Oriental World

หูฟง: จากกวีผู้กล้าสู่คนบ้าที่กลัวกระทั่งส้ม

ชื่อของหูฟง อาจไม่ค่อยคุ้นหูนักอ่านชาวไทย แต่สำหรับชาวจีนแล้ว ครั้งหนึ่งชื่อนี้ไม่ต่างจากเชื้อโรคร้ายที่ต้องกำจัดออกจากสังคมจีน ใครเลยจะคิดว่า แค่กวีนักเขียนตัวคนเดียว เหมาเจ๋อตงผู้ยิ่งยงจะลงทุนออกนโยบายมาปราบปราม หูฟง โดยเฉพาะ แต่ก่อนที่เขาจะกลายเป็นตัวร้ายที่น่ารังเกียจ เขาเคยเป็นกวีผู้มีอุดมการณ์แรงกล้าในการใช้วรรณกรรมนำพาประเทศจีนไปสู่การปลดปล่อย


หูฟงและภรรยา ที่มาของภาพ 

หูฟง 胡风 (1902 - 1985) พื้นเพเป็นคนหูเป่ย มีโอกาสได้ไปศึกษาต่อด้านวรรณคดีที่ญี่ปุ่น ต่อมาได้กลับมาเข้าร่วมกับกลุ่มสมาคมนักเขียนฝ่ายซ้ายที่เซี่ยงไฮ้ ที่นี่เองที่เขาได้รู้จักใกล้ชิดจนเป็นลูกศิษย์ลูกหานักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ หลู่ซิ่น หูฟงนั้นเป็นผู้ร่วมก่อตั้งนิตยสารทางวรรณกรรมที่มีบทบาทในการนำความคิดของยุคสมัยในยุคต่อต้านญี่ปุ่น อย่างนิตยสาร (เดือนเจ็ด 七月) และ (ความหวัง 希望) ตัวของหูฟงนั้น แม้จะสมาทานอุดมการณ์มาร์กซิสต์แต่ในเรื่องของศิลปะและวรรณกรรม เขาเห็นต่างจากเหมาเจ๋อตง
โดยสิ้นเชิง และเรื่องนี้เองที่เป็นชนวนทำให้ชีวิตเขาพบกับชะตากรรมอันทุกข์ทรมานจนวันตาย!

ค.ศ. 1942 ที่เหยียนอาน เหมาเจ๋อตงกล่าวปราศรัยว่าด้วยวรรณกรรมและศิลปะ
โดยเหมาประกาศกร้าวว่า...

“ไม่มีศิลปะเพื่อศิลปะ ไม่มีศิลปะที่ลอยตัวอยู่เหนือชนชั้น ไม่มีศิลปะที่ตีตนออกห่างหรือเป็นอิสระจากการเมือง...ศิลปะนั้นต้องรับใช้พรรค”

สำหรับหูฟง คำปราศัยนี้ถือเป็นการทำลายวงการวรรณกรรมและศิลปะอย่างเลวร้าย เขาวิพากษ์คำปราศัยนี้อย่างเปิดเผย หูฟงเชื่อว่า พลังสร้างสรรค์ทางศิลปะไม่ว่าภาพวาดหรืองานเขียน ผู้ผลิตต้องมีอิสระ หูฟงเชื่อใน อัตวิสัยนิยม (subjectivisim) เขาแค่เรียกร้องขออิสรภาพในการแสดงออกที่ไม่ถูกพรรคมากำหนด งานวรรณกรรมต้องไม่ใช่แค่พร่ำพรรณาแต่เรื่องของ กรรมาชน คนทำนา หรือ ทหารปลดแอก ชีวิตผู้คนนอกเหนือจากนี้ก็เป็นชีวิตที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

ทัศนคติแบบนี้ของหูฟง สร้างความไม่พอใจในหมู่วงการวรรณกรรมซ้ายจัดเป็นอย่างมาก และแน่นอน เหมาเจ๋อตงก็มองเขาเป็นศัตรู ในยุคที่จีนใหม่กำลังสร้างชาติ ไม่มีพื้นที่ให้คนคิดนอกเหนือกรอบที่ขีดไว้ให้ “ซาร์แห่งวัฒนธรรม” โจวหยาง 周扬 นักวิชาการด้านวรรณคดี คนโปรดของประธานเหมาเจ๋อตง ชิงชังหูฟงเป็นอย่างมาก และกีดกันเขาในตำแหน่งแห่งที่ทางการเมืองทุกทาง

แต่ในเวลานั้น หูฟง ศิษย์หลู่ซิ่น กวีอุดมการณ์ มีลูกศิษย์ลูกหานับหน้าถือตาอยู่จำนวนหนึ่ง จึงกำจัดหูฟงได้ไม่ถนัดนัก


โปสเตอร์ต่อต้านหูฟงและพวก เมื่อปี 1955 ที่มาของภาพ

จนกระทั่งโอกาสก็มาถึง!!!

ค.ศ. 1955 หูฟงเขียนบทความ “รายงานสถานการณ์จริงของวงการศิลปะและวรรณกรรมหลัง
ยุคปลดปล่อย” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “รายงานสามแสนคำ 三十万言书” เสนอต่อพรรค

รายงานฉบับนี้เองที่กลายเป็นสิ่งที่ทำลายชีวิตของเขา...
ในปีเดียวกันนั้นเอง เหมาเจ๋อตงออกคำสั่งกวาดล้าง หูฟงและพวกรวม 92 คน ในฐานะพวกปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ กลางดึกวันหนึ่ง หูฟงและภรรยาถูกนำตัวออกจากบ้านในขณะลูกที่ยังเล็กทั้งสามคนกำลังหลับสนิท จากวันนั้น หูฟงถูกจองจำไปอีกสิบปี เหมยจื้อ 梅志 ภรรยาของหูฟงถูกขังอยู่ 70 เดือน

ปี 1965 หูฟงถูกปล่อยตัวชั่วคราว กลับมาให้ภริยาดูแล แต่แล้วในปี 1967 เมื่อกระแสคลื่นคลั่งเหมา ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม เชี่ยวกราก คนที่ถูกตราหน้าว่าเป็น”ขวา” เป็น “ปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติ” อย่างหูฟงย่อมหนีไม่พ้นความโหดร้ายของลัทธิคลั่งเหมา เขาถูกจับไปประจาน ทุบตี แล้วโยนเข้าคุกอีกครั้ง จนห้าปีต่อมาเขาจึงได้รับอิสระ

แต่ถึงตอนนั้น หูฟง ไม่ใช่ หูฟง คนเดิมอีกแล้ว
ไม่ใช่หูฟงที่ยืนกรานในสิทธิและเสรีภาพทางการแสดงออกของปัจเจกชน
ไม่ใช่หูฟง กวีกล้าผู้สง่างามอีกต่อไป
เขากลายเป็นชายชราขี้คุกที่ป่วยทางจิต!!!


หูฟง และ เหมา คู่อริทางอุดมการณ์ ที่มาของภาพ 

เพราะการถูกทรมานทั้งร่างกายและจิตใจมานานนับสิบปี ทำให้หูฟงนั้นแตกสลายไปทั้งตัวและสติสัมปชัญญะ เขากลายเป็นคนหวาดระแวงไปทุกอย่าง กลัวแม้กระทั่งส้มที่มีคนปอกให้กิน พอคนยื่นส้มให้ เขาจะปัดป่ายปฏิเสธเขาว่า

“ถ้ากินมัน เดี๋ยวมันจะกล่าวหาผม”
เวลาดึก จู่ๆ เขาก็จะลุกขึ้นมายืนระวังตรง บางทีก็พึมพำว่าตัวเองเป็นฆาตกร เป็นอ้ายทรยศ เป็นสปาย
บางทีเหมยจื้อจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึกเห็นหูฟงยืนถือมีดทำครัวยืนอยู่ตรงหน้า เขาว่ากำลังปกป้องประธานเหมา

แต่ไม่ว่าหูฟงจะเพี้ยนไปขนาดไหน เหมยจื้อผู้ภรรยาก็ไม่เคยผิดเพี้ยนไปจากเขา เธออยู่เคียงข้างชายผู้เป็นที่รักตลอดเวลา จนกระทั่งเมื่อความตายมาพรากทั้งคู่ออกจากกันในที่สุด

ค.ศ. 1985 หูฟงเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง

ค.ศ. 2004 เหมยจื้อก็จากโลกนี้ไป

ถึงวันนี้ สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกยังไม่เกิดขึ้นแบบสมบูรณ์แบบบนแผ่นดินจีน แต่ชีวิตของหูฟงก็ได้เป็นผู้เริ่มในการเรียกร้องสิ่งนี้ให้แล้ว

เสรีภาพ ไม่เคยได้มาโดยง่ายดายเลยจริงๆ

ปล. ตัวโจวหยาง ซาร์วัฒนธรรมเองนั้น ในช่วงปลายของยุคปฏิวัติวัฒนธรรมก็ตกกระป๋อง และกลายเป็นเป้าโจมตีของพวกปฏิวัติวัฒนธรรม จนสุดท้ายก็ถูกโยนเข้าคุกเช่นกัน ต่อเมื่อพ้นคุกออกมาได้ โจวหยางเริ่มสำนึกผิดในสิ่งที่ตนทำไป งานในยุคหลังของเขาจึงเรียกร้องในเรื่องของมนุษยธรรมมากขึ้น