Art World

พบงานศิลปะกรีกชั้นยอดในสุสานนักรบกรีก

งานแกะสลักซับซ้อนบนหินโมราขนาดเล็กทำให้นักวิชาการต้องเปลี่ยนความคิดเรื่องความสามารถในการสร้างงานศิลปะของชาวกรีก

นักโบราณคดีค้นพบสุสานสภาพสมบูรณ์ของนักรบ หรือนักบวชชาวไมซีเนียนคนสำคัญที่ต่อมาเรียกกันว่า “นักรบกริฟฟิน” ในสวนมะกอกใกล้เมืองไพลอส (Pylos) ประเทศกรีซ มาตั้งแต่ปี 2015 ต่อมา กำหนดอายุสุสานแห่งนี้ประมาณปี 1450 ก่อนคริสต์ศักราช


เมืองไพลอสตั้งอยู่บนคาบสมุทรเพโลโพนเนสในประเทศกรีซ ที่มาของภาพ


ตราประทับทองคำสลักเป็นรูปกริฟฟิน (สัตว์ในตำนาน ครึ่งนกครึ่งสิงโต) กางปีก พบในสุสานโบราณที่เมืองไพลอส อันเป็นที่มาของชื่อ “สุสานนักรบกริฟฟิน” การปรากฏตรารูปกริฟฟินนี้แสดงว่า สุสานแห่งนี้เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญ ธรรมเนียมนี้พบทั่วไปในวัฒนธรรมมิโนอันบนเกราะครีต ที่มาของภาพ


หินโมราที่เป็นส่วนหนึ่งของศิลาผนึกที่พบในสุสานนักรบกริฟฟิน ที่มาของภาพ

การค้นพบครั้งนี้ได้รับความสนใจมาก เนื่องจากมีการค้นพบถ้วยทองคำและถ้วยเงิน หวีงาช้าง คันฉ่องสัมฤทธิ์ แหวน (สำหรับประทับตรา) ทองคำ อาวุธ และชุดเกราะ ตลอดจนผนึกทองคำและอัญมณี 50 ชิ้น ที่มีภาพสลักอันซับซ้อน ล่าสุด มีรายงานข่าวว่า นักวิชาการวิเคราะห์ศิลาผนึก (sealsonte) ทำจากหินโมราหรือที่เรียกกันว่าหินอาเกต (agate) ชิ้นหนึ่งอย่างละเอียด พบว่าเป็นงานศิลปะชิ้นเยี่ยมของโลกโบราณที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ทว่างานศิลปะชิ้นนี้ต่างจากประติมากรรมของกรีก หรือภาพโมเสกของโรมัน เพราะเป็นการสลักลงบนหินที่มีความยาวน้อยกว่า 1.5 นิ้ว หรือขนาดเล็กพอ ๆ กับหัวแม่มือ การจะเห็นภาพที่สลักได้ก็ต้องใช้แว่นขยายเท่านั้น ภาพที่อยู่บนหินโมราชิ้นนี้เป็นภาพนักรบกำลังสังหารศัตรู 2 คน จึงเรียกกันว่า หินโมรายุทธแห่งไพลอส ( Pylos Combat Agate)


ภาพวาดเส้นดินสอที่เขียนขึ้นมาจากภาพที่ปรากฏบนหินโมรายุทธแห่งไพลอส ที่มาของภาพ

มัลคอล์ม เอช. ไวเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีแถบทะเลเอเจียนสมัยก่อนประวัติศาสตร์และคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ของพิพิธภัณฑ์มหานครนิวยอร์ก กล่าวว่า “ฉากการรบดังกล่าวสลักลงบนศิลาผนึกนี้ ซึ่งถือเป็นงานศิลปะชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของภูมิภาคแถบทะเลเอเจียน” เมื่อนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยซินซินแนติ
รัฐโอไฮโอ สหรัฐฯ พบหินดังกล่าวครั้งแรก มีเศษฝุ่นเศษดินเกาะเต็มไปหมด ไม่มีใครคิดว่า นี่คือสิ่งสำคัญเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเริ่มมีการทำความสะอาด และนำชั้นหินปูนที่เกาะหินดังกล่าวออกจึงเห็นภาพสลักที่วิจิตรซับซ้อนยิ่ง

“เมื่อเราเห็นภาพนั้นครั้งแรก” ชารอน สต็อกเกอร์ นักโบราณคดีและผู้ช่วยนักวิจัยกล่าว
“เรารู้สึกขนลุกมาจนเดี๋ยวนี้ และบางคนถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความปลื้มใจ”


สภาพศิลาผนึกเมื่อแรกพบ มีหินปูนและเศษดินเกาะอยู่เต็มไปหมด ที่มาของภาพ

หินดังกล่าวถูกสลักขึ้นด้วยวิธีใด ยังเป็นปริศนาอยู่ รายละเอียดบางอย่างของภาพมีขนาดเพียงครึ่งมิลลิเมตร ซึ่งมีเครื่องมือบางอย่างในการขยายภาพให้ช่างสลักทำงานได้ ทว่า ไม่เคยมีใครพบเครื่องมือดังกล่าวในโลกกรีกโบราณมาก่อน ศิลาผนึกได้รับการออกแบบให้ร้อยเข้าเป็นเส้น แล้วใช้ผูกประดับไว้ที่ข้อมือ
ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่านักรบในภาพก็สวมสร้อยข้อมือเช่นกัน ทั้งนี้ การใช้งานศิลาผนึกก็เหมือนกับการลงนาม หรือการประทับตราในปัจจุบัน หรือคล้ายกับการใช้หัวแหวนประทับในเอกสารสำคัญ ๆ ในอดีต ซึ่งผู้เป็นเจ้าของศิลาผนึกจะเก็บตราดังกล่าวไว้ใกล้ตัว มิให้ผู้อื่นนำไปใช้โดยพลการ


ลักษณะการใช้งานศิลาผนึกเมื่อประทับบนวัสดุเนื้ออ่อน (สมัยโบราณมักใช้ขี้ผึ้งหรือครั่ง) ก็จะเป็นตราซึ่งทำขึ้นโดยเฉพาะ คล้ายกับการประทับตราหัวแหวน หรือการประทับตราหน่วยงานห้างร้าน และการลงลายมือชื่อในปัจจุบัน ที่มาของภาพ

ส่วนเรื่องราวในภาพนั้น มีผู้สันนิษฐานว่าอาจมาจากเรื่องราวยุคต้น ๆ ของมหากาพย์อีเลียดและโอดิสซี ซึ่งนักวิชาการเห็นว่า อาจไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เพราะงานของโฮเมอร์ได้รับการบันทึกไว้เมื่อราวปี 700 ก่อนคริสต์ศักราช แต่ภาพที่ปรากฏบนหินดังกล่าว อาจมาจากนิทานพื้นบ้านที่สืบย้อนกลับไปได้ถึงช่วงเวลาที่นักรบกริฟฟินมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้ ทว่ายังไม่มีหลักฐานใดยืนยัน สิ่งที่นักวิชาการสนใจคือ สร้อยข้อมือชิ้นนี้เป็นหลักฐานที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างชาวไมซีเนียน (Mycenaeans) โบราณที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของคาบสมุทรเพโลโพนเนส (Peloponnese Peninsula) บนภาคพื้นทวีปของประเทศกรีซกับ
ชาวมิโนอัน (Minoans) ที่อาศัยอยู่บนเกาะครีต ซึ่งน่าจะเป็นผู้สร้างหินโมรายุทธแห่งไพลอสชิ้นนี้ขึ้นมา

ชาวมิโนอันก็ไม่ต่างจากผู้คนในโลกกรีกโบราณนัก นั่นคือ พวกเขาอยู่ห่างไกลจากวัฒนธรรมอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน และพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับศิลปะ สถาปัตยกรรม ศาสนา และความคิดต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อโลกกรีกทั้งหมด

เดิมนักโบราณคดีเชื่อว่า ชาวไมซีเนียนปล้นชาวมิโนอัน ซึมซับเอาวัฒนธรรมและความคิดต่าง ๆ ของ
ชาวมิโนอันมาเป็นของตนเอง แต่การพบหินโมราชิ้นนี้ อาจทำให้ข้อสรุปเช่นนั้นเปลี่ยนไปเป็นว่า อาจมีการแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกันระหว่างชาวไมซีเนียนกับชาวมิโนอัน ทำให้ต่อมาผู้คนจากแผ่นดินใหญ่ก็นับถือและยอมรับวัฒนธรรมของชาวเกาะครีต จนนำศิลปะและประติมากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับรูปเคารพไปใช้ ซึ่งในกรณีของหินโรมาชิ้นนี้จัดเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจทางการเมือง นั่นเอง

นอกจากนี้ หินโมราชิ้นนี้ยังแสดงความก้าวหน้าของชาวมิโนอันอีกด้วย “เป็นไปได้ว่า ชาวมิโนอันสร้างงานศิลปะในรูปแบบที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อนว่าจะทำขึ้นมาได้” แจ็ค เดวิส หัวหน้าภาควิชาโบราณคดี
มหาวิทยาลัยซินซินแนติ กล่าว “หินชิ้นนี้แสดงความสามารถและความสนใจที่แสดงออกมาในรูปของงานศิลปะ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวและกายวิภาคมนุษย์ ซึ่งต่างจากที่เคยคิดกันไว้มาก เมื่อเปรียบเทียบกับงานศิลปะชิ้นอื่น ๆ ที่เคยพบมา หินโมราชิ้นนี้ถือว่าอัศจรรย์ที่สุด”



รายละเอียดบนหินโมรายุทธแห่งไพลอส ซึ่งต้องใช้การขยายภาพด้วยแว่นขยาย หรือซูมของกล้องถ่ายภาพ จึงจะเห็นรายละเอียด ทำให้นักวิชาการประหลาดใจกับความสามารถของชาวกรีกในการผลิตงานศิลปะที่มีความละเอียดและซับซ้อนเช่นนี้ได้ ที่มาของภาพ

นักวิชาการกล่าวว่า ศิลปวัตถุอื่น ๆ ที่พบในสุสานแห่งนี้ ที่ทำทะเบียนแล้วมีกว่า 3,000 ชิ้น และมีอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้ทำความสะอาดและผ่านกระบวนการบูรณะ





(ภาพบน) แหวนทองคำที่หัวแหวนสลักเป็นรูปวัวตัวผู้ (ภาพล่าง) ศิลปวัตถุอีกจำนวนหนึ่งที่พบในสุสานนักรบกริฟฟิน
ที่มาของภาพ บน
ที่มาของภาพ ล่าง 


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
https://www.smithsonianmag.com/smart-news/masterpiece-greek-art-found-griffin-warrior-tomb-180967141/?utm_source=facebook.com&utm_medium=socialmedia
https://www.nytimes.com/2017/11/06/science/greece-griffin-warrior-archaeology-homer.html
https://news.nationalgeographic.com/2017/11/greek-sealstone-gemstone-combat-griffin-warrior-tomb-spd/?