Oriental World

เหนือกว่าสปาร์ตัน 300 นักรบหญิงแห่งฮอนโดะ

ศึกที่ใช้กำลังคนน้อยเข้าปะทะกับกำลังคนมาก จนสร้างชื่อเสียง ทำให้ผู้คนตราตรึงในความกล้าหาญนั้น
มีอยู่หลายครั้งในประวัติศาสตร์ของแทบทุกชนชาติทั่วโลก ในญี่ปุ่นเองก็มีวีรกรรมของนักรบหญิง 300 คน
ผู้ยอมพลีชีพสู้ตายเพื่อปกป้องปราสาทฮอนโดะจากข้าศึกที่มีกำลังพลนับหมื่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในการปราบกบฏที่ชิมาบาระ

ในสมัยของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ได้มีคำสั่งกวาดล้างผู้นับถือศาสนาคริสต์ด้วยความรุนแรงไปทั่วประเทศ
หนึ่งในเหตุการณ์ใหญ่ที่สุดก็คือ กบฏที่ชิมาบาระ นำโดยซามูไรหนุ่มชาวคริสต์ที่ได้อ้างว่า ตนคือบุตรของพระเจ้า นามว่า อามาคุสะ ชิโร่ โยชิซาดะ เขาได้ปลุกระดมสานุศิษย์และผู้ศรัทธาได้หลายหมื่นคน นี่จึงเป็นที่มาของกบฏที่ชิมาบาระ ซึ่งได้ลุกฮือขึ้นยึดปราสาทที่ชิกิและฮอนโดะไว้


ที่มาของภาพ

เมื่อฮิเดโยชิทราบข่าวก็โกรธมาก ซึ่งที่จริงเขามีนโยบายจะกวาดล้างชาวคริสต์ในประเทศที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นอยู่แล้ว จึงได้สั่งการให้สองขุนพลชื่อดังคือ โคนิชิ ยูคินากะ และ คาโต้ คิโยมาสะ บุกโจมตีปราสาทที่ชิกิและฮอนโดะเพื่อชิงกลับคืนมา

ในศึกที่ปราสาทฮอนโดะ พวกผู้ชายได้ออกไปต่อสู้จนล้มตายไปเป็นจำนวนมาก เหลือเพียงพวกเด็ก ผู้หญิง และคนชรารวมกันอยู่ในปราสาท ซึ่งตัวปราสาทเองก็โดนปิดกั้นไว้หมดทั้งเส้นทางขนส่งเสบียง ดังนั้นเพื่อที่จะหาทางรอด พวกคนในปราสาทจึงต้องหาทางตีฝ่าแนวปิดล้อมแล้วเปิดทางขนส่งเสบียงเข้ามา แต่
ทหารฮิเดโยชิก็ปิดล้อมไว้ทุกทาง แล้วยังมีคำสั่งให้สังหารผู้ที่ต่อต้านได้เลยทันที

บรรดาผู้หญิงและคนชราส่วนใหญ่ในปราสาทตัดสินใจที่จะสู้ตาย พวกเธอเหล่านี้ยังมีฐานะไม่ธรรมดา เพราะส่วนใหญ่เป็นภรรยาหรือทายาทของพวกซามูไรและทหารในปราสาทฮอนโดะมาแต่เดิม ไม่ได้เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดาไปทั้งหมด เนื่องจากสามี ลูกๆ ญาติพี่น้องของพวกเธอได้ออกไปสละชีพกันเกือบทั้งหมดแล้ว ทำให้พวกเธอในปราสาทจึงตัดสินใจที่จะไม่ยอมจำนนให้กับแม่ทัพของฮิเดโยชิ ซึ่งนี่ก็นำไปสู่การก่อกบฏของชาวคริสต์ที่รุนแรงที่สุดในสมัยของฮิเดโยชิ ทำให้บรรดานายทหารที่เข้าปราบปรามครั้งนี้ต้องจดจำไปอีกนาน


ที่มาของภาพ Stephen Turnbull (2010). Samurai Women 1184-1877. Osprey Publishing.

แต่เนื่องจากสามีของพวกเธอได้ทำศึกจนเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บสาหัสกันแทบทั้งหมด พวกเธอทั้ง
300 คนจึงตัดสินใจตัดผมและสละกิโมโนทิ้งลงทะเล เพื่อให้สามารถเคลื่อนไหวได้เต็มที่ ทั้งยังเลื่อยไม้ในป่ารอบปราสาทเพื่อนำมาทำเป็นอาวุธ

ใน ค.ศ. 1590 หลังจากถูกบุกโจมตีอยู่นาน จนปราสาทใกล้ถูกตีแตก พวกผู้หญิงราว 300 คนก็ร่วมกันบุกโจมตีโต้กลับทันที เนื่องจากทัพของคิโยมาสะไม่ทันตั้งตัวรับมือจึงตกอยู่ในความระส่ำระสาย แม้ว่าทัพของเขาจะเป็นนักรบฝีมือดี แต่ก็ถูกพวกผู้หญิงต่อสู้จนสังหารไปได้จำนวนมาก

แต่สุดท้ายแล้ว พวกนักรบหญิงเหล่านั้นก็โดนสังหารจนเกือบทั้งหมด ซึ่งกว่าทหารของคิโยมาสะจะได้รู้ว่าพวกข้าศึกแท้จริงแล้วเป็นผู้หญิงก็สายเกินไป เนื่องจากพวกเธอตัดผมบ้างก็รวบมัดผมแล้วตัดกิโมโนออกจนทหารของคิโยมาสะคิดว่าเป็นผู้ชาย

หลังจากสยบความวุ่นวายได้ ในบันทึกของคิโยมาสะได้กล่าวว่า จากบรรดาทั้งหมดราว 300 คน เหลือนักรบหญิงที่รอดชีวิตมาเพียงสองคนเท่านั้น คิโยมาสะจึงได้สรรเสริญพวกเธอทั้ง 300 คนว่า มีความกล้าหาญเหนือกว่าเหล่าซามูไรที่เขาเคยเผชิญมาเสียอีก ซึ่งปัจจุบัน ปราสาทฮอนโดะก็กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับผู้สนใจยุคเซ็นโกคุและเหตุการณ์ในกบฏที่ชิมาบาระ แม้ว่าที่นี่จะไม่ได้เป็นใจกลางสำคัญของการก่อกบฏ แต่วีรกรรมของพวกผู้หญิงแห่งฮอนโดะ ก็ยังคงได้รับการสรรเสริญมาถึงวันนี้


ภาพ อามาคุสะ ชิโร่ ต้นเหตุของการก่อกบฏที่ชิมาบาระ ที่มาของภาพ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Books
Stephen Turnbull (2010). Samurai Women 1184-1877. Osprey Publishing.
Website
https://en.wikipedia.org/wiki/Onna-bugeisha
http://web.newworldencyclopedia.org/entry/Shimabara_Rebellion