Armies Weapons and Warfare

ดุเดือดเลือดพล่าน: เรื่องน่ารู้ของนายพลแพตตั้น (ตอนที่ 2)

ศึกแรกในสงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับแพตตั้น คือ ยุทธภูมิแอฟริกาเหนือ
ต่อจากนั้นก็ซิซิลี นอร์มังดี และการรุกข้ามแม่น้ำไรน์


อเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 และส่งกำลังทหารออกรบกับกองทัพเยอรมันเป็นครั้งแรก
ในแอฟริกาเหนือ การพบกันในศึกแรกของสงครามครั้งนี้ ทหารอเมริกันถูกบดขยี้และตีแตกกระเจิงในการรบที่
แคสเซอรีน พาส กองทัพน้อยแอฟริกา หรือ Afrika Korps ของเยอรมัน มีจอมพลแอร์วิน รอมเมิล
เป็นผู้บัญชาการ เกือบจะละลายหน่วยทหารสหรัฐฯ ได้ทั้งหมด หากกองทัพอังกฤษไม่ยกพลมาช่วย แค่การรบครั้งแรกพวกเขาก็แตกกระเจิงและเสียขวัญ หากจะรวมกำลังกันใหม่และออกรบอีกครั้ง กองทัพอเมริกันต้องการนายพลที่กล้าพอจะต่อกรกับรอมเมิลได้ ชื่อของ แพตตั้น คือนายทหารคนนั้นที่อเมริกาต้องการ กองทัพอเมริกันที่ 7 หรือ U.S. 7th Army ได้รับการสถาปนา แพตตั้นเข้าบัญชาการกองทัพนี้ เขาลงมือฝึกทหารและกระตุ้นขวัญกำลังใจใหม่อีกครั้ง พร้อมยังศึกษาคู่ต่อสู้ของเขาอย่างจอมพลรอมเมิล เกี่ยวกับประวัติผลงานและยุทธวิธีรบของรอมเมิลที่ผ่านมา เขาเฝ้าฝันที่จะได้ออกไปเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้อย่างจอมพลรอมเมิลในสนามรบ แต่ความฝันของเขาก็ไม่มีวันเป็นจริง เพราะไม่นานหลังจากนั้น รอมเมิลถูกเรียกตัวกลับไปเยอรมันและกองกำลังเยอรมันในแอฟริกาเหนือทั้งหมด อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ
พลเอกเยอร์เกินท์ ฟอน อาร์นิม พอถึงช่วงปลายเดือนมีนาคม ค.ศ. 1943 แพตตั้นก็สามารถสกัดการรุกโต้ตอบของเยอรมันและผลักดันให้ข้าศึกถอยกลับไป ในสมรภูมิเอลเกอร์ธาร์ Battle of El Guettar ได้เป็นผลสำเร็จ


นายพลแบรดลี่ (ซ้าย) นาพลไอเซนฮาวเออร์ (กลาง) นายพลแพตตั้น (ขวา) ในการพบกันภายหลังจากการรบที่บัสโตนสิ้นสุดลง
ที่มาของภาพ


นายพลแพตตั้นและกองทัพอเมริกันที่ 7 เป็นกองทัพหลักในยุทธการฮัสกี้ Operation Husky การรุก
ภายหลังจากการยกพลขึ้นบกที่เกาะซิซิลีของฝ่ายพันธมิตร หน่วยยานเกราะใต้การบังคับบัญชาของ
นายพลแพตตั้น รุกฝ่าแนวรับเยอรมันและอิตาลี นำหน้าหน่วยทหารอื่นๆ พวกเขาเคลื่อนพลอย่างรวดเร็วราวกับม้าโดนลงแส้ สิ่งหนึ่งที่ทหารใต้การบังคับบัญชาของแพตตั้นเห็นตลอดเวลาก็คือ ภาพของ
นายพลแพตตั้นบนรถเกราะ ยืนเด่นเป็นสง่าและตะโกนสั่งการให้ทหารรุกรบไปข้างหน้า นายพลผู้ทำหน้าที่ระดับแม่ทัพ แต่กล้าพอจะฝ่าห่ากระสุนปืนข้าศึกมาสั่งการทหารของตนเองที่แนวหน้าสุดของการรบ นั่นจึงส่งผลให้ ทหารเยอรมันและอิตาลีกว่า 130,000 ถูกสังหารและถูกจับเป็นเชลย


นายพลแพตตั้นและคู่แข่งของเขานายพลมอนต์โกเมอรี่ของอังกฤษ ที่มาของภาพ

ความสัมพันธ์กับพลเอกมอนต์โกเมอรี่
กองทัพอังกฤษและอเมริกัน คือ กองกำลังหลักของฝ่ายพันธมิตรในการต่อสู้กับกองทัพเยอรมันในแอฟริกาเหนือและยุโรป ทหารทั้งสองชาติต้องร่วมแรงร่วมใจกันในการรบ เพื่อชัยชนะเหนือกองทัพเยอรมัน กองทัพทั้งสองฝ่ายต้องช่วยเหลือกันและกันในสนามรบ ถึงแม้มันอาจจะดูดีในเรื่องของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวเพื่อชัยชนะ แต่นายพลคนสำคัญของทั้งสองชาติกลับมีความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยกันอยู่บ่อยครั้ง และคู่นายพลที่ไม่กินเส้นนี้ก็คือ นายพลแพตตั้นของอเมริกันและนายพลมอนต์โกเมอรี่ของอังกฤษ พวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นแม่ทัพคนสำคัญของฝ่ายพันธมิตร แม้กองทัพอังกฤษและอเมริกันจะร่วมรบในศึกเดียวกัน
แต่ผู้บัญชาการของพวกเขาก็มักจะนำความต้องการส่วนตัวมาปนกับแผนยุทธการเสมอ จะเห็นได้จากการที่ต่างฝ่ายก็ทำการรุกฝ่าแนวรบเยอรมัน จนดูเหมือนการแข่งขันกันเสียมากกว่าจะเป็นการรบตามแผนยุทธศาสตร์ พวกเขาต่างออกคำสั่งให้ทหารใต้การบังคับบัญชา เคลื่อนพลไปยึดที่หมายให้ได้ก่อนที่ชาติพันธมิตรอีกฝ่ายจะยึดได้ก่อน ความไม่ลงรอยกันนี้ก็ตกมาเป็นเรื่องน่าหนักใจของ
พลเอกดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวเออร์ ผู้บัญชาการสูงสุดกองกำลังพันธมิตร ในฐานะและตำแหน่งที่เขาเป็นผู้บังคับบัญชานายพลทั้งสอง การประสานความเข้าใจที่ดีในระหว่างชาติพันธมิตรด้วยกัน เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาสัมพันธ์ที่มีระหว่างกันให้เอื้อประโยชน์ต่อการชนะสงคราม เหล่าบรรดานายพลและนายทหารที่มีความเป็นตัวของตัวเอง รวมทั้งความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของความเป็นนายทหารของแต่ละชาติ ก็สร้างเรื่องให้นายพลไอเซนฮาวเออร์หนักใจไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของนายพลแพตตั้นของฝ่ายอเมริกัน
และนายพลมอนต์โกเมอรี่ของอังกฤษ ที่อย่างมากสุด ท่าทีของความสัมพันธ์ของนายพลทั้งสองก็แค่เป็นพิธีต่อหน้าสื่อมวลชน


นายพลแพตตั้น ออกคำสั่งทหารด้วยตนเองในยุทธภูมิซิซิลี ที่มาของภาพ

แพตตั้นทำหน้าที่เป็นตัวลวงในวันดีเดย์
ช่วงก่อนการบุกวันดีเดย์ ชื่อของ พลโทจอร์จ เอส แพตตั้น (ยศในขณะนั้น) คือหนึ่งในชื่อนายพลฝ่ายพันธมิตรที่ทหารเยอรมันรู้จักเป็นอย่างดี จากผลงานของเขาในการรุกไล่ทหารเยอรมันในแอฟริกาเหนือ และซิซิลี แต่ช่วงก่อนการบุกวันดีเดย์ เขากลับต้องทำหน้าที่เป็นตัวลวงให้กองทัพเยอรมันหันเหความสนใจไปจากนอร์มังดี โดยแพตตั้นต้องทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพอเมริกันที่ 1 (U.S. 1st Army Group) ซึ่งกลุ่มกองทัพทั้งหมดนี้คือ กองทัพหลอกๆ ที่ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงกองกำลังที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อลวงพวกเยอรมันที่อีกฝั่งหนึ่งของทางช่องแคบอังกฤษ นั่นก็คือ พาส เดอ คาเล อันเป็นจุดที่แคบที่สุดและอยู่ใกล้แผ่นดินใหญ่ของยุโรปมากที่สุด เป็นจุดที่เหล่าบรรดาจอมพลและเสนาธิการในกองทัพเยอรมันปักใจเชื่อมาตลอดว่า มันคือจุดที่พวกพันธมิตรหมายมั่นจะยกพลขึ้นบก การปรากฏตัวของแพตตั้นและกองทัพหลอกๆ อย่างกลุ่มกองทัพอเมริกันที่ 1 ก็ยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือว่า การบุกจะต้องเริ่มที่นี่และสนับสนุนความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น เมื่อมีนายพลแพตตั้น กับการสร้างกองทัพปีศาจ หรือ Ghost Army ของเหล่าบรรดาพลเรือนและทหารซึ่งช่วยกันสร้างฐานทัพและยุทโธปกรณ์ปลอมขึ้นมา เพื่อหลอกตาสายลับเยอรมันในอังกฤษและเครื่องบินตรวจการณ์ ด้วยเหตุนี้กองทัพเยอรมันจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่า การยกพลขึ้นบกต้องเกิดขึ้นที่
พาส เดอ คาเล่ อย่างแน่นอน

การตีฝ่าออกจากนอร์มังดีและการปลดปล่อยบริททานี
เมื่อการลวงของฝ่ายพันธมิตรได้ผล และทำให้การยกพลขึ้นบกในวันดีเดย์ผ่านพ้นมาได้อย่างสำเร็จตามแผน นายพลแพตตั้นก็ได้แต่เฝ้ารอคำสั่งใหม่จากกองบัญชาการกองทัพพันธมิตร D-Day+30 หรือ 30 วันหลังวันดีเดย์ คือช่วงเวลาที่นายพลแพตตั้นกระวนกระวายใจมากที่สุด แม่ทัพผู้เคยบัญชาการรบในสนามรบมาตลอด แต่กลับต้องมานั่งๆ นอนๆ รอคำสั่งจากกองบัญชาการกองทัพพันธมิตร ขณะที่แม่ทัพและทหารหาญอื่นๆ ทำการรุกตีฝ่าข้าศึกในนอร์มังดีอย่างดุเดือด ยิ่งทำให้ใจของนายพลแพตตั้นร้อนรนมากยิ่งขึ้น สงครามที่เขาคิดเสมอว่า พระเจ้าได้ประทานความขัดแย้งของมวลมนุษยชาติครั้งนี้ เพื่อให้เขาได้ทำหน้าที่ของผู้บัญชาการทหารโดยสมบูรณ์แบบกำลังจะผ่านจุดสำคัญ และช่วงเวลาแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่จะปราศจากชื่อของนายพลแพตตั้นในการรบครั้งนี้ได้เชียวหรือ? แต่แล้ววันที่นายพลแพตตั้นรอคอยที่จะพิสูจน์ตนเองอีกครั้งในการบัญชาการรบก็มาถึง กองบัญชาการกองทัพพันธมิตรมีคำสั่งแต่งตั้งเขาและมอบหมายการรับผิดชอบกองทัพอเมริกันที่ 3 หรือ U.S. 3rd Army ให้แก่นายพลแพตตั้น ทหารกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นนายจะอยู่ใต้การบัญชาการของนายพลผู้เป็นตำนานคนนี้ หลังจากนี้แพตตั้นจะพาพวกเขาบุกเข้าไปในบริททานี ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งอันเป็นจุดยุทธศาสตร์ของฝ่ายพันธมิตร บริททานีแห่งนี้ยังเป็นจุดที่มีท่าเรือน้ำลึกสำคัญถึง 4 แห่ง ได้แก่ แซงต์มาโล (Saint Malo) แซงต์แนแซร์ (Saint Nazaire) โลริยองต์ (Lorient) และเบรสต์ (Brest) โดยเฉพาะที่เมืองเบรสต์เแห่งนี้ ตั้งแต่กองทัพเยอรมันพิชิตฝรั่งเศสได้ในปี 1940 มันกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกองทัพเรือเยอรมัน ในการส่งเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำออกไปทำลายกองเรือฝ่ายพันธมิตรอยู่เป็นประจำ แพตตั้นกับกองทัพอเมริกันที่ 3 จะปิดล้อมและยึดท่าเรือเหล่านี้มาอยู่ในการครอบครองของฝ่ายพันธมิตร


นายพลแพตตั้นขณะสนทนากับทหารบาดเจ็บ ในการรบที่แอฟริกาเหนือ ที่มาของภาพ

การรุกโต้ตอบฝ่ายเยอรมันในสมรภูมิตอกลิ่ม The Battle of Bulge
ยุทธภูมิตอกลิ่ม หรือ The Battle of Bulge (Bulge หรือ บัลเจอะ ไม่ใช่ชื่อเมือง แต่เป็นลักษณะของแนวรบที่ยื่นโป่งเข้าไปหาแนวรบของอีกฝ่ายหากมองดูในแผนที่การรบจะแลดูคล้ายกับลิ่ม) กองทัพเยอรมันเปิดฉากรุกโต้ตอบตอบฝ่ายพันธมิตรที่ป่าอาเดนส์ ผลักดันกองกำลังอเมริกันในพื้นที่ให้ถอย และถูกจับเป็นเชลยได้เป็นจำนวนมาก มีหน่วยทหารอเมริกันบางหน่วยถูกฝ่ายเยอรมันล้อมเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองพลทหารพลร่มที่ 101 หน่วยพลร่มอันเลื่องชื่อถูกฝ่ายเยอรมันล้อมอยู่ที่เมืองบัสโตน ขณะนั้นกองทัพของนายพลแพตตั้นกำลังทำการรบอยู่บริเวณทางใต้บริเวณ ซาร์บรึคเคิน (Saarbrücken) กองทัพพันธมิตรต้องพลิกวิกฤติครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการทำลายกองทัพเยอรมันให้สิ้นซากไปกับการรุกของพวกเขา พลเอกโอมาร์ แบรดลี่ กลุ่มกองทัพอเมริกันที่ 12 (กองทัพอเมริกันที่ 3 ของนายพลแพตตั้น อยู่ในสายการบังคับบัญชาของ กลุ่มกองทัพอเมริกันที่ 12 ) ออกคำสั่งให้กองทัพของแพตตั้นรุกขึ้นมาทางเหนือ
แพตตั้นตอบสนองทันที เขาสั่งให้กองทัพของเขาหันซ้ายเก้าสิบองศา และเคลื่อนพลบุกขึ้นไปทางเหนือ เพื่อบีบแนวรุกของฝ่ายเยอรมัน แก้วงล้อมหน่วยทหารอเมริกันที่บัสโตนได้สำเร็จ รวมทั้งสังหารและจับเชลยทหารเยอรมันได้นับหมื่นนาย

ฝ่าฝืนคำสั่งที่ส่งผลดีต่อการรุก
เมื่อฝ่ายพันธมิตรมาชุมนุมพลกันริมฝั่งแม่น้ำไรน์ และเตรียมพร้อมข้ามแม่น้ำอยู่นั้น กองทัพของ
นายพลแพตตั้น นายพลอเมริกันจอมลุย เขารุกไล่ทหารเยอรมันมาตั้งแต่นอร์มังดี เคลื่อนพลไปช่วยทหารอเมริกันในวงล้อมที่บัสโตน กองทัพของเขาพร้อม และฮึกห้าวที่จะรุกข้ามแม่น้ำไรน์ แต่ผู้บังคับบัญชาของเขา นั่นคือ พลเอกโอมาร์ แบรดลี่ กลับสั่งให้กองทัพของแพตตั้นหยุดการเคลื่อนพล พลเอกเบอร์นาด
มอนต์โกเมอรี่ ของฝ่ายอังกฤษจะนำการบุกในครั้งนี้ พลเอกแบรดลี่เกรงว่า การบุกของแพตตั้นอาจจะส่งผลต่อความสำเร็จของแผนยุทธการ ในแบบที่ไม่ตรงกับที่ทุกฝ่ายคาดหวังเอาไว้ อย่างไรก็ตาม นายพลอย่างแพตตั้นก็มีความต้องการให้ชัยชนะเป็นของฝ่ายอเมริกัน คืนวันที่ 22 มีนาคม ปี ค.ศ. 1945 เพียงหนึ่งชั่วโมงก่อนแผนยุทธการทั้งหมดจะเริ่มขึ้น กองพลต่างๆ ภายใต้การบังคับบัญชาของแพตตั้นก็แอบข้าม
แม่น้ำไรน์ โดยปราศจากการยิงสนับสนุนหรือกำลังทางอากาศ พวกเขาสามารถจับเชลยทหารเยอรมันได้กว่า19,000 นาย และสถาปนาแนวรุกกว้าง 6 ไมล์ พลเอกแบรดลี่ตื่นมาพร้อมกับความประหลาดใจอย่างมาก กับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยฝีมือของนายพลแพตตั้น

ผลงานการบัญชาการรบที่น่าประทับใจ
ตั้งแต่ช่วงที่นายพลแพตตั้นเข้ารับหน้าที่บัญชาการกองทัพอเมริกันที่ 3 จนกระทั่งฝ่ายเยอรมันยอมแพ้นั้น กองทัพที่ 3 ทำการรบติดต่อกันถึง 281 วัน ยกพลข้ามแม่น้ำสายต่างๆ กว่า 24 สาย ยึดเมืองและหมู่บ้านต่างๆ ได้ 12,000 แห่ง สังหารและจับเชลยเยอรมันรวมกันแล้วประมาณ 1,800,000 นาย เมื่อสมรภูมิในยุโรปจบลง เขาได้รับตำแหน่งผู้ว่าการแคว้นบาวาเรีย แคว้นหนึ่งในเยอรมันที่กองทัพของเขารุกไปถึงที่นั่น แต่เขายื่นเรื่องขอไปทำหน้าที่บัญชาการกองทัพอเมริกันในแปซิฟิก เขาพร้อมที่จะไปบัญชาการรบในสงครามที่กำลังเกิดขึ้นอีกฝากหนึ่งของโลก มากกว่าจะมานั่งติดตามข่าวสารการรบอยู่ตรงนี้


หลุมศพของนายพลแพตตั้น ในสุสานทหารอเมริกันที่ลักเซมเบิร์ก เคียงข้างกับลูกน้องกองทัพที่ 3 ของเขา ชั่วนิรันดร์ ที่มาของภาพ

การเสียชีวิตของนายพลจอมดุเดือดเลือดพล่าน
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1945 หนึ่งในเสนาธิการของนายพลแพตตั้น พลตรีโฮบาร์ต เกย์ เชิญชวน
นายพลแพตตั้นไปล่าสัตว์ที่เมืองชปาเยอร์ แต่ระหว่างการเดินทางรถของเขาชนกับรถบรรทุกของกองทัพอเมริกันที่วิ่งมาด้วยความเร็วต่ำ พลตรีเกย์และคนอื่นๆ ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่นายพลแพตตั้นบาดเจ็บสาหัสที่ศีรษะ เขามีเลือดออกจากบาดแผล และขยับตัวไม่ได้รวมทั้งหายใจติดขัด เขาถูกนำส่งไปที่โรงพยาบาลไฮเดิลแบร์ก แพทย์ที่ทำการรักษาเขาตรวจพบว่ามีการแตกหัก และการเคลื่อนที่ของกระดูก
สันหลังส่วนที่สามและสี่ นอกจากนี้เขายังมีการบาดเจ็บที่คอ ทำให้เขาเป็นอัมพาตจากคอลงไป แพทย์พยายามทำการรักษาโดยใช้เวลากว่า 12 วัน ในการดึงกระดูกสันหลัง เพื่อลดแรงกดของกระดูกสันหลัง มีคำสั่งจากแพทย์งดเยี่ยมอาการบาดเจ็บของท่านนายพล ยกเว้นแต่ภรรยาซึ่งบินตรงมาจากอเมริกา เพื่อเยี่ยมได้เพียงผู้เดียวเท่านั้น เขารู้ตัวดีว่าด้วยอาการบาดเจ็บครั้งนี้ จะทำให้เขาไม่สามารถกลับไปขี่ม้าหรือใช้ชีวิตได้อย่างปกติอีกต่อไปแล้ว เขากล่าวกับภรรยาของเขาว่า “ตายไปเลยก็ดีเหมือนกัน” แล้วนายพลผู้เป็นเจ้าของสมญานาม "Old Blood and Guts หรือ ดุเดือดเลือดพล่าน" ก็เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1945 ร่างของเขาไม่ได้ถูกนำกลับไปฝังที่อเมริกา แต่ถูกนำไปฝังอยู่ในสุสานทหารอเมริกันที่ลักเซมเบิร์ก เคียงข้างกับลูกน้องในกองทัพที่ 3 ของเขา ชั่วนิรันดร์


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/George_S._Patton
Website : http://www.wearethemighty.com/articles/9-things-you-didnt-know-about-general-george-s-patton
Website : http://www.history.com/news/10-things-you-may-not-know-about-george-patton
Website : http://www.businessinsider.com/11-quotes-that-show-the-great-leadership-of-general-george-patton-2015-11/
Website : http://www.neatorama.com/2014/12/22/20-Facts-You-Might-Not-Know-about-Patton-Both-the-Man-and-the-Movie/