Armies Weapons and Warfare

ดุเดือดเลือดพล่าน: เรื่องน่ารู้ของนายพลแพตตั้น (ตอนที่ 1)

เขาเกิดมาในตระกูลทหาร...
เขาเกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1885 ณ เมืองซานเกเบรียล รัฐแคลิฟอร์เนีย ในตระกูลทหารที่สืบเนื่องความเป็นทหารกันมาอย่างยาวนาน เคยร่วมรบในสงครามกลางเมืองอเมริกา ในฐานะของทหารแห่งกองทัพฝ่ายใต้ วัยเด็กเขาเป็นเด็กที่มีปัญหาการอ่าน และเรียนรู้ได้ช้า แต่ครอบครัวของเขาก็พยายามหาครูที่มีความสามารถมาสอนถึงบ้านเพื่อแก้ปัญหานี้ ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็เป็นเด็กที่อ่านคล่องและกลายมาเป็นคนรักการอ่านอย่างมาก โดยเฉพาะหนังสือประวัติศาสตร์สงคราม

คุณตาของแพตตั้นเคยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองลอสแองเจลิส
เบนจามิน เดวิส วิลสัน คุณตาของแพตตั้น เป็นเจ้าของที่ดินทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียที่ทรงอิทธิพลมากคนหนึ่ง ในปี ค.ศ. 1851 เขาชนะการเลือกตั้งได้รับเลือกให้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองลอสแองเจลิส และยังมีโอกาสได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิกประจำรัฐอีกด้วย


พลโทจอร์จ เอส แพตตั้น (ยศในขณะนั้น) ที่มาของภาพ

เขาเรียนซ้ำชั้นปี 1 ที่โรงเรียนนายร้อยเวสท์พ้อยท์
แพตตั้นต้องเรียนปีแรกในโรงเรียนนายร้อยเวสท์พ้อยท์หนักกว่าเพื่อนๆ ร่วมรุ่นของเขา แม้เขาจะเป็นนักเรียนที่มุ่งมั่นทุมเทในการเรียนของตนเองเพียงใด แต่ดูเหมือนว่าผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของเขาจะไม่เอื้อให้เขาได้เลื่อนชั้น นั่นจึงทำให้เขาต้องเรียนซ้ำชั้นอีกหนึ่งปี แม้จะเรียนจบไม่ทันเพื่อนร่วมรุ่น แต่เขาก็พยายามจะแก้ไขปัญหานี้อย่างตั้งใจ เขาพยายามเรียนพิเศษเพิ่มเติมจากอาจารย์และเพื่อนๆ ที่ช่วยติวให้แก่เขา เขาสำเร็จการศึกษาในวันที่ 11 มิถุนายน ปี ค.ศ. 1909 ด้วยลำดับที่ 49 จาก 103 คนของรุ่น

เขาเคยเป็นนักกีฬาโอลิมปิก
แพตตั้นถูกคัดเลือกเข้าเป็นนักกีฬา ช่วงการแข่งกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ปี ค.ศ. 1912 ณ สนามแข่งขันที่กรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน นายทหารหนุ่มอายุ 26 ปี ทหารม้าคนนี้ กลายมาเป็นนักกีฬาชาวอเมริกัน ผู้ลงชิงชัยในการแข่งขันกีฬาหลากหลายรายการ เช่น ยิงปืน ฟันดาบ ว่ายน้ำ ขี่ม้า วิ่ง แต่ผลการแข่งขันทั้งหมดนั้น เขาทำได้เพียงลำดับที่ 21 จากการแข่งขันยิงปืน ลำดับที่ 4 จากการแข่งขันฟันดาบ ลำดับที่ 7 จากการแข่งขันว่ายน้ำ ลำดับที่ 6 จากการแข่งขันขี่ม้า และลำดับที่ 3 จากการแข่งขันวิ่ง โดยเฉพาะการแข่งขันกีฬายิงปืนนั้น มีเรื่องโต้เถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับผลการแข่งขันของเขา นั่นก็เพราะว่า แพตตั้นใช้ปืนพกแบบ .38 คาลิเบอร์ ขณะที่นักกีฬาคนอื่นๆ ใช้ปืนพกขนาด .22 คาลิเบอร์ เขาอ้างว่ารูแรกที่เข้าเป้า มาจากการยิงของปืนเขาเอง มันมีขนาดใหญ่เพราะว่า กระสุนนัดต่อไปที่เขายิงออกมา พุ่งตรงเข้าเป้าเช่นกัน แต่กรรมการกลับตัดสินไม่นับคะแนนจากกระสุนนัดต่อมาที่เขากล่าวอ้าง เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้แพตตั้นตั้งใจที่จะกลับมาฝึกซ้อมยิงปืนอย่างหนัก เพื่อกลับมาแข่งขันใหม่ในโอลิปิก ปี ค.ศ. 1916 แต่ทว่า การซ้อมของเขาไม่ได้ใช้ในการแข่งขันยิงปืน แต่กลับถูกใช้ยิงพวกเยอรมันแทน เพราะในปีนั้นการแข่งขันไม่ได้ถูกจัดขึ้นเพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1


แพตตั้น (ขวา) ระหว่างการแข่งฟันดาบในกีฬาโอลิมปิก ค.ศ. 1912 ที่มาของภาพ

เขามีความเชื่อส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องของการกลับชาติมาเกิด
แพตตั้นมักจะกล่าวอ้างกับคนรอบข้างเสมอว่า เขาได้ร่วมสู้ศึกหลายครั้งในชาติที่แล้วของตนเอง ตั้งแต่ยุคโบราณมาเลยทีเดียว เขาอ้างว่าชาติหนึ่งของตนเอง เขาเกิดเป็นชาวโรมันและร่วมเป็นทหารโรมันลีเยียนในการทำศึกกับกองทัพคาเทจ และอีกครั้ง เขาอ้างว่า ชาติหนึ่งเขาเกิดในศตวรรษที่ 14 เป็นทหารของพระเจ้าจอห์นที่ 1 แห่งโบฮิมเมียน (John I as King of Bohemia)


ปืน .357 แม็กนั่มรีวอลเวอร์ หนึ่งในสองปืนพกประจำตัวของแพตตั้น ที่มาของภาพ

เขามีปืนพกส่วนตัวซึ่งด้ามจับทำจากงาช้าง
ปืนพกแบบโคลท์ .45 รีวอลเวอร์ เป็นปืนพกประจำตัวของแพตตั้น เขาใช้อาวุธปืนชนิดนี้รบกับกองโจร
เม็กซิกัน แต่หลังจากการรบยุติลง เขาตัดสินใจหาปืนพกเพิ่มอีกหนึ่งกระบอก นั่นจึงทำให้ปืนอีกกระบอกของเขากลายมาเป็นปืน .357 แม็กนั่มรีวอลเวอร์ เขาจะพกพาปืนทั้งสองกระบอกไปกับเขาแทบทุกที่ เขาออกศึกหลังจากนั้นด้วยการพกปืนโคลท์ .45 รีวอลเวอร์ ใส่ในซองปืนทางขวา พกปืน.357 แม็กนั่มรีวอลเวอร์ ใส่ในซองปืนทางซ้าย


รถดอด์จ รุ่น 30-35 ทัวริ่งคาร์ ซึ่งแพตตั้นกับลูกน้องโดยสารไปจัดการกับกองโจรเม็กซิกัน ที่มาของภาพ

สมรภูมิรบครั้งแรกของแพตตั้นมาจากการรบกับกองโจรแม็กซิกัน
ในปี ค.ศ. 1916 กองโจรชาวเม็กซิกันภายใต้การนำของพานโช วีย่า นำกำลังข้ามพรมแดนเข้ามาบุกปล้นเมืองชายแดนของสหรัฐฯ อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เมืองโคลัมบัส มีการปล้นฆ่าชาวอเมริกันเป็นจำนวนมาก ผู้หมวดแพตตั้นนำกรมทหารม้าที่ 8 ออกลาดตระเวนชายแดนตามคำสั่งของพลจัตวาจอนห์ เจ เพอซิ่ง
เป็นการศึกโดยใช้ยานยนต์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การทหารของสหรัฐอเมริกา วันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1916 ผู้หมวดแพตตั้นกับทหารจำนวน 10 นาย และพลเรือนที่ทำหน้าที่นำทางอีก 2 คน นั่งอยู่บนรถดอด์จ รุ่น 30-35 ทัวริ่งคาร์ จำนวน 3 คัน บุกเข้าจู่โจมพวกกองโจรอย่างไม่ทันตั้งตัว พร้อมทั้งสังหารคูลิโอ กาเดนนาส ผู้ทำหน้าที่เป็นนายกองของพานโช วีย่า ในภารกิจกวาดล้างกองโจรเม็กซิกันครั้งนี้ ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บถึง 3 ครั้ง ทหารพากันขนานนามให้เขาเป็น “มือปราบ”


แพตตั้นกับรถถังฝรั่งเศสแบบเรโนล ค.ศ. 1918 ที่มาของภาพ

 เขาออกแบบกระบี่ของตัวเอง
ในช่วงที่กำลังศึกษาอยู่ในโรงเรียน นายร้อยเวสท์พ้อยท์ แพตตั้น คือนักกีฬาฟันดาบฝีมือเยี่ยมของโรงเรียน ด้วยความที่เขาเป็นทหารในเหล่าทหารม้า ซึ่งยุคนั้นต้องพกพาดาบประจำตัวออกศึก เขาจึงตัดสินใจออกแบบและสร้างดาบของตนเองขึ้นมา เพื่อให้เหมาะสมสำหรับนายทหารซึ่งทำการรบบนหลังม้า ที่ต้องพกพาสะดวก ดึงออกจากฝักใช้งานได้ง่าย เหมาะสำหรับการแทงและฟัน รวมทั้งแข็งแกร่งคงทนไม่หักง่าย นั่นจึงกลายมาเป็น Model 1913 Cavalry Saber หรือ ดาบทหารม้ารุ่น 1913 ดาบแบบตรง มักถูกเรียกขานตามชื่อของผู้ออกแบบว่า “ดาบแพตตั้น”

เขารับเหรียญกล้าหาญในสงครามโลกครั้งที่ 1
ในการรบครั้งหนึ่ง เขานำทหารเข้าโจมตีรังปืนกลเยอรมันด้วยตนเอง การรบที่มิวส์อาร์กอน เดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1918 เขาถูกยิงที่ต้นขาซ้ายเป็นแผลฉกรรจ์ ทหารรีบพาเขากลับไปรักษาตัวที่สถานีพยาบาล แต่เขายังคงสั่งการรบต่อไปอีกกว่าหนึ่งชั่วโมง และยังรายงานผลการรบแก่กองบังคับการกองพลได้รับทราบเสียก่อน จึงให้ทหารนำตัวไปรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาล เขาได้รับเหรียญ Purple Heart จากวีรกรรมในครั้งนี้ของตนเอง

การพูดจาโผงผางเสียงดังของเขาเป็นที่รู้จักกันดี
แพตตั้น มักจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังโผงผางกับทหารใต้การบังคับบัญชา เป็นอีกหนึ่งลักษณะบุคลิกของเขาที่ทำให้ทุกๆ คนจดจำได้เป็นอย่างดี เขาอธิบายว่า มันเป็นการใช้ทั้งภาษาพูดและภาษากายเพื่อ กระตุ้นทหารของตนเองในการปฏิบัติหน้าที่ และยังอธิบายอีกด้วยว่า “ไม่มีผู้บังคับบัญชาคนไหนจะพูดเพราะ หรือพูดจาสุภาพกับคุณ เมื่อเวลาที่เขาสั่งให้คุณออกไปรบกับข้าศึก”


ภาพยนตร์เรื่อง แพตตั้น รับบทนายพลแพตตั้นโดย จอร์จ ซี สก็อต ที่มาของภาพ

อดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน เคยสนใจรับบทแสดงเป็นนายพลแพตตั้น
เมื่อมีข่าวแผนการสร้างภาพยนตร์เรื่อง แพตตั้น (Patton) โรนัลด์ เรแกน สนใจที่จะรับบทเป็นนายพลคนนี้ แต่โปรดิวเซอร์ไม่ได้เสนอบทบาทนี้ให้ เพราะมองว่าไม่ใช่นักแสดงเต็มตัวเหมือนในอดีตแล้ว
(อดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน เคยเป็นนักแสดงมาก่อน ก่อนผันตัวไปเล่นการเมือง และกลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา) ซึ่งตอนนั้น เรแกนหันเหชีวิตเข้าสู่การเป็นนักการเมืองอย่างเต็มตัว เมื่อภาพยนตร์ถูกสร้างและเข้าฉาย เรแกนดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เขาหลงรักภาพยนตร์เรื่องนี้ทันที และกล่าวชื่นชมจอร์จ ซี สก็อต ผู้รับบทเป็นนายพลแพตตั้นว่า แสดงได้อย่าง
ยอดเยี่ยมสมบทบาทมากๆ

แพตตั้นไม่ได้ตบทหารแค่คนเดียว
มีทหารที่ถูกนายพลคนนี้ตบถึงสองคนด้วยเหตุผลเดียวกัน ครั้งแรก เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 1943 คนแรกคือ พลทหารชาร์ล เอช คูฮล์ ในโรงพยาบาลสนามที่นิโคเซีย ในยุทธภูมิซิซิลี ภายหลังจากที่เขาป่วย และพักรักษาตัวจนหายแล้ว แต่ไม่ยอมกลับไปประจำหน้าที่ของตนเอง เขาทั้งตบและด่าพลทหารคนนี้อย่างไม่สนใจสิ่งใด อีกครั้งหนึ่งใน วันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1943 พลทหารพอล จีเบอร์เน็ท ก็ถูกตบและถูกด่าจากนายพลจอมมุทะลุคนนี้เช่นกัน การกระทำของเขาครั้งนี้ ถูกรายงานให้พลเอกดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวเออร์ ผู้บัญชาของนายพลแพตตั้นได้รับทราบ เขาออกคำสั่งให้แพตตั้นกล่าวขอโทษต่อทหารที่เขาได้กระทำรุนแรงครั้งนี้ แพตตั้นต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เขากล่าวคำขอโทษต่อทหารทั้งสองนาย พร้อมกับขอโทษหมอและพยาบาลในโรงพยาบาลสนามทุกคน ที่เป็นประจักษ์พยานกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/George_S._Patton
Website : http://www.wearethemighty.com/articles/9-things-you-didnt-know-about-general-george-s-patton
Website : http://www.history.com/news/10-things-you-may-not-know-about-george-patton
Website : http://www.businessinsider.com/11-quotes-that-show-the-great-leadership-of-general-george-patton-2015-11/
Website : http://www.neatorama.com/2014/12/22/20-Facts-You-Might-Not-Know-about-Patton-Both-the-Man-and-the-Movie/