Oriental World

แฉกลโกงสอบจอหงวน

เวลาได้ยินเรื่องคนมีการศึกษาแสดงความฉ้อฉลออกมา เรามักจะอุทานกันว่า "การศึกษาไม่ช่วยอะไร"
เรื่องนี้จะว่าเกี่ยวกับการศึกษาก็ไม่เชิง เพราะขึ้นอยู่กับกมลสันดานเป็นใหญ่ เพราะถึงที่สุดแล้วการศึกษาไม่ช่วยอะไรจริง หากบุคคลผู้นั้นไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนให้มีหิริโอตตัปปะ หรือรู้จักควบคุมความทะยานอยากของตนเอง

ปัญหานี้ใช่ว่าจะเพิ่งมาเกิด หรือมีเฉพาะแค่บ้านเรา แต่มีมานานและแทรกซึมไปทั่วทุกสังคม ในจีนเองก็ประสบปัญหานี้มาตลอดกระทั่งปัจจุบัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กลโกงการสอบรับราชการ หรือ "เคอจวี่" (科举) อย่างที่เราเรียกกันว่าสอบจอหงวนนั่นเอง


ภาพตัวอย่างตำราที่จะใช้ท่องสอบ ถูกเขียนย่อให้มีขนาดเท่าฝ่ามือเพื่อให้บัณฑิตจีนสามารถซุกซ่อนนำเข้าไปอ่านระหว่างสอบ
รับราชการได้ 
ที่มาของภาพ

การสอบของจีนมีหลายระดับ ดังนี้ ลำดับบัณฑิตผู้ผ่านการสอบขั้นต่างๆ มีดังนี้ -ถงเซิง (童生) หมายถึง นักศึกษารุ่นเยาว์ สอบผ่านระดับอำเภอ และระดับจังหวัด -เซิงหยวน (生員) หมายถึง นักศึกษาสอบผ่านระดับวิทยาลัย มักเรียกกันวา ซิ่วไฉ่ (秀才) หมายถึงมีความสามารถโดดเด่น ผู้ที่สอบผ่านขั้นนี้ มีอภิสิทธ์ชนมาก เช่น ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงานจากทางการ สามารถเข้าไปในเขตสถานที่ราชการได้ และไม่ต้องรับโทษลงทัณฑ์ทางร่างกาย เช่น การโบย เป็นต้น แต่ในบรรดา เซิงหยวน หรือ ซิ่วไฉ่ ยังแบ่งออกเป็น
4 ประเภท ตามผลงานการสอบ -จวี่เหริน (舉人) คือ บัณฑิตที่สอบผ่านสนามสอบระดับมณฑล ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ 3 ปี ผู้ที่สอบได้เป็นอันดับหนึ่งเรียกว่า เจี่ยหยวน (解元) -ก้งซื่อ (貢士) คือ บัณฑิตที่สอบผ่านสนามสอบระดับประเทศ ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ 3 ปี ผู้ที่สอบได้เป็นอันดับหนึ่งเรียกว่า ฮุ่ยหยวน (會元) -จิ้นซื่อ (進士) คือ บัณฑิตที่สอบผ่านสนามสอบในราชสำนัก ซึ่งจัดการสอบต่อหน้าพระพักตร์ของฮ่องเต้ จัดขึ้นทุกๆ 3 ปี ผู้ที่สอบได้เป็นอันดับหนึ่งเรียกว่า จ้วงหยวน (狀元) หรือ จอหงวน อันดับสองเรียกว่า ป๋างหย่วน (榜眼 ) และอันดับที่สามเรียกว่า ทั่นฮวา (探花)


ตัวอย่างเสื้อชั้นในเขียนตำราที่จะใช้สอบ บัณฑิตจะสวมชุดเหล่านี้ไว้ข้างใน เมื่อถึงเวลาจะถอดเสื้อเปิดอ่าน ที่มาของภาพ

ด้วยเหตุที่การสอบเคอจวี่มีปริญญาหลายดีกรี กว่าจะสอบผ่านเลือดตาแทบกระเด็น บางคนจึงใช้เวลาสอบทั้งชีวิตผมเผ้าขาวโพลน ลูกหลานสอบผ่านเป็นขุนนางแล้ว ตัวเองยังไปไม่ถึงไหนก็มี สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้สอบผ่านยาก เพราะปริมาณผู้สอบมาก ข้อสอบยาก และผู้คุมสอบมีใจลำเอียง ซึ่งทางการเองพยายามแก้ปัญหานี้มาโดยตลอด

ปัญหาข้อแรก แก้ด้วยการกระจายสนามสอบ และจัดสอบปีละ 2 ครั้งบ้าง 3 ครั้งบ้าง แล้วแต่ระดับ ระดับต้นจะสอบปีละครั้ง

ปัญหาข้อ 2 - 3 แก้ไขยากเย็น แต่ก็มีมาตรการที่รัดกุมพอควร อย่างข้อ 3 ท่านแก้ด้วยการให้เจ้าพนักงานลอกข้อสอบบัณฑิตทุกคนอีกทอดหนึ่ง เพื่อป้องกันผู้ตรวจข้อสอบจำลายมือที่ตัวเองหมายตาไว้ หรือรับสินบนไว้

ข้อ 2 นั้นเจ้าพนักงานไม่ต้องแก้ เพราะพวกฉ้อฉลมักหาทางแก้ไขเองด้วยวิธีการโกงสารพัด

ปัญหาข้อสอบยากนั้นที่จริงไม่ใช่ปัญหา เพราะเป็นกระบวนการคัดกรองในตัว ความยากอยู่ที่บัณฑิตจะต้องรอบรู้ในศิลปศาสตร์ทั้ง 6 คือ มีอักษรศาสตร์ พิธีกรรม และลิปิศิลป์ (ลายมือสวย) เป็นอาทิ หลักสูตรของศิลปศาสตร์ทั้ง 6 ส่วนใหญ่อิงกับตำราของสำนักขงจื๊อ ซึ่งพื้นฐานมี 4 เล่มหลัก 5 เล่มรอง และเล่มปลีกย่อยอีกมากมาย ต้องจำให้ขึ้นใจทุกตัวอักษร เพราะเวลาเรียงความตามกระทู้ต้องยกโควเตชั่นมาอ้างอิง อ้างผิดตกทันที แม้แต่เขียนอักษรผิดตัวก็คัดตกทันที


ตัวอย่างตำราช่วยโกงกับขนาดของไม้บรรทัดเทียบกัน ที่มาของภาพ 

นี่เองที่ทำให้บัณฑิตใจคดมากมายหาทางลักลอบนำตำราเหล่านี้เข้าในห้องสอบ (ซึ่งจัดแบ่งเป็นห้องขนาดพอนั่งได้มีผนังกั้น) กลเม็ดเหล่านี้แยบผล แสดงถึงความอุตสาหะของจอมโกงอย่างยิ่ง เช่น ลอกตำราลงบนเสื้อชั้นใน ถุงเท้า ผ้าเช็ดหน้า หรือพกเป็นตำราพิเศษเล่มขนาดเท่าครึ่งฝ่ามือก็มี ตัวอักษรที่เขียนไป
ส่วนใหญ่จะเป็นตำราหลักๆ เช่น หลุนอวี่ หรือ วจนะขงจื๊อ, ตำราต้าเสวีย หรือมหาวิทยามรรคของขงจื๊อ และข้อความจากตำราประวัติศาสตร์ทั้ง 23 ราชวงศ์ ก่อนสมัยราชวงศ์ชิง

ส่วนเสื้อชั้นในช่วยโกงเป็นของสมัยราชวงศ์ชิงเช่นกัน คัดลอกแนวข้อสอบ หรือบทความที่โดดเด่นในยุคก่อนไว้เป็นแนวทาง เสื้อตัวนี้มีตัวอักษรถึง 40,000 ตัวอักษร เป็นของพิพิธภัณฑ์เจียติ้ง ในเซี่ยงไฮ้


ถุงเท้าช่วยโกง เขียนตัวอักษรจากตำราสำหรับใช้สอบ ที่มาของภาพ

ตัวอักษรในอุปกรณ์ช่วยโกงมีขนาดเล็กจิ๋วเท่าเมล็ดข้าว ก็ยังสามารถเขียนลงไป และแกะความออกได้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อหวังจะเป็นใหญ่ในภายหน้าด้วยวิธีการมิชอบ ซึ่งหากตรวจพบว่าโกง ผลที่ได้รับก็เท่ากับตัดอนาคตตัวเอง ไม่อาจเข้าสอบได้อีก มีสถานะเป็นสามัญชน ไม่อาจไต่เต้าขึ้นมาเป็นบัณฑิตกับเขาได้ นับเป็นเรื่องอับอายยิ่ง หรืออย่างร้ายที่สุด คือถูกลงทัณฑ์ แต่มักไม่เป็นเช่นนั้น เพราะชนชั้นบัณฑิตได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกโบยตี

หากในยุคนั้นเคร่งครัดในจารีต แค่เพียงได้รับความอับอายจากสังคมก็เพียงพอแล้ว แต่หากอยู่ในยุคที่การกินสินบาทคาดสินบนรุนแรง โทษก็เบาบาง

ปัจจุบัน สิ่งของเหล่านี้ก็ยังหลงเหลืออยู่ สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้กับผู้พบเห็นอย่างยิ่งว่า หากนำความเพียรพยายามในการโกงไปใช้ในทางที่ถูกต้อง เห็นจะเป็นประโยชน์มากกว่านี้หลายเท่า