World Clvilization

เก็บเงิน...เตรียมไปยืนบนยอดโคลอสเซอุมกันเถอะ


เดือนพฤศจิกายน 2560 นี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี ที่ผู้คนจะได้เข้าถึงที่นั่งชั้นบนสุดของสิ่งก่อสร้างมหึมาของชาวโรมันหลังปิดบูรณะนานถึง 40 ปี


โคลอสเซอุมประดับไฟยามค่ำคืน ที่มาของภาพ

โคลอสเซอุม (Colosseum) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า โคลอสเซียม สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 1
(ราว ค.ศ. 75) ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญและสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นที่สุดอย่างหนึ่งของจักรวรรดิโรมัน ทั้งนี้ในยุครุ่งเรืองที่สุด อัฒจันทร์มหึมานี้เคยใช้เป็นสถานที่แสดงการต่อสู้ชวนสยองของเหล่านักสู้ (gladiators) ด้วยกันเอง รวมไปถึงการต่อสู้กับสัตว์ร้ายทรงพลัง หรือกล่าวกันว่า มีการนำชาวคริสต์ซึ่งขณะนั้นยังเป็นลัทธินอกรีตสำหรับชาวโรมันอยู่มาประหารชีวิตด้วยคมเขี้ยวของสัตว์ร้าย อย่างกรณีของมรณสักขีชาวคริสต์คนแรก คือ อิกนาทิอุส (Ignatius) ผู้เป็นบิชอพแห่งอันติโอเคียหรือแอนติออค (Antioch) ที่ถูกสัตว์ร้ายฉีกร่างเป็นชิ้น ๆ ในสมัยจักรพรรดิทรายัน (Trajan) เมื่อ ค.ศ. 107 ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับหมื่นมาแล้ว มีหลักฐานในสมัยรุ่งเรืองที่สุด มีผู้ชมเข้าชมการต่อสู้ครั้งหนึ่ง ๆ ถึง 80,000 คน

แต่หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิ โคลอสเซอุมก็ตกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม ศิลามีค่าจำนวนมากถูกขนย้ายออกไป อีกทั้งยังเคยถูกแปลงสภาพเป็นโรงงานทอผ้าขนสัตว์ หรือแม้แต่ใช้เป็นที่อาศัยของนักบวชมาแล้ว แต่ที่น่าเศร้าใจที่สุดก็คือ แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 20 รวมถึงมลพิษทางอากาศ การปล่อยปละละเลยทำให้สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่และมีความเป็นมาอันยาวนานนี้ยิ่งทรุดโทรมหนักขึ้น และต้องการการบูรณะอย่างเร่งด่วน


จุดสูงสุดที่นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมได้เดิมเคยอยู่ที่ชั้น 3 ของโคลอสเซอุมเท่านั้น ที่มาของภาพ


พื้นที่บริเวณลานต่อสู้หรือลานทราย (arena) และโครงสร้างด้านล่างที่เป็นห้องใต้ดินซึ่งได้รับการบูรณะและเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตั้งแต่ปี 2553 ที่มาของภาพ

โชคยังดีที่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการระดมทุนภาคเอกชนในอิตาลีเพื่อดูแลมรดกวัฒนธรรมที่กำลังตกอยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการเสื่อมสลายตามกาลเวลา ทำให้สามารถเปิดบริเวณที่นั่งชมชั้นที่ 3 และห้องใต้ดิน
ของโคลอสเซอุมให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้เมื่อปี 2553 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่รัฐบาลอิตาลีเริ่มแสวงหาผู้สนับสนุนภาคเอกชนในการดำเนิน “โครงการโคลอสเซอุม” (the Colosseum Project) ได้รับการสนับสนุนจากดิเอโก เดลลา วัลเล ( Diego Della Valle) ประธานบริษัทเครื่องหนัง “ท็อดส์” (Tod’s) เขารับปากจะบริจาคเงินประมาณ 33 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการบูรณะโคลอสเซอุม ซึ่งในช่วงแรกก็มีกระแสต่อต้านจากหลายฝ่ายว่า การบูรณะสิ่งก่อสร้างดังกล่าวควรเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่นักธุรกิจคนใดคนหนึ่งเท่านั้น


ดิเอโก เดลลา วัลเล ประธานบริษัทผลิตเครื่องหนัง Tod’s ที่มาของภาพ 

แต่ในที่สุดต้นปี 2554 การเสนอความช่วยเหลือของ เดลลา วัลเลก็เป็นผล ทำให้สิ่งก่อสร้างอายุ 2,000 ปีนี้ ได้รับการต่ออายุให้ยั่งยืนต่อไป


โคลอสเซอุมระหว่างการบูรณะ ภาพเมื่อปี 2556 ที่มาของภาพ

ขั้นตอนการบูรณะโคลอสเซอุมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย การทำความสะอาดหินอ่อนที่สกปรก
ชิ้นส่วนหินที่แตกหักได้รับการเคลื่อนย้ายออกไป หรือจัดการค้ำยันให้อยู่ในสภาพที่ไม่เสี่ยงต่อการถล่มลงมา จนทำให้มั่นใจว่าสามารถเปิดชั้นที่ 4 และชั้นที่ 5 ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 นี้เป็นต้นไป ซึ่งพื้นที่ทั้งสองชั้นนี้ปิดตาย เพราะเป็นพื้้นที่ที่ไม่เสถียรและเสี่ยงต่อการพังถล่มมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970

พื้นที่ด้านบนสุดของโคลอสเซอุมสูงจากพื้นลานทราย (arena) ประมาณ 130 ฟุต (ประมาณ 40 เมตร)
นักท่องเที่ยวจะมองเห็นภาพที่น่าตื่นใจของกรุงโรม และสิ่งก่อสร้างยุคโรมันในบริเวณใกล้เคียงอีกหลายแห่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นมุมมองที่ไม่เคยปรากฏแก่สายตาผู้คนทั่วไปมาก่อน ทั้งนี้ ที่นั่งในชั้นดังกล่าวนี้อยู่ในตำแหน่งที่เคยเป็นบริเวณที่นั่งของชาวโรมันที่เป็นชนชั้นสามัญชน (เรียกว่า พวกพลีเบียน—plebians เป็นคนยากจนกลุ่มใหญ่ในสังคม) ที่พอจะซื้อตั๋วเข้าไปนั่งชมบนม้านั่งที่ทำจากไม้ได้ หรือถ้าโชคดีก็เข้าชมการแสดงในลานทรายด้านล่างฟรี ๆ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลจักรวรรดิโรมันดำเนินนโยบาย “ขนมปังและละครสัตว์” (‘Bread and Circus’)

น่าสังเกตว่า ในสมัยโรมันคนจนอยู่แถวหลัง ที่มองเห็นการต่อสู้อยู่ไกล ๆ ลิบ ๆ ผิดกับคนมีฐานะมั่งคั่งที่ได้นั่งชิดติดขอบสนาม ได้เห็นภาพอันน่าตื่นอกตื่นใจ ได้ตะโกนสั่งนักสู้ที่ตนเชียร์ ได้มีส่วนร่วมตัดสินใจให้นักสู้ที่แพ้มีชีวิตต่อ หรือตายลงตรงหน้า ฯลฯ แต่ผิดกับที่นั่งในสนามกีฬามาตรฐานปัจจุบันที่ยิ่งที่นั่งด้านบน ๆ ของสนามยิ่งมีราคาแพงมากขึ้นตามลำดับ


พื้นที่ลาดเอียงที่เห็นในภาพ ครั้งหนึ่งเคยมีม้านั่งทำด้วยไม้สำหรับผู้คนนั่งชมการต่อสู้เบื้องล่าง ที่มาของภาพ

การเข้าชมพื้นที่ที่ได้รับการบูรณะและเปิดแสดงใหม่นี้ นักท่องเที่ยวต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มเติมและต้องเข้าชมเป็นหมู่คณะ (กลุ่มหนึ่งประมาณ 25 คน) โดยมีมัคคุเทศก์เป็นผู้นำชม (คือ ไม่สามารถเดินชมเองตามชอบใจได้) ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับการเข้าชมจุดยอดของโคลอสเซอุมอยู่ที่ประมาณ 10.50 เหรียญสหรัฐฯ (9 ยูโร หรือประมาณ 350 บาท—อัตราการแลกเปลี่ยน ณ วันที่เขียนบทความ) ขณะที่ค่าเข้าชมโคลอสเซอุมปกติอยู่ที่ประมาณ 14 เหรียญสหรัฐฯ (12 ยูโร หรือประมาณ 460 บาท)

คิดคำนวณดู แล้วเก็บเงินดี ๆ เราก็อาจบินไปอิตาลี เพื่อเข้าชมโคลอสเซอุมอันมีชื่อเสียงลือลั่นพร้อมสูดกลิ่นอายกาแฟเอสเปรสโซท่ามกลางมุมมองจากยอดอาคารที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ทำให้ผู้คนโรมันไม่ว่ายากดีมีจนมารวมกันในบรรยากาศแห่งความเป็น public อย่างแท้จริง...มาเริ่มหยอดกระปุกกันเสียแต่วันนี้เลยดีไหมครับ


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
https://www.smithsonianmag.com/smart-news/upper-tiers-colosseum-reopen-public-180965108/?utm_source=facebook.com&utm_medium=socialmedia

http://www.thevintagenews.com/2017/10/20/the-colosseum-opens-its-top-levels-after-decades-of-being-inaccessible-to-the-public/

https://www.apnews.com/c519adca7ca74ef88196540976084104/Rome-with-a-view:-Colosseum-opens-its-top-levels-to-public

https://www.cntraveler.com/story/the-colosseums-upper-level-to-open-for-the-first-time-in-40-years