Armies Weapons and Warfare

เจียงหัวจิ่ว นักบินรบเลือดมังกร

เจียงหัวจิ่ว หรือ ที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อภาษาอังกฤษว่า Wah Kau Kong เขาคือนักบินเครื่องบินขับไล่
เชื้อสายจีนหนึ่งเดียวในกองบินทหารบกกองทัพสหรัฐอเมริกา ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในยุทธภูมิยุโรป ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาคือนักบินผู้ได้รับเหรียญเพอเพิ่ลฮาร์ท Puple Heart และ แอร์เมดัล Air medal ถึงแม้ว่าเค้า จะมีสถิติในการยิงเครื่องบินข้าศึกตกได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เขาก็เป็นแบบอย่างของการฝ่าฟันและมุ่งมั่น ที่จะไม่ให้ข้อจำกัดด้านเชื้อชาติมาเป็นอุปสรรค หรือถูกกีดกันไม่ให้สมัครเข้ามาเป็นนักบินรบได้


ร้อยโทเจียงหัวจิ่ว หรือ Wah Kau Kong นักบินรบเชื้อสายจีนคนแรกในกองทัพสหรัฐอเมริกา ที่มาของภาพ

จิ่วเกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ปี ค.ศ. 1919 ในพารามา บนเกาะฮาวาย เขามีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ในวัยเด็กจิ่วเป็นเด็กที่ขยันเรียน และหัวดีมาก ภายหลังจากเรียนจบระดับชั้นมัธยมศึกษาในปี ค.ศ. 1936 จิ่วสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยฮาวาย University of Hawaii และสำเร็จการศึกษาในปี ค.ศ. 1940 ระดับปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์เคมี นอกจากนี้ในระหว่างที่เรียนในมหาลัย เขายังสมัครเป็น นายทหารกำลังพลสำรอง หรือ Reserve Officers' Training Corps ร่วมในการฝึกเพื่อเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ ชีวิตการเป็นทหารนี้เองที่ทำให้เขาอยากจะบิน


ร้อยโทเจียงหัวจิ่ว ขณะลงจากเครื่อง พี 51 ของตนเองหลังจากภารกิจเสร็จสิ้น ที่มาขอภาพ

จิ่วเรียนต่อระดับปริญญาโท และปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์เคมี อนาคตของจิ่วสดใส ด้วยวุฒิการศึกษาและความรู้ความสามารถที่เขาเรียนจบมา แต่แล้วเมื่ออเมริกาถูกโจมตีโดยกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ในการโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่เพิร์ลฮาเบอร์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1942 มันทำให้จิ่วตัดสินใจแล้วว่าเขาจะต้องรับใช้ประเทศชาติ

จิ่วสมัครเข้าเป็นนักบินในกองบินทหารบก เขาผ่านการทดสอบด้วยคะแนนอันดับหนึ่ง หลังจากนั้นเขาผ่านการทดสอบต่างๆ และอบรมตามหลักสูตรการบินนักบินขับไล่ จนครบถ้วน และจิ่วก็สำเร็จการศึกษาในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1943 ได้ติดยศเป็นร้อยตรี และเลื่อนยศเป็นร้อยโทหลังจากนั้น ประวัติศาสตร์อเมริกาต้องบันทึกเอาไว้ว่า เขาคือนักบินเครื่องบินขับไล่เชื้อสายจีนคนแรก ในประวัติศาสตร์กองทัพสหรัฐอเมริกา จิ่วผ่านการฝึกทำการบินกับเครื่องบินรุ่นต่างๆ ที่กองทัพมี รวมทั้งเครื่องบินแบบพี 40
(P-40) และพี 39 (P-39)


เครื่องบินขับไล่ของกองทัพสหรัฐฯ พี 51 มัสแตง ที่มาของภาพ

พอถึงเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1943 ผู้หมวดจิ่วถูกส่งเข้าร่วมรบในยุทธภูมิยุโรป เขาถูกส่งไปฝึกบินอีกครั้งในประเทศอังกฤษ หลังจากนั้นจึงถูกส่งไปประจำการอยู่ในฝูงบินขับไล่ที่ 353 (353rd Fighter Squadron) แห่งกองบินน้อยที่ 354 (354th Fighter Group) พร้อมกับเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ของกองทัพสหรัฐอเมริกานั้นก็คือ เครื่องพี 51 มัสแตง (P-51 Mustang) และเครื่องบินขับไล่ประจำตัวของเขานั้น ได้รับการเรียกขานว่า “ทีของตี๋” หรือ "Chinaman's Chance" อีกด้านหนึ่งของเครื่องบินเขียนเขา เขียนข้อความเอาไว้ว่า “ไม่มีตั๋วห้ามขึ้น” หรือ "No Tickee No Washee"


รุ่นเอ็มอี 410 (Me 410) ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดขนาดหนัก ที่มาของภาพ

ภารกิจของผู้หมวดจิ่ว ในการบินโดยส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นการบินคุ้มกันเครื่องบินทิ้งระเบิด แต่ว่าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1944 จิ่วก็มีโอกาสครั้งแรกในการยิงเครื่องบินข้าศึกตก ผลงานครั้งนี้คือการยิงเครื่องบินขับไล่เยอรมันรุ่นเอฟดับเบิ้ลยู 190 (FW190) ในระหว่างเดินทางกลับจากภารกิจทิ้งระเบิด เหนือท้องฟ้าเมืองแฟรงค์เฟิร์ต มันเป็นภารกิจคุ้มกันเครื่องบินทิ้งระเบิดครั้งที่ 12 ของเขา ชัยชนะครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงในนิตยสารไทม์ (Time Magazine) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1944 อีกด้วย


ร้อยโทเจียงหัวจิ่ว (ขวาสุดของภาพ) ขณะรับเหรียญแอร์เมดัล Air Medal ที่มาของภาพ

ในระหว่างภารกิจครั้งที่ 14 ผู้หมวดจิ่วมีโอกาสร่วมกันทำลายเครื่องบินของเยอรมันรุ่นเอ็มอี 410
(Me 410) ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดขนาดหนัก ร่วมกันกับผู้บังคับฝูงบินพันตรีแจ็ค แบรดลี่ แต่ทว่าในการทำลายเครื่องบินลำนี้ ต้องแลกมาด้วยชีวิตของเขาเอง เพราะพลปืนกลท้ายลำของเครื่องบินเยอรมันลำนี้ ทำการยิงต่อสู้กับเครื่องบินของผู้หมวดจิ่วอย่างดุเดือด

เครื่องบินของผู้หมวดจิ่วและพลปืนกลท้ายลำของเครื่องเอ็มอี 410 แลกกระสุนใส่กันราวกับสาดน้ำ กระสุนชุดหนึ่งที่ยิงมาจากเครื่องเอ็มอี 410 ยิงถูกถังน้ำมันของเครื่องพี 51 ของผู้หมวดจิ่ว ส่งผลให้มันระเบิดแล้วทำเครื่องบินของจิ่ว ตกลงกระแทกพื้นดิน แต่เครื่องบินเยอรมันลำนี้ก็บินหนีไปได้ไม่ไกล เพราะการแลกกระสุนกันกับเครื่องบินของผู้หมวดจิ่ว ทำให้มันเสียหายอย่างหนักเช่นเดียวกัน เครื่องบินของผู้ฝูงบินเข้ามาปิดงานนี้ และยิงเครื่องเยอรมันลำนี้ตกในที่สุด


อนุสรณ์สถานแห่งแปซิฟิก (National Memorial Cemetery of the Pacific)

บริเวณจุดที่เครื่องบินของผู้หมวดจิ่วตก ชาวบ้านเยอรมันในพื้นที่นำศพของเขาไปฝัง หลังจากนั้นเมื่อสงครามยุติใน ค.ศ. 1945 ญาติและเพื่อนๆ ของเขาติดตามหาศพของเขาจนพบ และขุดศพของเขาขึ้นมาไปฝังยังสุสานทหารอเมริกันในเนเธอร์แลนด์ แต่ภายหลังจากนั้น ได้ถูกนำกลับมาฝังยัง อนุสรณ์สถานแห่งแปซิฟิก (National Memorial Cemetery of the Pacific)

และเพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณงามความดีของเขา ที่ได้เสียสละเพื่อประเทศชาติ รวมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีของการเป็นพลเมือง จึงมีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือด้านการศึกษาโดยใช้ชื่อกองทุนตามชื่อของเขา มอบทุนนี้ให้กับนักศึกษาที่เรียนดี ณ มหาวิทยาลัยฮาวาย สถานที่ที่จิ่วเคยเรียน เพื่อเป็นเกียรติแก่เขาไปตลอดกาล


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : http://www.354thpmfg.com/tributes_waukau_kong.html
Website : https://www.revolvy.com/main/index.php?s=Wah%20Kau%20Kong&item_type=topic
Website : http://archives.starbulletin.com/1999/08/20/news/story8.html
Website : https://www.flickr.com/photos/35165757@N00/527184578
Website : http://warhistoryonline.tumblr.com/post/64401697649/1944-lt-wau-kau-kong-the-only-chinese-fighter