพรวันวาเลนไทน์ใบแรกเป็นผลงานของเอสเทอร์ ฮาวแลนด์ (Esther Howland) ในทศวรรษ 1870 ทั้งนี้ หากไม่นับการส่งบัตรอวยพรวันคริสต์มาสแล้ว วันวาเลนไทน์ถือเป็นวันที่มีผู้ส่งบัตรอวยพรมากที่สุดในรอบปี


เอสเทอร์ ฮาวแลนด์ “มารดาแห่งวันวาเลนไทน์อเมริกัน” (ค.ศ. 1828-1904) ที่มาของภาพ


บัตรอวยพรวันวาเลนไทน์ “ความเสน่หา” (affection) ผลงานของ เอสเทอร์ ฮาวแลนด์ ราวทศวรรษ 1870 ที่มาของภาพ

คงไม่ต้องบอกว่าทุกวันนี้คนไทยเราแม้จะไม่รู้ที่มาที่ไปของวัน “แห่งความรัก” ละเอียดนัก แต่เชื่อได้ว่าคงไม่มีใครปฏิเสธว่าในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ดอกกุหลาบ ช็อกโกแลต หรือแม้แต่สติกเกอร์รูปหัวใจ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนสื่อบางรายเป็นหยิบมาทำข่าวกันได้ทุกปี

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
https://www.thoughtco.com/valentines-day-pagan-celebrations-2562121
https://www.thoughtco.com/valentine-day-special-1991215
https://www.thoughtco.com/resources-for-roman-pagans-2562633
https://www.thoughtco.com/the-roman-festival-of-lupercalia-121029
https://listverse.com/2017/02/14/10-bizarre-facts-about-lupercalia-the-original-st-valentines-day/