Oriental World

ซามูไรหญิงคนสุดท้าย นาคาโนะ ทาเคโกะ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยชินหรือได้ยินเรื่องของซามูไรคนสุดท้ายกันไม่น้อย โดยเฉพาะหลังจากภาพยนตร์ The Last Samurai ออกฉายเมื่อสิบกว่าปีก่อน รวมถึงซีรีย์เรื่อง Ryomaden และเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับยุคสมัยนั้น ก็มักอ้างอิงถึงเรื่องของซามูไรยุคสุดท้ายไว้มาก ตามการยกย่องของคนทั่วไปและนักวิชาการเอง
มักถือว่าซามูไรคนสุดท้ายก็คือ ไซโง ทากาโมริ หนึ่งในแกนนำฝ่ายปฏิรูปของซัตสึมะ

แต่ก็ยังมีเรื่องของ “ซามูไรหญิง” หรือที่เรียกว่า Onna-bugeisha เป็นกลุ่มนักรบหญิงที่เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยคามาคุระ และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีจำนวนมากที่สุดในช่วงสงครามระหว่างแคว้นในสมัยเซ็นโกคุ เนื่องจากในช่วงที่ผู้ชายต้องออกรบ บางครั้งผู้เป็นบิดา สามี หรือบุตรชาย อาจบาดเจ็บ
เสียชีวิต หรือสูญหายในสงครามอยู่บ่อยๆ หลายครั้งบรรดาผู้หญิงที่อยู่ด้านหลังจึงต้องออกมารับหน้าที่แทนเหล่าผู้ชาย เพราะไม่เช่นนั้นครอบครัวหรือตระกูลอาจล่มสลายได้ บทบาทของซามูไรหญิงในยุคสงคราม หรือการที่ผู้หญิงถือดาบ ถือทวน ฝึกยิงธนูเพื่อออกรบ เป็นเรื่องที่พบได้ไม่ยากในสมัยนั้น


ที่มาของภาพ

กระทั่งเมื่อเข้าสู่ยุคเอโดะ ภายใต้การปกครองของโทกุงาวะ บทบาทของพวกซามูไรหญิงจึงได้ลดน้อยลงจนแทบจะหายไปด้วย เพราะการปกครองในสมัยโทกุงาวะ ได้รับเอาปรัชญาในลัทธิหยูของขงจื่อเข้ามาผสมผสานในหลักบูชิโดของซามูไร ผู้หญิงมีหน้าที่ดูแลบ้านเรือนเป็นหลัก ผู้หญิงในตระกูลซามูไรเมื่อโตขึ้นก็ต้องแต่งงานออกไปนอกตระกูล บ้างก็เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูล อีกทั้งในสมัยเอโดะ บ้านเมืองมีความสงบภายในสูง ไม่มีสงครามระหว่างแคว้น จึงไม่จำเป็นที่ผู้หญิงต้องลุกขึ้นมาจับอาวุธ

แต่เมื่อเข้าสู่ยุคบาคุมัตสึหรือสมัยปฏิรูป บ้านเมืองเกิดความไม่แน่นอน การมาของชาวตะวันตกหลังจากประเทศปิดไปนานกว่า 250 ปี ทำให้ผู้คนตั้งคำถามมากมาย เกิดการลอบสังหารบุคคลสำคัญในรัฐบาล
ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน แคว้นหลายแห่งได้รับอนุญาตให้สะสมกำลังอาวุธได้อีกครั้ง หลังจากถูกห้ามมานานตั้งแต่ยุคสงครามจบลง กระแสรักชาติได้เกิดขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผู้คนหนุ่มสาวเริ่มรู้สึกว่าตนคือผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันและเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง บ้างก็ต้องการปกป้องญี่ปุ่นในแบบเก่าไว้ ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้หญิงบางส่วนที่เกิดและเติบโตในชนชั้นซามูไรเริ่มกลับมาจับอาวุธอีกครั้ง

ในบรรดาผู้หญิงเหล่านี้ มีหลายคนที่ได้สร้างวีกรรมอันห้าวหาญและน่าทึ่งเอาไว้ “นาคาโนะ ทาเคโกะ”
เป็นหนึ่งในวีรสตรีที่เรียกได้ว่า เป็น “ซามูไรหญิงคนสุดท้าย” ได้สร้างวีรกรรมในการต่อสู้เพื่อปกป้องมาตุภูมิของพวกนางไว้อย่างน่ายกย่องด้วย

นาคาโนะ ทาเคโกะ เกิดใน ค.ศ.1847 ตระกูลของเธอเป็นบริวารของตระกูลมัตสึไดระ ซึ่งเป็น
เจ้าแคว้นไอสึ ทาเคโกะในวัยเด็กมีนิสัยห้าวหาญไม่เหมือนเด็กผู้หญิงทั่วไป เธอจึงได้รับการฝึกฝนและขัดเกลาวิชาต่อสู้มาตั้งแต่เล็ก โดยมีอาจารย์คือ อาคาโอกะ ไดสุเกะ ซึ่งจัดเป็นยอดฝีมือและนักการทหารที่เก่งกล้าในยุคนั้น ทาเคโกะยังไม่เพียงเรียนรู้ด้านวิชาต่อสู้และการทหาร แต่ยังมีความเชี่ยวชาญในด้านศิลปะด้วย


ที่มาของภาพ

ส่วนสาเหตุหนึ่งที่เชื่อว่าอาจทำให้ทาเคโกะได้มีโอกาสฝึกฝนเช่นนี้ตั้งแต่เด็ก ทั้งที่เธอเป็นหญิง ซึ่งใน
ยุคเอโดะเวลานั้น บ้านเมืองไม่มีสงครามระหว่างแคว้นอีก ผู้หญิงจึงไม่ได้รับการฝึกฝนวิชาการทหารและวิชาอาวุธเหมือนในยุคมุโรมาจิ ในศตวรรษที่ 14-15 แล้ว แต่การที่ทาเคโกะได้มีโอกาสฝึกฝนเรื่องพวกนี้ อาจเป็นเพราะช่วงที่เธอถือกำเนิดมา สถานการณ์ในญี่ปุ่นกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การมาของเรือดำน้ำจากอเมริกาใน ค.ศ. 1853 เป็นสถานการณ์ที่ญี่ปุ่นไม่เคยเผชิญมาก่อนในรอบ 250 กว่าปี ภายใต้การปกครองของโทกุงาวะ เวลานั้นทาเคโกะอายุได้ประมาณ 6 ปีเท่านั้น

หลายตระกูลที่เป็นบริวารของโทกุงาวะและกลุ่มฮันต่างๆ ทั่วญี่ปุ่น เริ่มตื่นตัวกับการมาของเรือดำน้ำมาก กฎระเบียบแต่เดิมที่ห้ามมิให้แคว้นต่างๆ สะสมกำลังอาวุธก็ถูกยกเลิกไป หนึ่งในกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลที่สำคัญคือ ตระกูลมัตสึไดระผู้ครองไอสึก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้

แต่หลังจากเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงพลิกผันหลายครั้ง จนนำไปสู่การปฏิรูปการปกครองประเทศ ล้มล้างระบอบโชกุน ฝ่ายปฏิรูปได้ตั้งรัฐบาลใหม่ คืนอำนาจการปกครองให้องค์จักรพรรดิ ในขณะที่ขั้วอำนาจเก่าก็ยังคงไม่ยอมแพ้ นี่จึงเป็นที่มาของสงครามโบชิน แล้วก็นำไปสู่การบุกโจมตีที่ไอสึ เป็นหนึ่งในศึกสำคัญที่แสดงถึงการสู้ตายของฝ่ายที่นิยมโทกุงาวะในแผ่นดินใหญ่

มัตสึไดระ คาตาโมริ เป็นไดเมียวหนุ่มที่มีศักดินาและตำแหน่งสูงมากในรัฐบาล กลุ่มชินเซ็งงุมิที่เป็นตำรวจลับของรัฐบาลก็ถือเป็นบริวารของมัตสึไดระด้วย อีกทั้งในการศึกปราบกบฏโจชู ฝ่ายไอสึที่เป็นแนวหน้าของรัฐบาลบากุฝุก็มีเขาเป็นผู้นำทัพ ในศึกนั้นทัพไอสึได้มีการใช้ปืนไฟและปืนใหญ่รุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นจนถล่มพวกโจชูจนล้มตายเป็นจำนวนมาก เรื่องนี้สร้างรอยร้าวและความแค้นให้พวกโจชูกับไอสึชนิดที่อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ ต่อมาเมื่อพวกโจชูเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับซัตสึมะ แล้วได้กลายเป็นกองทัพที่ชูธงขององค์จักรพรรดิ จึงมีความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล หากแคว้นไอสึยังต่อต้านก็จะไม่ต่างอะไรจากกบฏ แต่หลังจากการประชุมเคร่งเครียดในปราสาท มัตสึไดระ คาตาโมริ ก็ตัดสินใจยืนหยัดสู้โดยไม่ยอมจำนน กระนั้นอาจกล่าวในภายหลังได้ว่า นี่อาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดก็เป็นได้ เพราะได้นำไปสู่ข้ออ้างที่ทำให้ทัพจักรพรรดิของพวกโจชูได้เคลื่อนทัพบุกโจมตีไอสึ ทำให้ชาวเมืองล้มตายไปจำนวนมาก

พวกชาวเมืองในไอสึส่วนใหญ่พากันมารวมตัวกันในปราสาท จัดตั้งเป็นกองทหาร แบ่งแยกตามระดับอายุ ส่วนเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี บรรดาผู้หญิงและคนแก่ที่อายุมากกว่า 60 ปี ส่วนหนึ่งต่างก็กลัวว่าพวกตนจะเป็นภาระ จึงได้ทำฮาราคีรีปลิดชีพตนเองไปไม่น้อย

สำหรับทาเคโกะนั้น ก่อนหน้านี้เธอได้รวบรวมผู้หญิงจำนวนหนึ่งมาฝึกอาวุธเตรียมพร้อมไว้แล้ว เมื่อสงครามมาถึง เธอจึงคิดจะตั้งหน่วยทหารหญิงเพื่อปกป้องปราสาท แต่พวกขุนนางอาวุโสไม่ยอมรับ
พวกผู้หญิง เธอกับน้องสาวคือ ยูกะ จึงได้ช่วยกันตั้งหน่วยรบของซามูไรแยกเป็นเอกเทศออกมาเอง เรียกว่า
“โจชิไต” เวลานั้นก็ไม่ได้การยอมรับอย่างเป็นทางการ แต่ภายหลัง การกระทำอันกล้าหาญไม่แพ้ชายชาตรีของพวกเธอก็ได้รับการยอมรับในที่สุด

นอกจากเพื่อต่อสู้ป้องกันปราสาทแล้ว เป้าหมายของพวกเธอก็คือ การปกป้องเจ้าหญิงเทรุ
น้องสาวของมัตสึไดระ คาตาโมริ เพราะเวลานั้น เจ้าหญิงเทรุถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของพวกผู้หญิงและเด็กๆ หลายร้อยชีวิตในปราสาท

ทาเคโกะตัดสินใจนำทัพนักรบหญิงกล้าตาย ตีฝ่าแนวปิดล้อมของปราสาท สุดท้ายแล้วพวกเธอก็ยอม
พลีชีพไปในสมรภูมิ เวลานั้นเธอมีอายุเพียง 21 ปี พร้อมกับพวกนักรบหญิงอีกหลายร้อยคน

แม้ว่าสุดท้ายแล้ว ปราสาทไอสึจะประกาศยอมจำนนต่อรัฐบาลของคณะปฏิรูปก็ตาม แต่ภารกิจของพวกเธอที่ต้องการปกป้องเจ้าหญิงเทรุกับเด็กๆ และผู้หญิงอีกหลายร้อยชีวิตในปราสาท ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ

ทุกวันนี้ชื่อของเธอได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในซามูไรหญิงคนสุดท้าย แล้วยังมีการจัดงานเทศกาลเพื่อระลึกถึงความกล้าหาญของเธอและเหล่านักรบหญิงที่ไอสึไว้ด้วย


ที่มาของภาพ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Book

Andrew Gordon (2003). A Modern History of Japan from Tokugawa time to the present. New York, Oxford University Press.
Marius B. Jansen (1971). Sakamoto Ryoma and the Meiji Restoration, Stanford. Stanford University Press.

Website
https://www.artsmaebashi.jp/en/?p=1175
https://en.wikipedia.org/wiki/Yamamoto_Yaeko
https://en.wikipedia.org/wiki/Nakano_Takeko