Animal and Monster World

รวมสิบอสุรกายสมัยกลาง

ผู้คนสมัยกลางก็ไม่ต่างจากช่วงเวลาอื่น ๆ เท่าไรนัก เพราะมีจินตนาการถึงอสุรกายน่าเกลียดน่ากลัวสารพัด ซึ่งปรากฏอยู่ในนิทานพื้นบ้านและเรื่องเล่าต่าง ๆ เกี่ยวกับสัตว์ประหลาดที่บ้างก็อาศัยอยู่ในดินแดนห่างไกล หรือบ้างก็ซุ่มซ่อนอยู่ไม่ไกลไปจากสถานที่ที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ และแน่นอน อสุรกายเหล่านั้นล้วนไม่เป็นมิตรต่อมนุษย์

กำเนิดของอสุรกายเหล่านี้มาจากงานเขียนของนักเขียนสมัยโรมัน นามว่า พลีนีผู้อาวุโส (Pliny the Elder, ค.ศ. 23-79) ที่เขียนถึงคนประหลาดจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในดินแดนส่วนอื่น ๆ ของโลก ต่อมานักเขียนสมัยกลางอย่างจอห์น แมนเดอวิลล์ (John Mandeville) ก็เพิ่มเติมรายละเอียดของสัตว์ประหลาดเหล่านั้นเข้าไปอีก พร้อมกันนั้นก็ยังมีอสุรกายจากเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งชาวคริสต์ถือว่าล้วนเป็นศัตรูของ
พระเป็นเจ้าและคอยรังควานมนุษยชาติอีกด้วย

เหล่าอัศวินสมัยกลางรบกับมังกร   ที่มาของภาพ

บทความนี้รวบรวมสัตว์ประหลาดหรืออสุรกายที่กล่าวถึงบ่อยครั้งในข้อเขียนสมัยกลาง 10 จำพวก
ดังต่อไปนี้

1. มังกร (Dragons) ซึ่งเชื่อมโยงกับงูที่เกลี้ยกล่อมให้อาดัมกับอีฟกินผลไม้ต้องห้าม จนนำไปสู่การขับไล่ออกจากสวรรค์ โดยทั่วไปมักอธิบายว่าเป็นปีศาจ และบ่อยครั้งที่งูดังกล่าวกลายเป็นต้นแบบของอสุรกายในสมัยกลาง รูปร่างของมังกรที่คล้ายกับงู อุปมาเหมือนความลดเลี้ยวล่อหลอกและความเจ้าเล่ห์แสนกล
รวมไปถึงการกัดกินจิตใจมนุษย์ผู้อ่อนแอ ซึ่งที่ตกอยู่ภายใต้ความยโสโอหังและความโลภเป็นอาหาร

มังกรจึงเป็นรูปแบบที่พัฒนาขึ้นสูงสุดของงู พบได้มากมายในนิทานสมัยกลาง ตำราหลายเล่มกล่าวว่า
อาวุธที่ร้ายแรงที่สุดของมังกรคือ หาง ที่สามารถใช้ในการบดขยี้และรัดเหยื่อจนตาย ทั้งนี้ ศัตรูตลอดกาลของมังกรคือ ช้าง แต่ก็มีเรื่องราวของนักบุญหลายคนที่ว่ากันว่าทำการรบและปราบมังกรได้


วิธีจับยูนิคอร์นตามตำนานสมัยกลางโดยใช้สาวบริสุทธิ์เป็นเหยื่อล่อ ที่มาของภาพ

2. ยูนิคอร์น (Unicorns) นักเขียนกรีกจำนวนมากกล่าวถึงยูนิคอร์นว่า เป็นสัตว์ประหลาดเขายาวที่อาศัยอยู่ในอินเดีย (ว่ากันว่า อาจได้แบบมาจากแรดก็เป็นได้) ในสมัยกลางมีการแต่งเรื่องราวให้สัตว์ประหลาดนี้มีความเป็นมาซับซ้อนยิ่งขึ้น อิซิดอร์แห่งเซวิลล์ (Isidore of Seville) นักเขียนในศตวรรษที่ 7 อธิบาย
ยูนิคอร์นว่า เป็น “สัตว์สี่เท้าที่มีเขาเดียวงอกออกมาจากหน้าผาก มันต่อสู้ และล้มช้างลงได้โดยการแทง
ท้องช้างให้เป็นแผล ยูนิคอร์นแข็งแรงมาก จนไม่มีใครสามารถจับมันได้ ยกเว้นจะต้องใช้อุบาย โดยให้หญิงบริสุทธิ์ยืนเปิดหน้าอกต่อหน้ายูนิคอร์น ความดุร้ายของมันจะสงบลงทันที มันจะโน้มหัวลงมาที่หน้าอกหญิงสาว และยอมให้จับแต่โดยดี”


แมนติคอร์ตามจินตนาการของคนในสมัยกลาง ที่มาของภาพ

3. แมนติคอร์ (Manticores) สัตว์ประหลาดยอดฮิตของนักเขียนสมัยโบราณและสมัยกลาง มักจะเป็นสัตว์ลูกผสมจากสิ่งมีชีวิตหลายอย่าง รวมถึงมนุษย์ หัวเป็นอย่างหนึ่ง ลำตัวเป็นอีกอย่างหนึ่ง บางทีก็มีขาหรือแขนเป็นของสัตว์อีกอย่างหนึ่ง ตัวอย่างที่ดีที่สุดในกรณีนี้คือ แมนติคอร์ ที่มักอยู่ในรูปของสัตว์ประหลาด
ซึ่งมีหัวเป็นคน ลำตัวเป็นสิงโต และหางเป็นแมงป่อง


ภาพเบลมไมย์ในเอกสารลายมือเขียนจากสมัยกลาง ที่มาของภาพ

4. เบลมไมย์ (Blemmyae) เป็นคนประหลาดที่พบได้ทั่วไปในเอกสารที่ตกทอดมาจากสมัยกลาง เบลมไมย์เป็น “คนไม่มีหัว” แต่ใบหน้าลงไปอยู่ที่หน้าอกแทน นักเขียนบางคนกล่าวว่า คนประหลาดเหล่านี้อาศัยอยู่บางพื้นที่ในแอฟริกาที่อยู่พ้นจากเอธิโอเปียออกไป ขณะที่แมนเดอวิลล์กล่าวว่า พวกเบลมไมย์นี้อาศัยอยู่ตามเกาะขนาดใหญ่ 54 แห่งในเอเชียใต้ บางเกาะอยู่รอบ ๆ หมู่เกาะอันดามัน เขาบรรยายว่า “พวกนี้เป็นคนน่าเกลียดที่ไม่มีหัว มีดวงตาอยู่ที่บ่า ปากกลมเหมือนเกือกม้าอยู่ที่หน้าอก ขณะที่บางแห่งมีคนไร้หัวที่มี
ดวงตาและปากอยู่ข้างหลัง บางพวกหน้าแบนไร้ตาหรือจมูก แต่มีรูเล็ก ๆ 2 รูแทนดวงตาและปากแบน
ที่ไร้ริมฝีปาก”


ซีโนเซฟาลีที่บางคนสันนิษฐานว่า อาจเชื่อมโยงกับความคิดเรื่องมนุษย์หมาป่าในเวลาต่อมาก็เป็นได้ ที่มาของภาพ

5. ซีโนเซฟาลี (Cynocephali) คนที่มีหัวเป็นสุนัขเป็นอสุรกายอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับการกล่าวถึงอยู่เสมอในงานเขียนสมัยกลาง ตำราชื่อ ประวัติศาสตร์ชาวลอมบาร์ด (History of the Lombards) ของ
พอลแห่งดีคอน (Paul of Deacon) กล่าวถึงช่วงต้น ๆ ของประวัติศาสตร์ที่ชาวลอมบาร์ดต้องเผชิญกับศัตรูที่ทรงพลัง พวกเขาจึงวางแผน “สร้างข่าวลือว่า พวกเขาจับซีโนเซฟาลีมาไว้ในค่าย พร้อมปล่อยข่าวลือนี้ให้แพร่สะพัดไปโดยเร็ว จนถึงหูฝ่ายตรงข้ามว่า คนหัวสุนัขพวกนี้เป็นพวกชอบทำสงคราม กระหายใคร่ดื่มกินเลือดมนุษย์ หากไม่ได้กินก็จะกินเลือดตัวเองเป็นอาหาร เพื่อให้ข่าวลือนี้เป็นจริงยิ่งขึ้น
ชาวลอมบาร์ดก็สร้างกระโจมขยายออกไปและก่อกองไฟขนาดใหญ่ขึ้นในค่าย” ฝ่ายศัตรูรู้สึกกลัวต่อกลศึกของชาวลอมบาร์ดยิ่งนักจนต้องถอยทัพไปในที่สุด


อสุรกายหลายชนิดที่กล่าวถึงไว้ในเอกสารโบราณ ในภาพ สกิอาพอดส์ อยู่ซ้ายมือสุด ส่วนเบลมไมย์ และซีโนเซฟาลีอยู่ทางขวามือตามลำดับ ที่มาของภาพ

6. สกิอาพอดส์ (Skiapodes) หรือบางครั้งเรียกว่า โมโนพอด (monopod) เป็นอสุรกายที่รูปร่างเหมือนคน แต่มีขาและเท้าข้างเดียว โดยเฉพาะจุดเด่นคือ สกิอาพอส์มีเท้าขนาดใหญ่มาก พลีนีผู้อาวุโสอธิบายรูปร่างของอสุรกายตนนี้ไว้ว่า “ในเวลาอากาศร้อนจัด พวกมันจะนอนหงาย แล้วใช้เท้าบังแสงอาทิตย์ เพื่อสร้างร่มเงาให้กับตนเอง”


ยักษ์ในเอกสารลายมือเขียนสมัยกลาง ที่มาของภาพ

7. ยักษ์ (Giants) ย้อนไปถึงตำนานของดาวิดกับโกไลแอท ( David and Goliath) นิทานและตำนานสมัยกลางนับไม่ถ้วนล้วนมียักษ์ปรากฏอยู่ด้วย กล่าวกันว่า ยักษ์อาศัยอยู่ในดินแดนรกร้างแห้งแล้งและเขตภูเขานอกเขตอาศัยของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ข้อเขียนของเจฟฟรีย์แห่งมอนเมาท์ ( Geoffrey of Monmouth) ที่กล่าวถึงชาวไบรตันโบราณที่ล้างเผ่าพันธุ์ยักษ์ จนเหลือตนสุดท้าย โกมากอท (Goëmagot) ซึ่งโคริเนอุส วีรบุรุษในตำนานท้าให้ประลองมวยปล้ำกัน ความว่า

“เมื่อทั้งคู่เผชิญหน้ากัน โคริเนอุสและยักษ์ยืนประจันหน้า กอดรัดด้วยแขนอันทรงพลังและพ่นลมหายใจออกมาเสียงดังสนั่น โกมากอทออกแรงจนทำให้ซี่โครงโคริเนอุสหักสามซี่ สองซี่ทางขาและหนึ่งซี่ทางซ้าย ฝ่ายโคริเนอุสซึ่งโกรธจัดก็กัดฟันใช้พลังที่ีมีอยู่ทั้งหมดทุ่มลงไปบนบ่าของยักษ์ แล้วพาวิ่งไปด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปยังชายฝั่ง ขึ้นไปบนยอดเขาสูงแล้วทุ่มยักษ์ป่าเถื่อนลงไปในทะเลเบื้องล่าง ร่างยักษ์กระทบโขดหินแหลกเป็นชิ้น ๆ น้ำทะเลกลายเป็นสีแดงด้วยเลือดอสูร สถานที่ที่มันตกลงไปนั้นได้ชื่อตามยักษ์ว่า แลมโกมากอท แปลว่า ยักษ์กระโดด จนทุกวันนี้”


ตำนานว่า มูเลซีนแปลงร่างเป็นมนุษย์อยู่กับสามี แต่นางจะกลายร่างเดิมทุกคืนวันเสาร์ ในภาพ สามีของนางแอบเห็นนางกลายร่างเป็นอสุรกายขณะอาบน้ำ ที่มาของภาพ

8. มูเลซีน (Mulesine) ก่อนหน้าที่จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของกาแฟสตาร์บัคเช่นทุกวันนี้ มูเลซีนเป็นอสุรกายสำคัญตนหนึ่งในสมัยกลาง เรื่องราวของมันปรากฏอยู่ในข้อเขียนของ ฌอง ดาราส์
(Jean d’Arras) ในปลายศตวรรษที่ 14 กล่าวว่า อสุรกายครึ่งงูครึ่งผู้หญิงตนนี้ “มีสามีเป็นมนุษย์”


เงือกจากเอกสารลายมือเขียนสมัยกลาง ที่มาของภาพ

9. เงือก (Mermaids) อสุรกายครึ่งคนครึ่งสัตว์ประหลาดอีกตนหนึ่งคือ เงือก ซึ่งมีหลายอย่างคล้ายกับ
มูเลซีนที่เพิ่งกล่าวถึงไป คือ ท่อนบนมีรูปร่างเป็นหญิงงาม แต่ขาและเท้ากลับเป็นหางปลา นิทานพื้นบ้านหลายเรื่องในสมัยกลางกล่าวถึงเงือก (หรือสัตว์ประหลาดชื่ออื่นที่มีลักษณะคล้ายกัน) รวมไปถึงนิทานในตะวันออกกลางและเอเชีย บางเรื่องกล่าวว่า อสุรกายชนิดนี้คอยช่วยคนเรือแตก แต่ก็มีอีกหลายเรื่องที่กล่าวว่า พวกมันชอบลวงคนให้กระโดดจากเรือก่อนจะจมน้ำตายในที่สุด


ภาพกราฟิกดิจิตอลสมัยใหม่ จินตนาการถึงตำนานการสังหารแม่เกรนเดลของวีรบุรุษบีโอวูฟ จะเห็นเกรนเดลแขนขาดข้างหนึ่งอยู่
มุมขวาล่างของภาพ ที่มาของภาพ


10. เกรนเดลและแม่เกรนเดล (Grendel and Grendel’s Mother) เรื่องราวของอสุรกายแม่ลูกคู่นี้มาจากบทกวีโบราณชื่อว่า บีโอวูฟ (Beowulf) ที่กล่าวว่า ทั้งคู่เป็นศัตรูตัวร้ายของวีรบุรุษของเรื่อง ขณะเดียวกันตำนานในศาสนาคริสต์ก็กล่าวว่า พวกมันเป็นทายาทของเคน (Cain) เป็นลูกชายคนโตของอาดัมกับอีฟ พวกมันเป็นสัตว์ประหลาดหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวที่กินมนุษย์เป็นอาหาร แม้ตำราสมัยกลางจะกล่าวถึงอสุรกายทั้งคู่ไม่ชัดเจนนัก และนักวิชาการก็ยังถกเถียงกันเกี่ยวกับสถานภาพของพวกมันอยู่ กระนั้นในวัฒนธรรมร่วมสมัย เรายังเห็นพวกมันในรูปของสัตว์ร้าย หรือกรณีของแม่เกรนเดลก็อาจมีรูปร่างเป็นหญิงสาวทรงเสน่ห์เย้ายวน ก็มี

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.medievalists.net/2013/10/top-ten-monsters-of-the-middle-ages/?utm_content=buffer81709&utm_medium=social&utm_source=facebook.com&utm_campaign=buffer