Armies Weapons and Warfare

จิ๋วแต่แจ๋วกับยูนิเวอร์แซล แคร์ริเออร์

หนึ่งในยานพาหนะยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 หน้าตาแปลกๆ รูปร่างลักษณะคล้ายกับรถถังคันเล็กๆ สามารถบรรทุกทหาร สิ่งของสัมภาระ และลากจูงสิ่งต่างๆ ได้ ยานพาหนะคล้ายรถถังรูปร่างสี่เหลี่ยมนี้ แล่นไปในทุกๆ สมรภูมิ มันนำพาทหารสู่สนามรบ หรือลำเลียงยุทโธปกรณ์สู่พื้นที่การรบได้อย่างทันท่วงที ทหารทุกๆ ฝ่ายต่างก็หลงรักมันทันทีที่มีโอกาสได้ขับมัน มรดกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ของมันในฐานะเครื่องจักรสงครามอีกหนึ่งชิ้นของบริษัทวิกเกอร์ อาร์มสตรอง (Vickers-Armstrong) ที่ชนะใจทหารทุกฝ่าย นั่นก็คือ เบรน กัน แคริเออร์ (Bren Gun Carrier) หรือ ยูนิเวอร์แซล แคร์ริเออร์ (Universal Carrier)


ทหารจากกองพลน้อยที่ 158 ขณะใช้รถเบรนแคริเออร์ คุมแถวเชลยเยอรมัน กันยายน 1944 ที่มาของภาพ

ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1 การปรากฏตัวครั้งแรกของรถถัง หรือ ยานเกราะที่จะนำพาทหารเคลื่อนที่ผ่านสนามเพลาะ และแนวรั้วลวดหนามของข้าศึก เริ่มมีให้พบเห็นมากขึ้นในแนวรบด้านตะวันตก
ฝ่ายพันธมิตรและมหาอำนาจกลาง ต่างก็มีความต้องการที่จะทำให้สงครามสนามเพลาะ รู้ผลแพ้ชนะกันเสียที อำนาจการยิงและการเคลื่อนที่ กำลังจะเริ่มมีความสมดุล นอกจากรถถังขนาดใหญ่อย่าง มาร์ควัน Mark I ของกองทัพอังกฤษ หรือรถถังแบบเอเซเว่น A7 ของเยอรมัน ก็เริ่มส่งผลให้เกิดแนวคิดเรื่องสงคราม
ยานเกราะขึ้นมา นอกจากจะมีรถถังคันใหญ่เกราะหนา พร้อมด้วยอาวุธทำลายล้างที่เพียบพร้อม ยานเกราะขนาดกลางและขนาดเล็กก็มีส่วนสำคัญในสนามรบเช่นกัน โดยเฉพาะยานเกราะที่สามารถให้การสนับสนุนทหารราบในการเข้าตีที่หมาย มีความคล่องตัวและมีอาวุธประจำรถที่ดีในระดับหนึ่ง จึงทำให้เกิดการพัฒนา รถถังขนาดเล็ก หรือ แท็งค์เก็ท (Tankette) ที่สามารถเคลื่อนพลเข้าตีที่หมายและให้การสนับสนุนทหารราบ รวมถึงสามารถลาดตระเวนในสนามรบได้อีกด้วย แต่สงครามก็หมดเวลาที่จะให้รถถังน้อยๆ เหล่านี้ได้แสดงบทบาทของตนเอง เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติ


ทหารจากหน่วย กรมโทรอนโทสก็อตทิช กับรถลำเลียงพลอเนกประสงค์ ที่มาของภาพ

ยูนิเวอร์แซล แคร์ริเออร์ เป็นผลงานของบริษัทคาเด็นลอยด์ แมชชีน เดวิล็อป (Carden-Loyd machines developed) ในประเทศอังกฤษ ตอนช่วงกลางปี 1920 โดยผลิตเป็นรถถังขนาดเล็กแบบ มาร์ค 6 (Mark VI) แต่พอถึงปี 1934 บริษัทวิกเกอร์ อาร์มสตรอง ผลิตยานรบรูปแบบใหม่นั่นก็คือ
VAD-50 โดยมีพลประจำรถเพียง 2 นาย นั่งเคียงคู่กันด้านหน้าและสามารถบรรทุกทหารได้ 6 นาย โดยมีขุมพลังจากเครื่องยนต์แบบฟอร์ดวี 8 (Ford V-8) ที่อยู่บริเวณตรงกลางของรถ มันสามารถแล่นข้ามภูมิประเทศ (Cross Country) ได้แทบทุกที่ ภายใต้ทุกๆ สภาพอากาศ มันมีเกราะหนาเพียง 6 มิลลิเมตร แต่สามารถป้องกันพลประจำรถจากสะเก็ดระเบิด หรือกระสุนปืนเล็กได้ คุณสมบัติหลักอย่างหนึ่งของมันคือ สามารถลำเลียงปืนกลหนักแบบวิกเกอร์ (Vickers heavy machine-gun) โดยสามารถทำการยิงบนตัวรถหรือนำลงมายิงนอกตัวรถได้เช่นกัน กองทัพอังกฤษยังหวังจะนำมันไปประจำการเป็นรถแทรกเตอร์ลากจูงปืนใหญ่ (artillery tractors) อีกด้วย


ทหารเยอรมันนำเบรนแคริเออร์ที่ถูกยึดได้มาใช้ทำการรบ จากภาพมันถูกใช้ลำเลียงอาวุธต่อสู้รถถัง ที่มาของภาพ

ในช่วงปี 1935 กองทัพอังกฤษพัฒนาปืนกลขนาดเบา แบบ .303 เบรนกัน (.303 Bren Gun) มาแทนที่ปืนกลแบบลูวิสซึ่งเริ่มล้าสมัย ปืนรุ่นนี้มีพื้นฐานมาจากปืนกลของกองทัพเช็กโกสโลวาเกีย มีน้ำหนัก 28 ปอนด์ (12.7 กิโลกรัม) ซึ่งเป็นอาวุธประจำหมวดทหารราบ หลังจากนั้นจึงมีแนวคิดที่จะนำปืนกลรุ่นนี้ ให้สามารถถูกลำเลียงไปกับยานเกราะจิ๋วรุ่นนี้ได้ โดยลำเลียงมันพร้อมพลปืนไปได้ทุกๆ ที่ในสนามรบ มันจึงมีชื่ออย่างเป็นทางการตามลักษณะของงานว่า “รถลำเลียงปืนกลเบรน” (Bren Gun Carrier) หรือเรียกอีกชื่อว่า “เบรน กัน แคริเออร์” ตามชื่อของปืนกลที่มันลำเลียง รถลำเลียงพลรุ่นนี้มีพลประจำรถ
3 นาย มีพลขับ 1 นาย พลปืนกลเบรน 1 นาย พลยิงผู้ช่วยอีก 1 นาย เคลื่อนที่ไปในสนามรบ และมันยังสอดคล้องกับการจัดกำลังระดับ “ตอนทหารราบ หรือ Infantry Section” จะมีหนึ่งตอนทหารราบที่มีรถเบรนแคริเออร์ ลำเลียงปืนไรเฟิลต่อสู้รถถังแบบ บอย แอนตี้แทงค์ ไรเฟิล
(Boys anti-tank rifles)
ก่อนเปลี่ยนมาเป็นปืนต่อสู้รถถังแบบ PIAT (Projector Infantry, Anti-Tank) สนับสนุนทหารราบในการรบ


ยานเกราะบังคับด้วยรีโมทคอนโทรล "บอกวาร์ด Borgward"  มันมีขนาดไล่เลี่ยนกับ เบรนแคริเออร์ ถูกติดตั้งระเบิดแรงสูง และบังคับให้มันแล่นเข้าหาเป้าหมายก่อนจะกดระเบิด ที่มาของภาพ

ยุทธวิธีการรบระดับหมวดทหารราบ ของกองทัพอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เน้นการนำปืนกลเบรนยิงสนับสนุน โดยต้องนำปืนกลรุ่นนี้ลงจากรถและตั้งยิงให้เร็วที่สุด พลขับจะต้องไม่ลงไปจากรถ เพื่อพร้อมจะลำเลียงพลเคลื่อนย้ายได้ทุกเวลา หากมีการเปลี่ยนแนวยิง รถเบรนแคริเออร์รุ่นแรกๆ สามารถติดตั้งและยิงปืนกลเบรนออกมาจากด้านหน้าของตัวรถได้เลย แต่ในรุ่นหลังๆ ไม่สามารถติดตั้งปืนไว้บนตัวรถได้อีก เพราะมีช่องเก็บอาวุธโดยเฉพาะ พอถึงปี 1943 รถเบรนแคริเออร์แต่ละคัน มีพลประจำรถ 4 นายได้แก่ นายสิบประจำรถ พลขับซึ่งทำหน้าที่เป็นช่างประจำรถไปในตัว พลปืนเล็กอีก 2 นาย เพื่อพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับรถถังเยอรมันรุ่นใหม่ จึงมีการปรับปรุงให้มันสามารถลากจูงปืนใหญ่ต่อสู้รถถังขนาด 6 ปอนด์
แบบ Ordnance QF 6-pounder ซึ่งมีอานุภาพพอจะหยุดรถถังเยอรมันตั้งแต่ พันเซอร์ 1 ถึง พันเซอร์ 4 หรือยานเกราะอื่นๆ ได้อย่างไม่ยากเย็น

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้น การผลิตรถเกราะรุ่นนี้ของกองทัพอังกฤษ มีขึ้นในดินแดนอังกฤษและแคนนาดา แต่ไม่ได้ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากกฎหมายของสหรัฐฯ อนุญาตให้โรงงานของอเมริกาผลิตอาวุธประเภทที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้ได้ตามปกติเท่านั้น รถลำเลียงอเนกประสงค์ หรือ
ยูนิเวอร์แซล แคร์ริเออร์ (Universal Carrier) อันเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของรถเกราะจิ๋วรุ่นนี้ จำนวนกว่า 3,000 คัน เข้าประจำการอยู่ในกองทัพอังกฤษ โดยมันทำการรบเป็นครั้งแรกในสมรภูมิฝรั่งเศสปี 1940 และในตะวันออกกลาง เมื่อการรบดำเนินต่อเนื่องอย่างดุเดือด รถเบรนแคริเออร์ ถูกผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 คันในช่วงปลายปี 1942 และตลอดช่วงสงคราม มีรถเกราะรุ่นนี้ 80,000 คัน ออกปฏิบัติการรบในทุกๆ สมรภูมิ


เบรนแคริเออร์ แล่นออกจากเรือลำเลียงรถถังขึ้นบก LST ที่ชายหาดซาเลอโน่ของอิตาลี ที่มาของภาพ

ในช่วงที่สงครามกำลังดำเนินไปอยู่นั้น ฝ่ายสัมพันธมิตรก็พบวิธีใช้งานเจ้ารถเกราะรุ่นนี้สำหรับภารกิจอื่นๆ หรือ ยุทธวิธีอื่นๆ อย่างเช่น การนำมันไปใช้ในกองพันทหารราบยานยนต์ (Motorized Battalions) หรือในกองพลน้อยทหารราบ (Infantry Brigade) อันเป็นหน่วยขึ้นตรงของกองพลยานเกราะ (Armored Division) ซึ่งมีรถเกราะรุ่นนี้กับหมวดลาดตระเวน (Scout Platoon) นอกจากนี้ยังมีการนำเอาปืนครกขนาด 3 นิ้ว (76 มิลลิเมตร) แบบ Ordnance ML 3-inch mortar มาติดตั้งบนรถเพื่อเป็นฐานยิงสนับสนุนเคลื่อนที่ มีพลประจำปืน จำนวน 5 นาย

กองทัพเยอรมันสามารถยึดรถเกราะรุ่นนี้ไปได้ และนำมันมาใช้ปฏิบัติการรบ ส่วนใหญ่ถูกยึดได้ในช่วงที่กองทัพอังกฤษล่าถอยในปี 1940 ในจำนวนนี้ 60 คัน ที่ถูกดัดแปลงไปใช้เป็นรถติดตั้งระเบิดแรงสูง ถูกควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล บังคับให้มันแล่นเข้าหาเป้าหมายก่อนจะกดระเบิด นอกจากนี้ทหารเยอรมันยังนำมันไปใช้ทำการรบในแนวรบด้านตะวันออก (Eastern Front) กับกองทัพแดงของสหภาพโซเวียต ในการรบปิดล้อมเมืองเซวาสโตโปล (Siege of Sevastopol) มันประสบความสำเร็จในการสนับสนุนการทำลายสนามเพลาะของโซเวียต และบังเกอร์ต่างๆ


ปืนใหญ่ต่อสู้รถถังขนาด 6 ปอนด์ ถูกลากจูงไปกับเบรนแคริเออร์ ที่มาของภาพ

ทหารเยอรมันเองก็ไม่ต่างจากทหารอังกฤษ พวกเขารักมันทันทีที่มีโอกาสได้ขับ แม้มันจะดูบอบบางและเล็กจ้อย แต่มันสามารถนำพาทหารออกไปสู่สนามรบได้อย่างรวดเร็ว ชุดต่อสู้และทำลายรถถังของเยอรมัน เป็นอีกตัวอย่างของการใช้ประโยชน์จากความเล็กกะทัดรัดและคล่องตัวของเบรนแคริเออร์ พวกเขาสามารถลำเลียงปืนต่อสู้รถถังแบบ พันเซอร์เฟาสท์ (Panzerfaust: กำปั้นเหล็ก) หรือ พันเซอร์เชร็ค (Panzerschreck: รถถังระย่อ) ออกไปวางตำแหน่งและดักยิงทำลายยานเกราะ หรือรถถังข้าศึกได้เป็นจำนวนมาก

ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันคือรถเล็กที่อยู่ร่วมในภารกิจใหญ่ มันนำพาทหารอังกฤษขึ้นเรืออย่างปลอดภัย และอพยพอย่างทันท่วงทีที่ดันเคิร์ก มันแล่นออกไปสู้กับกองทัพอักษะในแอฟริกาเหนือ และส่งมอบความปราชัยให้กับกองทัพน้อยแอฟริกาที่เคยเกรียงไกรของเยอรมัน จนถึงลุยหิมะไล่ติดตามพวกเยอรมันที่ป่าอาเดนส์ในเบลเยี่ยม เบรนแคริเออร์ ได้พิสูจน์ตัวมันเองมาตลอดช่วงสงครามแล้วว่า มันคือ ม้าใช้ของหน่วยทหารราบอังกฤษที่นำพาทหารอังกฤษไปสู่ชัยชนะในสงครามครั้งนี้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : http://www.tanks encyclopedia.com/ww2/gb/universal_
carrier.php

Website : http://warfarehistorynetwork.com/daily/wwii/wwii-vehicles-the-british-universal-or-bren-gun-carrier/
Website : http://www.perthregiment.org/rperth13.html
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Universal_Carrier
Website : https://www.militaryfactory.com/armor/detail.asp?armor_id=278