World Clvilization

ตามหานครสาบสูญในอาณาจักรมายา

อารยธรรมมายาเต็มไปด้วยความลี้ลับที่ยากจะเข้าใจ ด้วยบรรยากาศของตัวอารยธรรมเองที่ออกแนวป่าทึบห่อหุ้มมหานคร จึงไม่แปลกแต่อย่างใดที่มันจะซุกซ่อนนครสาบสูญที่นักวิชาการไม่รู้จักเอาไว้ด้วยเช่นกัน จากการตรวจสอบโบราณวัตถุส่วนหนึ่งในช่วงทศวรรษที่ 1960s พบว่า บรรดารูปปั้น รูปแกะสลัก และ
แผ่นหินที่เต็มไปด้วยจารึกอักขระภาษามายาโบราณล้วนถูกปล้นมาจากนครลึกลับบางแห่ง เพื่อนำมาขายทอดตลาดให้กับร้านค้างานศิลปะและพิพิธภัณฑ์ โดยที่นักวิชาการเองยังไม่สามารถระบุได้ว่า พวกมันถูกปล้นมาจากนครแห่งใดกันแน่ และเมื่อพิจารณาจากโบราณวัตถุที่ค้นพบแล้วก็ต้องบอกว่า นครที่เป็นเจ้าของผลงานศิลปะเหล่านี้จะต้องยิ่งใหญ่และไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียว ดังนั้นพวกเขาจึงได้ตั้งชื่อให้กับนครสาบสูญที่ยังไม่เป็นที่รู้จักแห่งนี้ว่า “นครคิว” (Site Q) ตามภาษาสเปนจากคำว่า “que” ที่แปลว่า
“ส่วนไหน” (which) นั่นหมายความว่า เราค้นพบเบาะแสการมีตัวตนอยู่จริงของนครที่สาบสูญในผืนป่าของ
ชาวมายาเข้าให้แล้ว เพียงแค่ว่ามันอยู่ส่วนไหนของผืนป่าอันกว้างใหญ่ผืนนี้กันล่ะนี่?

หนึ่งในแผ่นศิลาที่นักโบราณคดีค้นพบจากนครคิว ที่มาของภาพ

จากแผ่นศิลาจารึกมากมายร่วม 30 ชิ้น ที่ถูกปล้นมาจาก “นครคิว” ทำให้นักโบราณคดีได้พบเบาะแสใหม่ ด้วยพวกเขาพบสัญลักษณ์ที่แสดงชื่อเมืองของ “นครคิว” ที่เหมือนและตรงกันบนศิลาหลายๆ แผ่นที่คาดว่า ถูกปล้นมาจากแหล่งเดียวกัน นักวิชาการด้านอารยธรรมมายาเรียกสัญลักษณ์เหล่านี้ว่า “อักขระสัญลักษณ์” (Emblem Glyph) ซึ่งมักจะปรากฏหลังพระนามของกษัตริย์มายาอยู่เสมอ นั่นหมายความว่า ถ้าเราพบอักขระสัญลักษณ์ของนครคิว นั่นย่อมแสดงว่า เราพบพระนามของกษัตริย์ที่ปกครองนครแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

อักขระสัญลักษณ์ของนครคิวมีรูปร่างลักษณะคล้ายงู หรือที่เรียกตามภาษามายาโบราณว่า “คัน” (Kan) บรรดานักวิชาการผู้เชี่ยวชาญก็พากันพลิกตำรามือเป็นระวิง เพื่อหาว่าเจ้าอักขระสัญลักษณ์รูปงูเช่นนี้ไปเหมือนหรือสอดคล้องกับรูปอักขระสัญลักษณ์ของนครใดในอาณาจักรมายาบ้างหรือไม่ ซึ่งถ้าไปสอดคล้องก็อาจจะช่วยตีวงการค้นหาเจ้านครนครคิวแห่งนี้ได้แคบลงมาอีก


คาลัคมุล คือ นครของชาวมายาโบราณกลางป่าเขียวชอุ่ม ทว่า นครแห่งนี้ไม่ใช่นครคิวที่เราตามหา ที่มาของภาพ

หลังจากพลิกตำราอยู่ร่วม 20 ปี นักวิชาการส่วนหนึ่งก็ลงความเห็นว่า นครคิวหรือนครสาบสูญที่เรากำลังตามหากันอยู่นี้ มีอักขระสัญลักษณ์คล้ายคลึงกับอักขระสัญลักษณ์ของนครคาลัคมุล (Calakmul) เมืองที่ปกคลุมไปด้วยผืนป่าลึกสีเขียวเข้ม ซ่อนเร้นเหล่าอนุสาวรีย์ต่างๆ เอาไว้ถึง 117 แห่ง และด้วยความที่นครแห่งนี้อยู่ท่ามกลางป่าทึบทางตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก จึงทำให้ได้รับการขนานนามว่า “อาณาจักรแห่งอสรพิษ” (Kingdom of the Snake) ซึ่งก็สอดคล้องกับภาพอักขระสัญลักษณ์รูปงูของนครคาลัคมุลที่
ชาวมายาโบราณแสดงเอาไว้ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

คาลัคมุลเป็นนครที่ยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองอยู่ในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 และ 7 โดยในช่วงปี ค.ศ. 562 เคยทำสงครามครั้งสำคัญกับกษัตริย์แห่งนครติกัล (Tikal) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้อีกด้วย แต่ดูเหมือนว่าบรรดาศิลาต่างๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ใน “อาณาจักรแห่งอสรพิษ” แห่งนี้จะผุกร่อนไปมากจากกาลเวลา และน้ำฝนที่ตกลงมาชะล้างสิ่งต่างๆ บนผืนดินของนครแห่งนี้มายาวนานเกือบ 1,500 ปี เมื่อพิจารณาศิลาจากนครคิวแล้ว
ถึงแม้ว่าจะมีอักขระสัญลักษณ์ที่เป็นรูปงูเหมือนกัน แต่รูปแบบของศิลปะที่ปรากฏบนโบราณวัตถุต่างๆ ของนครคิวนั้นไม่เหมือนกับศิลปะที่ปรากฏบนโบราณวัตถุและโบราณสถานของคาลัคมุลเสียเลยทีเดียว
นั่นหมายความว่า นครคาลัคมุลไม่น่าจะใช่นครคิวที่เรากำลังตามหาเสียแล้ว



แผนผังของนครลา-โคโรนา หลังการขุดค้น แสดงให้เห็นวิหารและกลุ่มอาคารซ่อนตัวอยู่เป็นจำนวนมาก ที่มาของภาพ

การค้นหานครลึกลับแห่งนี้ได้ดำเนินต่อไปจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1996 เมื่อดาวเทียมขององค์การนาซา (NASA) ที่กำลังทำการตรวจสอบพื้นที่ป่าในบริเวณอาณาจักรมายา เพื่อค้นหาเส้นทางถนนในสมัยโบราณได้พบกับสิ่งผิดปกติบางอย่างบริเวณทะเลสาบในประเทศกัวเตมาลา จากการลงพื้นที่ทำให้พวกเขาได้พบกับท่าเรือแคนูและจารึกอักขระภาษามายาโบราณอีกจำนวนหนึ่ง นักโบราณคดีที่ทำการศึกษาพื้นที่บริเวณนี้ ได้พบกับวิหาร 5 แห่งที่เรียงตัวเป็นแถวยาวมองดูคล้ายมงกุฎ จึงเป็นเหตุให้เรียกขานนครแห่งนี้ว่า
“ลา-โคโรนา” (La-Corona) ซึ่งเป็นภาษาสเปนที่หมายถึง “มงกุฎ” (Crown) นั่นเอง

ภายในนครลา-โคโรนา นักโบราณคดีค้นพบลานกว้างสำหรับประกอบพิธีขนาดใหญ่ประมาณครึ่งสนามฟุตบอล พร้อมทั้งวิหารอีก 2 หลัง และซากนครบริวาร (Acropolis) อีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ถูกแตะต้องมาเป็นระยะเวลานาน และด้วยว่าบรรดาศิลาจารึกที่บันทึกด้วยภาษามายาโบราณในนครลา-โคโรนา ค่อยๆ
ถูกขุดค้นและเปิดเผยตัวตนออกสู่สายตาของนักโบราณคดีมากยิ่งขึ้น ยิ่งค้นก็ยิ่งพบ โดยเฉพาะแผ่นหินปูนขนาด 90 x 45 เซนติเมตร ที่จารึกอักขระภาษามายาโบราณเอาไว้ร่วม 140 ภาพ ก็ได้กลายมาเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยอธิบายว่า แท้ที่จริงแล้ว “นครคิว” ตั้งอยู่ที่ใดกันแน่


จารึกภาพกษัตริย์ “ชัค อัคอัช ยุค” จากนครลา-โคโรนาอยู่ในท่วงท่าของการล้มตัวลงไปกระแทกลูกบอล ที่มาของภาพ

เดวิด สจวร์ต (David Stuart) สามารถระบุพระนามของกษัตริย์ที่ปรากฏบนศิลาจากนครลา-โคโรนาได้ว่า “ชัค อัคอัช ยุค” (Chak Ak’ach Yuk) สื่อความหมายถึง “ไก่งวงผู้ยิ่งใหญ่” (Great Turkey) ซึ่งพระองค์กำลังเข้าร่วมพระราชพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่จัดขึ้นโดยกษัตริย์จากนครคาลัคมุล และเมื่อกลับมาวิเคราะห์โบราณวัตถุรูปกษัตริย์ชาวมายากำลังใช้สะโพกกระแทกบอลที่ค้นพบจากนคร “นครคิว” ซึ่งถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ก็พบว่า มีอักขระภาษามายาโบราณจารึกพระนามของกษัตริย์นักกีฬาพระองค์นี้ว่า
“ชัค อัคอัช ยุค” เช่นกัน การที่กษัตริย์พระองค์เดียวกัน ไปปรากฏทั้งบนศิลาจากนครลา-โคโรนา และศิลาในพิพิธภัณฑ์ย่อมเป็นหลักฐานที่ชี้ชัดได้เป็นอย่างดีเลยว่า “ลา-โคโรนา” คือ “นครคิว” นั่นเอง

นอกจากนั้นจากการตรวจสอบหลักฐานจากชิ้นส่วนหินที่ใช้สลักจารึกต่างๆ ของศิลาจากนครคิวที่ปรากฏในพิพิธภัณฑ์ก็พบว่า มีแหล่งหินร่วมกันที่นครลา-โคโรนาแห่งนี้เสียด้วย ดังนั้น เมื่อสามารถตรวจสอบหลักฐานจากหลายๆ แหล่งข้อมูลจนแน่ใจแล้วว่า ลา-โคโรนา คือนครนครคิวเป็นแน่แท้ ในปี ค.ศ. 2005 จึงมีการประกาศข่าวการค้นพบนครลับที่สาบสูญของชาวมายาโบราณอย่างเป็นทางการขึ้น ถือได้ว่า
นครลา-โคโรนาแห่งนี้เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะมาเติมประวัติศาสตร์ส่วนที่หายไปของอารยธรรมมายาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยความร่วมมือกันระหว่างนักโบราณคดีหลายฝ่าย ในที่สุดนครสาบสูญอย่าง “นครคิว”ที่เคยเป็นปริศนาอยู่ร่วม 45 ปี ก็สามารถฟื้นคืนชีพขึ้นมาโลดแล่นในหน้าประวัติศาสตร์ของอารยธรรมมายาได้อีกครั้งอย่างเต็มภาคภูมิ


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
หนังสือ: The Seventy Great Mysteries of the Ancient World บทความ Lost City of the Maya: The Hunt for Site Q โดย Simon Martin
Website: https://archive.archaeology.org/online/news/la.corona.html
Website: http://www.mesoweb.com/encyc/index.asp?passcall=sitenosearch&passWord=Q&passwordAND=Site
Website: https://decipherment.wordpress.com/tag/site-q
Website: http://news.nationalgeographic.com/news/2005/09/
0929_050929_maya_siteq.html