World Clvilization

ค้นพบวิหารลับของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ในเมืองอบูเซียร์

อบูเซียร์ (Abusir) คือ นครสุสานที่เหล่าฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 5 ซึ่งครองราชย์อยู่ในช่วงราว 2,500 ปี
ก่อนคริสตกาลใช้เป็นสถานที่ตั้งพีระมิด แรกเริ่มเดิมทีเหล่าฟาโรห์ในราชอาณาจักรเก่าสร้างพีระมิดเอาไว้ที่
นครสุสานซัคคารา (Saqqara) พีระมิดที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ พีระมิดขั้นบันไดของฟาโรห์ดโจเซอร์ (Djoser) แห่งราชวงศ์ที่ 3 ออกแบบโดยสถาปนิกนามว่า อิมโฮเทป (Imhotep) ถือเป็นพีระมิดองค์แรกสุดของโลก ด้วยว่ามีอายุถึง 2,700 ปีก่อนคริสตกาล หลังจากนั้นเหล่าฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 4 นำโดย
คูฟู (Khufu) คาเฟร (Khafre) และเมนคาอูเร (Menkaure) ได้มาสร้างพีระมิดสามองค์เอาไว้ที่กิซ่า (Giza) เป็นที่โด่งดังจนได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกโบราณ แถมยังตั้งตระหง่าน
ท้าแดดท้าลมมาได้ถึงปัจจุบันอีกด้วย


วิวจากแหล่งขุดค้นวิหารของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ในเมืองอบูเซียร์ โดยมีพีระมิดของเหล่าฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 5 ทั้งสามองค์ตั้งเด่น
เป็นฉากหลัง ที่มาของภาพ


เหล่าฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 5 เปลี่ยนสถานที่สร้างสุสานจากกิซ่ามาเป็นอบูเซียร์ ซึ่งตั้งอยู่เหนือขึ้นมาจากนครสุสานซัคคาราเล็กน้อย โบราณสถานสำคัญที่สร้างเอาไว้ในเมืองนี้คือ “วิหารสุริยะ” (Sun Temple) ของฟาโรห์อูเซรคาฟ (Userkaf) ปฐมฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 5 แสดงให้เห็นว่าราชวงศ์นี้ให้ความเคารพบูชาสุริยเทพเป็นอย่างสูง นอกจากนั้นยังมีตำนานที่บ่งบอกว่าเหล่าฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 5 เป็นโอรสของนักบวชชั้นสูงแห่งเทพเจ้ารา (Ra) และนั่นช่วยอธิบายว่า เหตุใดการบูชาสุริยเทพราถึงได้ขึ้นถึงจุดสูงสุดในราชวงศ์ที่ 5 ด้วยเช่นกัน


ทางเข้าไปยังวิหารของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ที่เมืองอบูเซียร์ ปัจจุบันหลงเหลือเพียงแค่ฐานรากของอาคาร ที่มาของภาพ

ในปัจจุบันวิหารสุริยะที่ฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 5 สร้างเอาไว้ไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมอีกต่อไป โบราณสถานที่โดดเด่นของอบูเซียร์ทุกวันนี้มีเพียงพีระมิดสามองค์ที่เรียงตัวกันในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับพีระมิด
ทั้งสามองค์ที่กิซ่า ทว่าขนาดของพีระมิดแห่งอบูเซียร์ไม่สามารถเทียบชั้นมหาพีระมิดแห่งกิซ่าได้เลย พีระมิดทั้งสามองค์ที่อบูเซียร์ได้รับการรังสรรค์ขึ้นมาโดยฟาโรห์ซาฮูเร (Sahure) เนเฟอร์อิร์คาเร (Neferirkare) และนิอูเซอร์เร (Nuiserre) โดยที่พีระมิดองค์ใหญ่ที่สุดเป็นของฟาโรห์เนเฟอร์อิร์คาเร มีขนาดฐานกว้างยาวด้านละประมาณ 104 เมตร สูงราว 72 เมตรเท่านั้น ในขณะที่มหาพีระมิดของฟาโรห์คูฟูนั้นมีความสูงถึง 147 เมตร เรียกได้ว่าสูงกว่าพีระมิดของเนเฟอร์อิร์คาเรมากกว่าสองเท่าเสียอีก


บริเวณแหล่งขุดค้นวิหารของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ในอบูเซียร์ ตั้งอยู่ใกล้กับชุมชนสมัยใหม่ที่มาของภาพ

นอกจากพีระมิดของเหล่าฟาโรห์แห่งราชวงศ์ที่ 5 แล้ว บรรดาขุนนางและราชินีในราชวงศ์นี้ก็นิยมสร้างสุสานเอาไว้ใกล้ชิดกับองค์ฟาโรห์ในเมืองอบูเซียร์ด้วยเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นโบราณสถานส่วนใหญ่ที่ค้นพบในนครแห่งนี้ก็มักจะร่วมสมัยกับราชอาณาจักรเก่า ไม่ค่อยได้เห็นงานในยุคราชอาณาจักรอื่นมากนัก แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อกลางเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 ทีมนักอียิปต์วิทยาจากประเทศอียิปต์และสาธารณรัฐเช็กได้ค้นพบหลักฐานของเศษซากวิหารจากสมัยของฟาโรห์รามเสสที่ 2 (Ramses II) มหาราชผู้โด่งดัง นักอียิปต์วิทยาไม่เคยค้นพบหลักฐานของโบราณสถานที่รังสรรค์โดยฟาโรห์องค์นี้ในนครสุสานอบูเซียร์มาก่อนเลย นั่นหมายความว่า การค้นพบในครั้งนี้ เสมือนเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่เกี่ยวกับผลงานก่อสร้างของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ในพื้นที่ของนครเมมฟิส (Memphis) เลยทีเดียว ว่าแต่การค้นพบในครั้งนี้มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ถ้าดูจากตำแหน่งที่ตั้งของวิหารในปัจจุบัน จะพบว่า มันตั้งอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่างทะเลทรายอันเป็นที่ตั้งของนครสุสานกับชุมชนเมือง ตัววิหารมีขนาดประมาณ 32 x 52 ตารางเมตร ปูพื้นบางส่วนของวิหารด้วยอิฐสอโคลน (Mud-Brick) และมีหลักฐานของซุ้มประตูหรือที่เรียกกันว่า ไพลอน (Pylon) ปรากฏอยู่ด้วย ส่วนด้านหน้าของวิหารมีลานกว้างขนาดใหญ่ที่นำเข้าไปสู่ห้องโถงเสาที่เรียกว่า ไฮโปสไตล์ (Hypostyle Hall) นอกจากนั้นทีมสำรวจยังพบหลักฐานว่า เดิมทีอาคารเหล่านี้บางส่วนเคยทาสีฟ้าสดใสเอาไว้ด้วยเช่นกัน


คาร์ทูชสลักพระนามของฟาโรห์รามเสสที่ 2 ค้นพบบริเวณวิหารของพระองค์ในเมืองอบูเซียร์ ที่มาของภาพ

สำหรับส่วนด้านหลังของวิหารแห่งนี้มีรูปแบบที่ใกล้เคียงกับวิหารอื่นๆ ในสมัยราชอาณาจักรใหม่ ด้วยว่ามีหลักฐานของบันได หรืออาจจะเป็นทางลาดที่นำไปสู่ห้องบูชาชั้นในสุด ด้านหลังของวิหารมีห้องสามห้องวางตัวขนานกัน แต่โครงสร้างของวิหารส่วนใหญ่ยังคงจมอยู่ใต้ผืนทราย ทว่าเศษซากที่ปรากฏให้เห็นก็แสดงหลักฐานว่า ในอดีตมันเคยตกแต่งด้วยสีสันหลากหลายดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง ภาพสลักที่ยังคงหลงเหลือแสดงให้เห็นพระนามและตำแหน่งต่างๆ ของฟาโรห์รามเสสที่ 2 นอกจากนั้นยังมีพระนามของเทพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับดวงสุริยาอีกหลายองค์ทั้งเทพเจ้ารา อมุน (Amun) และเทพีนกแร้งเนคเบต (Nekhbet) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลัทธิการบูชาสุริยเทพที่เมืองอบูเซียร์นี้ไม่ได้รุ่งเรืองอยู่เพียงแค่ในสมัยราชอาณาจักรเก่าโดยเฉพาะราชวงศ์ที่ 5 เท่านั้น ทว่ายังคงได้รับการเคารพบูชาในฐานะนครศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยเทพต่อเนื่องยาวนานไปจนถึงสมัยราชอาณาจักรใหม่ในอีกหนึ่งพันปีให้หลังอีกด้วย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: http://english.ahram.org.eg/NewsContent/9/40/
278833/Heritage/Ancient-Egypt/Parts-of-a-Ramses-II-temple-uncovered-in-Gizas-Abu.aspx

Website: http://luxortimesmagazine.blogspot.com/
2017/10/czech-archaeologists-discover-ramses-ii.html

Website: http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-4985342/Lost-temple-Ramses-II-gives-insight-life-ruler.html
Website: https://www.archaeology.org/news/5989-171016-abusir-ramses-temple
Website: http://www.ancient-origins.net/news-history-archaeology/ruins-ramses-ii-temple-unearthed-gizas-abusir-008979