World Clvilization

โอลเมค บรรพชนยุคแรกเริ่มแห่งอารยธรรมเมโสอเมริกา

ถึงแม้ว่าชนเผ่าของทวีปอเมริกากลางหรือที่รู้จักกันในชื่อเมโสอเมริกา ที่คุ้นหูหลายๆ ท่านมากที่สุดจะเป็นชนเผ่ามายาและแอสเท็กซ์ แต่ถึงอย่างนั้นพื้นที่แถบนี้ยังมีชนเผ่าอื่นๆ อาศัยอยู่อีกมากมาย ทั้งตอลเท็กซ์ซาโปเท็กซ์ มิชเท็กซ์ รวมถึงอีกหลากหลายวัฒนธรรมที่ผลัดกันรุ่งเรืองและล่มสลาย แต่ถ้าถามถึงชนเผ่าแรกเริ่มที่สุดที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มแรกในดินแดนป่าฝนของเม็กซิโกและกัวเตมาลาแล้วละก็ พวกเขาคือ ชนเผ่าที่มีชื่อว่า “โอลเมค” (Olmecs) นั่นเอง



แผนที่แสดงให้เห็นว่า ชาวโอลเมครุ่งเรืองอยู่ทางตอนกลางของเม็กซิโก ส่วนชาวมายาครองความเป็นใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออกใกล้คาบสมุทรยูคาทาน ที่มาของภาพ

อารยธรรมเมโสอเมริกาเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อนคริสตกาล พร้อมกับความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมของชาวโอลเมค ยุคนี้ถือเป็นปฐมบทของอารยธรรมในอเมริกากลางเลยก็ว่าได้ หลังจากนั้นราว 400 ปี หรือประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ชาวมายาโบราณยุคก่อนคลาสสิก (Pre-Classic) ได้ถือกำเนิดขึ้น พวกเขาสร้างวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ สร้างเมืองและวิหารอันน่าเกรงขามให้คนรุ่นหลังได้ตื่นตาตื่นใจ สองวัฒนธรรมนี้รุ่งเรืองทับซ้อนกันอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่แล้ววัฒนธรรมของชาวโอลเมคก็ได้ล่มสลายไปในช่วง 400 ปีก่อนคริสตกาล เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ชาวมายาโบราณกำลังจะเปลี่ยนผ่าน จากยุคก่อนคลาสสิกเข้าสู่ยุคคลาสสิก (Classic) ซึ่งเป็นช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดของอารยธรรมมายาพอดิบพอดี

จากผลงานทางศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ชนเผ่าแห่งดินแดนอเมริกากลางได้ฝากเอาไว้ แสดงให้เห็นว่า พวกเขาล้วนแล้วแต่มีฝีมือและความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ แล้วต้นกำเนิดของชนเผ่าเหล่านี้มาจากไหน พวกเขาเป็นใคร และทำไมถึงสามารถสร้างผลงานอันน่าตื่นตาตื่นใจเหล่านี้ขึ้นมาได้ เพื่อจะตอบคำถามนี้ เราคงต้องไปตามหาคำตอบจากชนเผ่าแรกสุดในดินแดนแห่งนี้ ซึ่งก็คือ ชาวโอลเมค นั่นเอง ชาวโอลเมคเป็นใครและมาจากไหนกัน?


ชาวโอลเมคเป็นใครและมาจากไหนกัน?


รูปสลักทำจากไม้ พบที่เมืองเอล-มานาตี แสดงรูปแบบศิลปะของชาวโอลเมค ที่มาของภาพ

นักสำรวจนาม เมลการ์ เซอร์ราโน (Melgar Serrano) ได้ตั้งข้อสังเกตเมื่อเขาได้รับชมศิลาหน้าคนขนาดยักษ์จากเมือง เตรส ซาโปเตส (Tres Zapotes) หนึ่งในเมืองใจกลางอารยธรรมโอลเมคเอาไว้ในปี ค.ศ. 1869 ว่า “ผมติดใจเจ้าศิลาหน้าคนที่เตรส ซาโปเตสเป็นอย่างมาก ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือชิ้นงานอันแสนวิเศษ ผมแปลกใจที่ศิลาเหล่านี้แสดงหน้าคนที่เหมือนชาวเอธิโอเปีย (Ethiopian) นั่นอาจจะหมายความว่า เคยมีพวกนิโกรอาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้มาก่อนก็เป็นได้”

เอาล่ะสิ หรือว่าชาวโอลเมคจะเป็นชาวเอธิโอเปียที่อพยพมาจากกาฬทวีปตามที่ นายเซอร์ราโน กล่าวอ้างจริงๆ กันแน่?


รูปสลักทำจากเครื่องเคลือบดินเผาของชาวโอลเมค แสดงภาพของเด็กทารกตัวอ้วนที่มีลักษณะท่าทางเสมือนจริง ที่มาของภาพ

การศึกษาอารยธรรมโอลเมคอย่างจริงจังเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1987 เมื่อชาวบ้านในแถบ
เอล-มานาตี (El-Manati) ทางตอนใต้ของเม็กซิโกทำการขุดบ่อเลี้ยงปลา แต่ผลที่เขาได้รับ กลับเป็นมากกว่าบ่อปลา เพราะพวกเขาค้นพบขวานหิน ลูกบอลที่ทำจากยาง เศษกระดูกของมนุษย์ และที่สำคัญที่สุดคือ รูปสลักมนุษย์ครึ่งตัวทำจากไม้ สูงประมาณ 50 เซนติเมตร ดวงตาเอียง ริมฝีปากหนา อันเป็นลักษณะเด่นของศิลปะแบบโอลเมคฝังอยู่ นักวิชาการที่เข้ามาตรวจสอบหลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้ให้ความเห็นว่า วัตถุที่ขุดพบอาจจะเป็นเครื่องบูชายัญในพิธีกรรมต่างๆ ของชาวโอลเมค เพราะพวกเขาคิดว่าเมืองเอล-มานาตีน่าจะเป็นศูนย์กลางการบูชาธรรมชาติ เช่น แม่น้ำหรือภูเขา ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชนเผ่าแห่งเมโสอเมริกาให้ความเคารพนับถือ

เมืองเด่นๆ ของชาวโอลเมคตั้งอยู่บริเวณอ่าวเกมเปเช (Campeche) ประกอบไปด้วยเมืองซาน โลเรนโซ (San Lorenzo) เตรส ซาโปเตส ลาเบนตา (La Venta) และลากูนาร์ เด ลอสเซรอส (Laguna de los Cerros) แต่ละเมืองครอบครองทรัพยากรที่สำคัญและมีค่าแตกต่างกันออกไป โดยที่จะมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในด้านทรัพยากรต่างๆ ด้วย เช่น ลาเบนตาที่ตั้งอยู่ใกล้อ่าวเกมเปเชย่อมต้องมีความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหารและเกลือ ส่วนเมืองซาน โลเรนโซ ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำก็อุดมไปด้วยทรัพยากรดินเหนียว
สำหรับเตรส ซาโปเตส และลากูนาร์ เด ลอสเซรอสที่ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาตุชตลา (Tuxtla) นั้น ก็เป็นแหล่งหินที่สำคัญ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการสร้างอนุสาวรีย์ที่ยิ่งใหญ่และสะดุดตาเซอร์ราโนอีกด้วย อนุสาวรีย์ที่ว่านั้นก็คือ ศิลาหน้าคนขนาดยักษ์ (Colossal Head) นั่นเอง


ศิลาหน้าคนขนาดยักษ์ที่เมืองโกบาตารูปนี้มีขนาดมหึมาที่สุด ด้วยความสูงราว 3.3 เมตร ที่มาของภาพ

นักโบราณคดีพบศิลาหน้าคนของชาวโอลเมคไม่น้อยกว่า 15 ชิ้นในหลากหลายเมือง ไม่ว่าจะเป็นที่
เมืองเตรส ซาโปเตสที่เป็นแหล่งหินเอง รวมทั้งเมืองลาเบนตาและซาน โลเรนโซก็มีการพบศิลาหน้าคนถึง
9 ชิ้น นอกจากนั้นร่องรอยที่หลงเหลืออยู่ของสีแดงที่ปรากฏบนศิลาหน้าคนจากเมืองลาเบนตา ทำให้
นักโบราณคดีเสนอกันว่า ในอดีตศิลาเหล่านี้น่าจะได้รับการทาสีด้วย โดยเฉลี่ยศิลาทั้งหมดมีความสูงอยู่ที่ราวๆ 2 เมตร ส่วนศิลาหน้าคนชิ้นมหึมาที่สุดเป็นศิลาจากโกบาตา ซึ่งมีความสูงถึง 3.3 เมตรเลยทีเดียว!

คำถามที่นักโบราณคดีสงสัยกันก็คือ ศิลาหน้าคนเหล่านี้หมายถึงอะไร? นักโบราณคดีหลายฝ่ายเสนอแนวคิดว่า ศิลาพวกนี้อาจจะถูกสลักขึ้นเพื่อแสดงภาพของเหล่าผู้ปกครองของชาวโอลเมคที่อาจจะเพิ่งสิ้นพระชนม์ไป แต่บางคนก็กล่าวว่า มันอาจจะเป็นภาพสลักของนักรบหรือนักเล่นเกมบอลชาวโอลเมคก็เป็นได้ เพราะว่าเกมบอลถือเป็นกีฬาและพิธีกรรมที่สำคัญ ซึ่งมีอยู่ในเกือบทุกอารยธรรมในเมโสอเมริกา
ดังจะเห็นได้ว่า หลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดค้นพบจากเมืองเอล-มานาตีนั้น มีลูกบอลยางอยู่ด้วย ว่าแต่ศิลาหน้าคนกว่า 15 ชิ้นนี้ คือภาพสลักของชาวเอธิโอเปียตามที่เซอร์ราโนเสนอมาหรือไม่? ประเด็นนี้นักโบราณคดีกระแสหลักไม่ให้การยอมรับทฤษฎีที่ว่า ชาวเอธิโอเปียจากกาฬทวีปคือ บรรพชนของ
ชาวโอลเมค เพราะไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีใดมาสนับสนุนแนวคิดนี้เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นซากพืช ซากสัตว์ กระดูกมนุษย์ รวมทั้งภาษาโบราณที่ใช้ล้วนไม่สามารถเชื่อมโยงไปหาชาวเอธิโอเปีย หรือใช้เป็นหลักฐานในการสรุปถึงการปรากฏตัวของชาวเอธิโอเปียในดินแดนของชาวโอลเมคได้เลย

สุดท้ายแล้วชาวโอลเมค ต้นกำเนิดของชนเผ่าที่สร้างอารยธรรมและวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ท่ามกลางป่าฝนในดินแดนเมโสอเมริกาก็คือ ชาวอเมริกันพื้นเมืองที่เดินทางเข้ามายังดินแดนอเมริกาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล พวกเขาก็คือ เหล่าบรรพชนแห่งวัฒนธรรมอเมริกากลางโบราณที่ยังคงรุ่งเรืองต่อเนื่องยาวนานไปอีกหลายพันปี


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website: https://www.ancient.eu/Olmec_Civilization
Website: https://www.britannica.com/topic/Olmec
Website: https://www.khanacademy.org/humanities/world-history/world-history-beginnings/ancient-americas/a/the-olmec-article
Website: http://www.aztec-history.com/olmec-civilization.html
Website: http://www.crystalinks.com/olmec.html
Website: http://www.ancient-origins.net/news-ancient-places-americas/mysterious-civilization-olmecs-002540