Oriental World

พิชัยสงครามชีวิต 16 เล่มที่ควรอ่าน

หนังสือพิมพ์ประชาชนจีน (เหรินหมินรื่อเป้า / 人民日报) ได้แนะนำตำราพิชัยสงครามของจีนและตะวันตกรวม 18 เล่ม ส่วนใหญ่เป็นของจีน มีตำราของตะวันตก 2 เล่ม คือ "เจ้าผู้ปกครอง" (The Prince) ของ
มาเคียเวลลี กับ "ว่าด้วยสงคราม" (On War) ของ เคลาเซวิทซ์ ซึ่งผู้เขียนจะไม่เอ่ยถึงในที่นี้ อย่างไรก็ตาม ตำราของจีนนั้นส่วนใหญ่ไม่ใช่ตำราพิชัยสงครามโดยตรง แต่ก็สามารถนำมาปรับใช้ได้ และเมื่อพูดถึงการปรับใช้แล้ว ตำราพิชัยสงครามเหล่านี้ มิได้มุ่งหมายเพื่อนำไปกำหนดแผนการสัประยุทธ์เท่านั้น แต่สามารถศึกษาเพื่อรู้เท่าทันเล่ห์กลของมนุษย์ และกำหนดบทบาทตัวเองในสังคม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราเหล่านี้มักมีตัวอย่างในประวัติศาสตร์พ่วงมาด้วย สามารถใช้เป็นบทเรียนไว้สอนใจตนได้ เพื่อฟันฝ่าสงครามชีวิต อีกทั้งเมื่อเรายิ่งรู้กลยุทธ์ และผลพวงของสงคราม ยิ่งทำให้เราเกิดความรู้สึกว่า สันติภาพนั้นเป็นสิ่งล้ำค่ามาก เพียงแต่บางครั้งกว่าจะมีสันติภาพต้องก่อเกิดสงครามจนผู้คนล้มตายเป็นเบือ

เหมือนดั่งที่ตำราเต๋าเต๋อจิง สอนไว้ว่า "อาวุธเป็นของอัปมงคล มิใช่เครื่องมือแห่งปราชญ์ ปราชญ์ใช้อาวุธเมื่อเลี่ยงไม่ได้ ท่านถือสันติและความสำรวมสูงส่ง เมื่อชนะแล้วก็ไม่ยินดี ด้วยยินดีในชัยสมรภูมิ เท่ากับพอใจที่ได้ประหารผู้คน ผู้พึงใจการฆ่าฟันผู้คน ไม่อาจปกครองใต้หล้าได้"

พิชัยสงคราม 16 เล่มมี ดังนี้
1. เต๋าเต๋อจิง (道德经) หรือ คัมภีร์มรรคาคุณธรรม ของ เหลาจื่อ ปราชญ์ยุคชุนชิว งานเขียนนี้เป็นคัมภีร์หลักของศาสนาเต๋า แต่ผู้คนใช้เป็นบรรทัดฐานในการเตือนใจตน และปกครองแผ่นดินมานานกว่า 2,000 ปี หลักการโดยรวมนั้น ว่าด้วยการปล่อยวางจากพันธนาการทางโลก แต่ขณะเดียวกัน เหลาจื่อ ก็แฝงกระบวนการปกครองแผ่นดินในอุดมคติไว้ นั่นคือ ผู้ปกครองที่ดี คือผู้ปกครองที่ประชาชนไม่รู้ว่ากำลังถูกปกครองอยู่

ภาพ คัมภีร์เต๋าเต๋อจิง สมัยราชวงศ์ฮั่น พบที่สุสานหม่าหวางตุย ที่มาของภาพ

กุ๋ยกู๋จื่อ (鬼谷子) หรือ ประชุมนิพนธ์กุ๋ยกู๋จื่อ กุ๋ยกู๋จื่อ หรือ ปราชญ์หุบผาภูติ เป็นนักคิดยุคชุนชิว แห่งสำนักนักเจรจาความเมือง สำนักนี้ใช้ทักษะการเจรจาเพื่อต่อรองกับนานารัฐในยุคสงคราม ดังนั้น ตำรานี้จึงเกี่ยวกับการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างนานารัฐ ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าแคว้นกับขุนนาง การประเมินวิธีคิดของคนเหล่านั้น ทักษะด้านวาทะวิทยา

3. ก่วนจื่อ (管子) หรือประชุมนิพนธ์กวนจื่อ กวนจื่อในที่นี้คือ ก่วนจ้ง (ก่อน ค.ศ. 720-645) มหาเสนาบดีแห่งแคว้นฉี ในช่วงยุคชุนชิว ท่านเสนอให้ใช้กฎหมายเป็นแนวทางบริหารประเทศ วางกรอบพัฒนาเศรษฐกิจ การบริการการเงินการคลัง การสงคราม การโยธา เป็นต้น นับเป็นตำราบริหารรัฐกิจตำราแรกของจีน และอาจเป็นเล่มแรกๆ ของโลกก็ว่าได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก่วนจื่อก็เสนอแนวทางพัฒนาจิตใจ ใช้พลังธรรมชาติธาตุทั้ง 5 สร้างความแข็งแกร่งประสาน กลมกลืน


สุสานของก่วนจ้ง ผู้เขียนเนื้อหาในประชุมนิพนธ์กวนจื่อ สุสานอยู่ที่เมืองจือปั๋ว มณฑลซานตง ที่มาของภาพ

4. หลุนอวี่ (论语) หรือ วจนขงจื่อ รวบรวมคำสอนและคำสนทนาของขงจื่อ (ก่อนค.ศ. 551 - 479) ปราชญ์ยุคชุนชิวกับศิษยานุศิษย์ หลักสำคัญของคำสอนขงจื่อคือ มนุษย์ต้องมีมนุษยธรรม
มีกตัญญุตาธรรม วิญญูชนใช้พิธีกรรมและจรรยาเป็นบรรทัดฐาน รู้จักสำรวมกายวาจา ผู้ปกครองที่ดีพึงมีความสันโดษ อยู่ในวินัย ใช้การศึกษากล่อมเกลาประชาชน มิใช่ใช้กฎหมายและการลงทัณฑ์เป็นหลัก หัวใจของตำรานี้คือ หัวใจของวัฒนธรรมปัญญาชนจีนโบราณ และเป็นมาตรฐานจรรยามารยาทของผู้ดีจีน

5. ซุนจื่อปิงฝ่า (孫子兵法) หรือ ตำราพิชัยสงครามซุนวู เป็นนิพนธ์ของ ซูอู่ หรือ ซุนวู
(ก่อน ค.ศ.400 – 320) นักการทหารยุคชุนชิว ตำรานี้มีชื่อเสียงโด่งดัง น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก มีหลักสำคัญคือ "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" เป็นกลยุทธ์ทางการทหารที่ยังใช้การได้ทุกยุคทุกสมัย และยังนำมาปรับใช้ในการวางแผนทางธุรกิจอีกด้วย


ตำราพิชัยสงครามซุนวู เขียนบนแผ่นไม้ไผ่ พบที่ภูเขาอิ๋นเชวี่ย มณฑลซานตง ก่อน ค.ศ. 200 ปี ที่มาของภาพ

6. สวินจื่อ (荀子) หรือ ประชุมนิพนธ์สวินจื่อ สวินจื่อ (ก่อน ค.ศ. 312 – 230) เป็นปราชญ์สำนักหญู ในยุคจ้านกว๋อ สอนว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นชั่วร้าย มีจิตใจไหลลงต่ำตลอดเวลา ต้องใช้การศึกษากล่อมเกลา ใช้พิธีกรรม (หรือศีลธรรมจรรยา) คอยเป็นกรอบ และมนุษย์ต้องตระหนักในหน้าที่ตน ตนมีตำแหน่งการใดก็ทำงานนั้นให้ตรง เพื่อที่สังคมจะได้เกิดเอกภาพ ตำรานี้มิใช่พิชัยสงคราม แต่เป็นตำราควบคุมพฤติกรรมมนุษย์

7. หานเฟยจื่อ (韓非子) หรือ ประชุมนิพนธ์หานเฟยจื่อ หานเฟย (ก่อน ค.ศ. 280 – 233) เป็นปราชญ์สำนักนิติธรรมนิยม เป็นยุคจ้านกว๋อ เสนอให้ใช้กฎหมายควบคุมสังคม หนังสือเล่มนี้มีทั้งคำแนะนำประกอบกับตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ และนิทานเรื่องเล่าเพื่อเป็นอุทาหรณ์ของสังคมที่มีและไม่มีกฎหมายคอยชี้นำ ความคิดของหานเฟยมีส่วนทำให้รัฐฉินแข็งแกร่ง กระทั่ง จิ๋นซีฮ่องเต้ รวบรวมแผ่นดินจีนได้ในที่สุด และใช้กฎหมายเข้มงวดปกครองแผ่นดินจนเป็นเอกภาพ


กระบี่สำริดยุคจ้านกว๋อ จากแคว้นอู๋และแคว้นเยวี่ย ร่วมสมัยกับตำราจ้านกว๋อเฉ่อและตำราหานเฟยจื่อ ที่มาของภาพ

8. จ้านกว๋อเฉ่อ (战国策) หรือ ยุทธศิลป์ยุครณรัฐ เขียนโดย หลิวเซี่ยง (ก่อน ค.ศ. 77 - ค.ศ. 6) ขุนนางสมัยราชวงศ์ฮั่น ว่าด้วยกลยุทธ์ของรัฐต่างๆ ในยุคที่แผ่นดินจีนแตกออกเป็นนานารัฐ ก่อสงครามกันพัลวัน จึงเรียกว่า ยุครณรัฐ (จ้านกว๋อ) หนังสือเล่มนี้แบ่งบทออกเป็นกลยุทธ์การรบของรัฐต่างๆ เช่น บทรัฐฉิน
บทรัฐฉี เป็นต้น เป็นทั้งบันทึกประวัติศาสตร์ และใช้เป็นตำราตัวอย่างการวางแผนในเวลาเดียวกัน

9. เหรินอู้จื้อ (人物志) หรือ บันทึกวิสัยมนุษย์ ของ หลิวซ่าว (168 - 240) เป็นขุนนางในราชสำนักวุ่ยก๊ก ยุคสามก๊ก เป็นผู้ถวายคำปรึกษาพระเจ้าโจยอย โดยเฉพาะในด้านการศึก ตำราเหรินอู้จื้อ ว่าด้วยกระบวนการคัดเลือกข้าราชการทหาร แต่ก็สามารถใช้เป็นตำราคัดเลือกทรัพยากรมนุษย์ ตรวจสอบจริตจิตใจผู้คน หลิวซ่าว แบ่งคนออกเป็น 2 ประเภท คือ คนเด่นที่บุคลิก กับคนเด่นเพราะความสามารถ ดังนั้น จึงต้องมีแนวทางการใช้คนให้เหมาะกับศักยภาพ


ภาพพระเจ้าถังไท่จง บุคคลสำคัญในตำราเจินกวนเจิ้งเย่า ที่มาของภาพ

10. เจินกวนเจิ้งเย่า (贞观政要) หรือ ราโชบายรัชศกเจินกวน บันทึกโดย อู๋จิง (670 - 749) หนังสือนี้บันทึกการสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นด้านการปกครองแผ่นดินของพระเจ้าถังไท่จง กับยอดขุนนางทั้ง
45 คน ในยุคเจินกวน อันถือกันว่า เป็นยุคทองของแผ่นดินจีน หนังสือเล่มนี้มีข้อแนะนำด้านการบริหารประเทศที่ลึกซึ้ง แต่เข้าใจง่าย เพราะขุนนางทุกท่านล้วนจริงใจและกล้าหาญในการทูลความผิดพลาดของเจ้าแผ่นดิน แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ เจ้าแผ่นดินถ่อมพระองค์รับฟังคำติติงของขุนนาง รับฟังความเห็นรอบด้าน จนแผ่นดินยิ่งใหญ่ไพศาล

11. จือจื้อทงเจี้ยน (资治通鉴) หรือ คันฉ่องส่องกระบวนรัฐศาสตร์ ของ ซือหม่ากวง (1019 - 1086)
นักประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์ซ่ง รวบรวมเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุครณรัฐจนถึงยุคห้าราชวงศ์ แม้จะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ แต่ก็รวบรวมสารัตถะของเหตุการณ์สำคัญๆ ไว้ สามารถใช้เป็นอุทาหรณ์ในการบริหารปกครองบ้านเมืองมาทุกสมัย


ภาพ จือจื้อทงเจี้ยน ฉบับพิมพ์สมัยราชวงศ์ซ่ง ที่มาของภาพ

12. ซานกว๋อเหยี่ยนอี้ (三国演义) หรือ นิยายอิงพงศาวดารสามก๊ก เขียนโดย หลัวกว้านจง
(1330 - 1400) นักเขียนสมัยราชวงศ์หมิง อ้างอิงพงศาวดารจากยุคสามก๊ก แต่ผู้เขียนใช้จินตนาการแต่งเติมจนพิสดารพันลึก เต็มไปด้วยกลยุทธ์การศึกมากมาย ทั้งการปะทะคารม แสดงภูมิปัญญา แม้จะเป็นนิยายก็อาจใช้เป็นพิชัยสงครามได้ เหมือนในไทยก็นิยมใช้กัน แม้แต่ เหมาเจ๋อตง ก็ประเมินนิยายสามก๊กเป็นวรรณกรรมจีนอันดับหนึ่ง คงเพราะ เหมา เป็นนักการยุทธศาสตร์ตัวยงนั่นเอง

13. จื้อหนาง (智囊 ) หรือ ถุงปัญญา เป็นของ เฝิงเมิ่งหลง (1574 – 1645) พหูสูตสมัยราชวงศ์หมิง รวมเกร็ดประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงยุคโบราณ โดยเฉพาะการใช้เชาว์ปัญญาตัดสินใจแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ การพิจารณาคดีความเป็นต้น รวมแล้วกว่า 1,000 เรื่อง พิมพ์ครั้งแรกปี 1626 หลักสำคัญอยู่ที่การรู้จักใช้ปัญญาพลิกแพลง รับมือวิกฤตได้ร้อยแปดพันประการ

14. ไช่เกินถาน (菜根谭) หรือ คำสอนจากรากผัก เขียนโดย หงจื้อเฉิง (1572 - 1620) บัณฑิตสมัย
ราชวงศ์หมิง ชื่อตำรานี้หมายถึง การเรียนรู้ความขมขื่นเพื่อกำชัยชนะ เพราะรากผักนั้นขม เมื่อรู้รสขมแล้วย่อมฝ่าฟันความยากลำบากนานาได้ หนังสือนี้เขียนเป็นร่ายคล้องจอง นำเอาพฤติกรรมของตงฉินและกังฉินมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจ พร้อมตั้งข้อสอนใจให้ยึดถือคุณธรรมเป็นเครื่องนำทางชีวิต

15. ซานซื่อลิ่วจี้ (三十六计) หรือ 36 กลยุทธ์ รวบรวมโดยบัณฑิตไม่ทราบชื่อสมัยราชวงศ์ชิง (แต่ผู้รู้บางท่านระบุว่า แต่งขึ้นสมัยหนานเป่ยเฉา) นำเอาเหตุการณ์สัปประยุทธ์อันชาญฉลาด 36 เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ยุคโบราณมาอธิบาย แผนการอย่างละเอียด ขณะเดียวกัน แต่ละเหตุการณ์ก็จะมีวลีสั้นๆ มีความนัยกระชับไว้เพื่อช่วยจำ เช่น กลยุทธ์ยืมดาบฆ่าคน, ล้อมเว่ยช่วยจ้าว, ปิดฟ้าข้ามทะเล

ภาพถ่ายของ เจิงกว๋อฟาน ยอดขุนพลสมัยปลายราชวงศ์ชิง ที่มาของภาพ

16. เจิงกว๋อฟานเจียซู (曾国藩家书) หรือ ลิขิตถึงบ้านของ เจิงเว๋อฟาน (1811 – 1872) ยอดขุนพลสมัยปลายราชวงศ์ชิง ผู้ปราบกบฏไท่ผิง แม้จะเป็นขุนพลใหญ่ แต่ท่านยังเป็นบัณฑิตเคร่งครัด ลิขิตนี้เป็นคำสอนไปถึงลูกหลานในวงศ์สกุล มิใช่ตำรากลยุทธ์ แต่เน้นการปฏิบัติตนตามครรลองวิญญูชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ขยันอ่านหนังสือ มิใช่เพื่อให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่ความรู้จะช่วยเป็นคนสามัญ เป็นวิญญูชน วงศ์สกุลจะยืนยงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อทายาทอ่อนน้อมถ่อมตน ขยันหมั่นเพียร ประหยัดมัธยัสถ์ และมีเมตตาธรรม