World's Famous People

17 นาฬิกา 17 นาที เวลาที่กระสุนปลิดชีวิตคานธี

หลังจากที่ต่อสู้อันยาวนานกว่า 35 ปี เพื่อต่อต้านการกดขี่โดยเจ้าอาณานิคม และเพื่อการปกครองตนเองของชาวอนุทวีป ในที่สุดเมื่อถึง เที่ยงคืนตรง ของวันที่ 14 - 15 สิงหาคม 1947 อินเดียก็พ้นจากการปกครองของพวกบริติชและประกาศสถานะประเทศเอกราชที่มหาตมะ คานธีเฝ้ารอคอยมานาน

การต่อสู้เพื่อปกครองตันเอง (สวราช) ของชาวอินเดียไม่ใช่ผลงานของคานธีเพียงลำพัง แต่อาจกล่าวได้ว่า เมื่อพูดถึงเอกราชของอินเดียและการต่อสู้ด้วยอหิงสา เพื่อให้ได้มาในอำนาจปกครองตนเอง ทุกคนต้องนึกถึงคานธีเป็นคนแรก นับตั้งแต่การปลุกเร้าชาวอินเดียในแอฟริกาใต้ให้ร่วมใจการทำอารยะขัดขืน ประท้วงการกดขี่ของรัฐ จนถึงการปลุกระดมให้ชาวอินเดียต่อต้าน "เจ้านายอังกฤษ" ที่เก็บภาษีขูดเลือดขูดเนื้อ รวมถึงการเหยียดหยามคนท้องถิ่น ด้วยธรรมยาตราและส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง รวมถึงอดอาหารประท้วงหลายครั้งหลายหน เพื่อยุติความรุนแรง จนชาวอินเดียหันมาสามัคคีกัน ยังทำให้โลกภายนอกรู้สึกสะเทือนใจ เกิดความเห็นใจ และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับชาวอินเดีย

คานธีคือ ต้นแบบของการเผชิญหน้าความรุนแรงด้วยความไม่รุนแรง เป็นนักสู้ด้วยสันติวิธีที่กล้าหาญเสียยิ่งนักรบถือจับอาวุธห้ำหั่นในสมรภูมิ เพราะสมรภูมิของคานธีไม่มีใครต้องเสียเลือดเนื้อ มีเพียงความมุ่งมั่นและความการุณย์เท่านั้น แต่มันมีเป็นพลังแรงกล้าถึงขนาดล้มยักษ์อย่างอังกฤษได้ในเวลาไม่กี่สิบปี


มหาตามะ คานธี กำลังร่างเอกสาร ที่พีรลา ภวัน เมื่อปี 1942 หรือปีที่เริ่มขบวนการแยกตัวเป็นเอกราชจากพวกบริติช ที่มาของภาพ

เที่ยงคืนตรงของวันที่ 14 - 15 สิงหาคม 1947
อังกฤษสิ้นสุดสถานะเจ้าอาณานิคม "บริติชราช" อันยาวนานตั้งแต่ปี 1858 – 1947 แต่ท่ามกลางการเฉลิมฉลองของชาวอนุทวีปและความยินดีปรีดาของบรรดานักสู้เพื่ออิสระภาพ รวมถึงมหาตมะ คานธีนั้น หายนะอีกอย่างหนึ่งกำลังเริ่มก่อตัวขึ้น อันที่จริงมันก่อตั้งมาก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่คราวนี้มันคือระเบิดลูกใหญ่ที่จะทำลายอนุทวีปให้ย่อยยับเสียยิ่งกวาตอนที่อยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษ

ระเบิดลูกที่ว่านี้คือ การแยกอนุทวีปออกเป็น 2 ประเทศ คือ อินเดีย เป็นประเทศสำหรับผู้นับถือศาสนาฮินดู และปากีสถาน เป็นประเทศสำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลาม เรียกว่าเหตุการณ์ Partition of India ซึ่งเป็นผลมาจากข้อเสนอภายในกลุ่มต่อสู้เพื่อเอกราชเอง ที่แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักคือ กลุ่ม Indian National Congress ที่มีชาวฮินดูเป็นสมาชิกหลัก กับกลุ่ม Muslim League ของชาวมุสลิม

กลุ่ม Indian National Congress มีคานธีเป็นผู้นำ ส่วนกลุ่ม Muslim League มีมูฮัมหมัด อาลี จินนาห์ เป็นหัวเรือใหญ่ ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นบิดาของประเทศปากีสถาน ทั้งคู่เจรจาตกลงกันมานานหลายปี

วันที่ 14 - 15 สิงหาคม 1947
หลังจากผ่านการเจรจาและต่อสู้ทางอุดมการณ์มายาวนาน รวมถึงท่าทีเร่งรีบของอินเดียจนดูเหมือนการวางยาให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคน 2 ศาสนา ในที่สุดก็มีการตั้งแคว้นปากีสถานขึ้น 1 วันก่อนที่อินเดียจะประกาศเอกราช หลังจากนั้นก็เกิดประเทศ 2 ประเทศขึ้นตามศาสนาที่แตกต่าง แต่เพราะการใช้เชื้อชาติเป็นเส้นแบ่ง ทำให้ประชากรกว่า 14 ล้านคนที่อาศัยอยู่ผิดประเทศ ต้องอพยพครั้งใหญ่ ทั้งยังเกิดจลาจลทางศาสนามีผู้คนต้องล้มตาย พลัดพรากจากครอบครัวและถิ่นฐานบ้านเกิดเหลือคณานับ เป็นโศกนาฏกรมที่มาพร้อมกับความยินดีในเอกราช


คานธีกับจินนาห์กำลังถกเถียงกัน ที่มาของภาพ

ในเวลานี้พวกชาตินิยมฮินดูจำนวนไม่น้อยเริ่มไม่พอใจคานธีที่ยินยอมให้เกิดเรื่องทำนองนี้ขึ้น ความไม่พอใจทวีความรุนแรงหนักขึ้นไปอีก เมื่อปากีสถานเปิดศึกแย่งชิงแคว้นกัษมีระในเดือนตุลาคม ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลอินเดียระงับการจ่ายเงินช่วยเหลือปากีสถาน แต่คานธีไม่เห็นด้วย และเริ่มอดอาหารประท้วงรัฐสภา หากไม่ยินยอมกับความเห็นตนจะอดอาหารจนตาย ทำให้สภาคองเกรสต้องยอมจ่ายเงินให้ปากีสถานต่อไปทั้งๆ ที่กลายเป็นศัตรูกันแล้วก็ตาม

ท่าทีเห็นอกเห็นใจคนมุสลิมของคานธี เริ่มสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับชาวฮินดูที่นับถือศาสนาเดียวกับเขา ความจริง มันเป็นความไม่พอใจสั่งสมเพราะคานธีเคยอดอาหาประท้วงความขัดแย้งระหว่างคน 2 ศาสนา
มาแล้ว อีกทั้งคานธียังสนับสนุนความสมานฉันท์ทางศาสนา จัดให้มีการสวดภาวนาร่วมศาสนาเป็นประจำ แต่จุดยืนนี้ตรงข้ามกับพวฮินดูชาตินิยมที่ยากจะญาติดีกับพวกมุสลิม

วันที่ 13 มกราคม 1948
วันที่คานธีเริ่มอดอาหารกดดันสภาพคองเกรสนั่นเอง คนหนุ่มหัวรุนแรงกลุ่มหนึ่งเริ่มวางแผนที่จะกำจัดเขา พวกคนหนุ่มหัวรุนแรงพวกนั้นมีทั้งคนที่ชิงชังอุดมการณ์ของคานธีที่ทำให้ชาวฮินดูเสียเปรียบและคนที
สูญเสียจากการแยกประเทศ หัวหอกของคนกลุ่มนี้ คือ นะถุรามะ วินายกะ โคฑะเส นักข่าววัย 39 ปี ที่ไม่พอใจอุดมการณ์โลกสวยของคานธี ในวันที่ 13 มกราคม ที่คานธีเริ่มการอดอาหารประท้วงการงดจ่ายเงินให้ปากีสถาน โคฑะเสตัดสินใจว่า คงอยู่ร่วมโลกกับคานธีไม่ได้ จึงซื้อปืนบาเรตต้า M1934 มา 1 กระบอก หลังนั้นจากเขาและพรรคพวกก็เริ่มสะกดรอยตามความเคลื่อนไหวคานธี ที่มีเหตุให้ต้องเข้ามาอยู่ในกรุงเดลีอันวุ่นวายสับสนพอดี


ภาพสุดท้ายของคานธี ขณะทำการอดอาหาร เมื่อเดือนมกราคม 1948 ที่มาของภาพ

วันที่ 20 มกราคม 1948 คานธีเดินทางไปปราศรัยที่สวนสาธารณะใกล้กับทำเนียบพีรลา ที่พักของคานธี ระหว่างที่ฝูงชนกำลังฟังคานธีอยู่นั้น พลพรรคหัวรุนแรงก็จัดการโยนะระเบิดมือไปที่ใกล้ๆ ฝูงชน หวังที่จะสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้น ซึ่งก็ได้ผล ฝูงชนพากันแตกตื่นไปทุกทิศทุกทาง ส่วนคานธีกลับยังยืนอยู่บนเวที สบโอกาสตามแผนของกลุ่มหัวรุนแรงที่จะสร้างความโกลาหลเพื่อเปิดทางให้เข้าถึงคานธีได้โดยง่าย เมื่อทางสะดวก ทิคัมพร พัทเค หนึ่งในสมาชิกกลุ่มหัวรุนแรง จะดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย คือตรงไปยิงคานธี และปาระเบิดลูกที่สองเข้าใส่ซ้ำให้ตายคาที่ แต่พัทเคเกิดกล้าๆ กลัวๆ ขึ้นมาจึงพลาดโอกาสสังหาร ทำให้สมาชิกที่เหลือพากันหนีเอาตัวรอดจนหมด แต่ถูกจับตัวได้ 1 ราย นั่นคือ มันทะนะลาละ
ปาหะวะ ที่ถูกใช้เป็นตัวล่อยามที่ดูแลประตูด้านหลังของทำเนียบพีรลา

ปาหะวะ ถูกจับกุมตัวได้ แต่แม้ยอมให้ปากคำว่า ตัวเองเป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊ง 7 คนที่หมายเอาชีวิตคานธี และเล่าแผนการในวันที่ 20 มกราคมทั้งหมด แต่ยังไม่ทันที่ตำรวจจะปกป้องคานธีให้รัดกุมกว่านี้ อีก 10 วันต่อมา แก๊งหัวรุนแรงก็หวนกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง คราวนี้มันจะไมีการพลาดอีกเป็นครั้งที่ 2

วันที่ 30 มกราคม 1948
เช้าวันนั้น มหาตมะ คานธี เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการสาธยายโศลกของภควัทคีตา จากนั้นร่างธรรมนูญสภาคองเกรส พอ 8 โมงเช้า จึงอาบน้ำและนวดเนื้อนวดตัว แล้วบอกกับหลานสาวที่คอยติดตามอย่างใกล้ชิด คือมานูเบน ให้ดูแลสุขภาพตัวเองเสียบ้าง เพราะดูแล้วร่างกายของเธอไม่สู้จะแข็งแรงนัก เสร็จแล้วตอนเที่ยงคานธีรับประทานอาหารกลางวันกับเลขานุการส่วนตัวปยาเรลาละ นายะระ พูดคุยกันถึงเหตุสังหารหมู่และขมขืนหมู่คนต่างศาสนาที่เขตโนยาขาลี ของปากีสถานตะวันออก (หรือบังกลาเทศในปัจจุบัน) หลังจากรับประทานอาหารกลางวันแล้ว คานธีนอนกลางวันอยู่พักหนึ่ง แล้วตื่นขึ้นมาประชุมกับซาร์ดาร์ ดาดา ระหว่างนั้นมีแกนนำจากเขตกาเฐียวารมาขอเข้าพบ เมื่อหลานสาวไปแจ้งกับคานธี คานธีกลับพูดเป็นลางว่า
"ไปบอกพวกเขาว่า ถ้าเรายังมีชีวิต ให้มาหาเราหลังสวดภาวนาเสร็จแล้ว"


จุดที่คานธีถูกลอบสังหาร ที่สนามหญ้าของพีรลา ภวัน ที่มาของภาพ

ตอนที่คานธีหารือกับ ซาณ์ดาร์ ดาดา เสร็จสิ้นลงแล้ว เวลาล่วงเลยมานานจนเกินเวลาสวดภาวนาประจำวันกับประชาชนมาแล้ว 10 นาที คานธีเดินทางไปสวดภาวนาที่ประจำโดยมีหลานสาว 2 คน คือมานูเยนกับ
อะภาเนนช่วยพยุงท่านเดินไป โดยมีฝูงชนมารอคอยสวดภาวนาสร้างความสมานฉันท์ระหว่างศาสนาด้วยอย่างคับคั่งเช่นเดิม

ระหว่างนั้น มีชายหนุ่มร่างฉุคนหนึ่งในชุดสีกากีเดินฝ่าฝูงชนเข้ามา พอมาถึงตรงหน้าคานธีก็ค้อมตัวลงมือสองข้างพนมไหว้ มานูเบนคิดว่าชายคนนั้นทำท่าเหมือนจะสัมผัสเท้าของท่านเพื่อทำความเคารพ จึงรีบผลักเขาออกไปแล้วบอกว่า คานธีไปสวดภาวนาสายแล้วไม่มีเวลา อย่าทำให้ท่านต้องอับอาย แล้วเธอก็ผลักเข้าไปอีกจนข้าวของตกลงกับพื้น มานุเบนต้องผละจากคานธีของไปเก็บของ

ในจังหวะนั้นเอง ชายร่างฉุก็ล้วงปืนบาเรตต้า M1934 มา 1 ออกมา แล้วจ่อปากกระบอกไปที่ร่างของคานธี ลั่นกระสุนรัวๆ 3 นัด

คานธีเจอยิงในระยะเผาขน แต่กลับยังมีสติยกมือขึ้นพนม แล้วเอ่ยนามพระเป็นเจ้าว่า "เฮ รา .. มะ เฮ รา ..." แล้วก็ทรุดลงหน้าตักของอะภาเนนหลานสาวท่ามกลางโลหิตที่สาดกระเซ็นไปทั่วร่าง

นาฬิกาที่ข้อมือมานูเบนบอกเวลา 17.17 น. นั่นคือ เวลาที่ใกล้เคียงที่สุดที่คนร้ายลั่นกระสุน

ปัจฉิมบท
มือสังหารคนนั้นคือ นะถุรามะ วินายกะ โคฑะเส ซึ่งทันทีที่ลั่นกระสุนใส่คานธี เขาก็ถูกเฮอร์เบิร์ท ไรเนอร์
จูเนียร์ รองกงสุลหนุ่มวัย 32 ปี ชาวอเมริกัน ที่เพิ่งจะมารับตำแหน่งที่เดลี รวบตัวไว้ทันควัน ไรเนอร์ จูเนียร์คว้าไหล่แล้วล็อกคอคนร้ายเอาไว้อย่างไม่กลัวตาย แล้วลากตัวไปให้เจ้าหน้าที่ ขณะที่ฝูงชนโดยรอบกำลังตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากนั้นกรูกันเข้ามาทุบตีมือสังหารจนเลือดโชก ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่นำตัวไป


นะถุรามะ วินายกะ โคฑะเส (ซ้ายสุด) กับพลพรรคมือสังหาร ในห้องพิจารณาคดี วันที่  27 พฤษภาคม 1948 ที่มาของภาพ

บางแหล่งข้อมูลระบุว่า มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 20 พบจุดจบที่จุดลั่นกระสุน หรือประมาณ 17.17 น แต่บางแห่งบอกว่าเสียชีวิตอีก 30 นาทีต่อมาในทำเนียบพีรลา ขณะที่หลานๆ กำลังสวดภควัทคีตาส่งคานธีไปกลับคืนสู่พระเป็นเจ้า

หลังจากนี้ มีการจับกุมตัวแก๊งมือสังหาร รวม 9 คน และเปิดการพิจารณาคดีในวันที่ 27 พฤษภาคม 1948 ผู้ต้องหาทั้งหมด 8 คนถูกตัดสินโทษตามความผิด มี 1 คนพ้นความผิด

วันที่ 15 พฤศจิกายน 1949
นะถุรามะ วินายกะ โคฑะเส แกนนำและมือสังหารถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ
ที่เรือนจำอัมพาลา