Art World

สหรัฐฯ โมเสกโรมันคืนอิตาลี

โมเสกที่เคยประดับเรือพระที่นั่งอันงดงามของพระจักรพรรดิคาลิกูลา อายุเกือบ 2,000 ปี ซึ่งถูกขโมยไปได้รับการนำส่งกลับคืนอิตาลีหลังจากใช้เป็นโต๊ะกาแฟอยู่หลายปี

(20 ตุลาคม 2560)--หนังสือพิมพ์ The Telegraph ของอังกฤษ รายงานว่าโมเสกที่ครั้งหนึ่งเคยประดับเรือพระที่นั่งอันงดงามของพระจักรพรรดิคาลิกูลาที่ว่ากันว่านิยมแต่งพระองค์เป็นหญิงและเคยตั้งม้าของพระองค์ให้ดำรงตำแหน่งกงสุล (consul) นั้น บัดนี้ได้ส่งคืนอิตาลีหลังจากถูกขโมยและลักลอบนำเข้าไปในสหรัฐฯ เมื่อนานมาแล้ว


โมเสกอายุเกือบ 2,000 ปี วางบนธงชาติอิตาลีก่อนสหรัฐฯ คืนสู่เจ้าของที่ชอบด้วยกฎหมายต่อไป ที่มาของภาพ

ผู้สะสมวัตถุโบราณในแมนฮัตตันซื้อโมเสกหลากสีชิ้นนี้ด้วยเจตนาดีและไม่เคยสืบสาวราวเรื่องถึงต้นกำเนิดของศิลปวัตถุดังกล่าวก่อนจะนำไปใช้เป็นโต๊ะกาแฟอยู่หลายสิบปี ชิ้นส่วนหินอ่อนปูพื้นที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างดีนี้เชื่อว่าครั้งหนึ่งเคยใช้ประดับบนเรือพระที่นั่งขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งในสองลำซึ่งพระจักรพรรดิ
คาลิกูลาโปรดให้ต่อขึ้นสำหรับแล่นในทะเลสาบใกล้กรุงโรม


เมื่อสูบน้ำออกจากทะเลสาบ เรือพระที่นั่งจักรพรรดิคาลิกูลาก็ปรากฏแก่สายตา ที่มาของภาพ

โมเสกชิ้นนี้พบครั้งแรกที่ทะเลสาบเนมิ (Lake Nemi) ในเนินเขาอัลบัน (Alban Hill) นอกกรุงโรม ระหว่าง ค.ศ. 1928-1932 ซึ่งเบนิโต มุสโสลินี เป็นผู้สั่งการให้ดำเนินกระบวนการขุดค้นทางโบราณคดีดังกล่าว จากนั้นจึงนำไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ที่มุสโสลินีประกอบพิธีเปิด เมื่อ ค.ศ. 1940 แต่อีก 4 ปีถัดมา (1944) ต่อมาระหว่างการสู้รบกันของฝ่ายสัมพันธมิตร ประกอบกับกำลังของเยอรมนีที่อ่อนแอลงทุกขณะ
เกิดไฟไหม้พิพิธภัณฑ์จนพังทลายลง เชื่อกันว่าโมเสกชิ้นนี้อาจถูกขโมยไปในช่วงความสับสนอลหม่านของสงคราม นั่นเอง


หลังข่าวการขุดพบเรือโบราณ ชาวอิตาลีจำนวนมากเดินทางไปชม ก่อนจะมีการสร้างหลังคาครอบเป็นพิพิธภัณฑ์ในเวลาต่อมา
ที่มาของภาพ


เบนิโต มุสโสลินี (แถวหน้าที่ 2 จากซ้าย) เดิมชมเรือและสิ่งของที่นำขึ้นมาจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์เรือโรมันที่ทะเลสาบเนมิ
ที่มาของภาพ


ห่วงมือจับสัมฤทธิ์ที่ใช้บนเรือพระที่นั่งของพระจักรพรรดิ พบในคราวเดียวกับการขุดค้นเรือ ที่มาของภาพ 


กระนั้น ฝ่ายอิตาลีก็ไม่ย่อท้อ มีการส่งนักสืบจากกองกำลังตำรวจทหารคาราบินิเอรี (Carabinieri) พร้อม
ผู้เชี่ยวชาญตามหาศิลปวัตถุที่ถูกขโมยไปหลายชิ้น จนกระทั่งติดตามไปถึงนครนิวยอร์กโดยได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานของสหรัฐฯ จากสืบสวนทราบว่า การซื้อขายโมเสกชิ้นนี้เกิดขึ้นเมื่อทศวรรษ 1960 โดย เฮเลน ฟิโอรัตติ (Helen Fioratti) ผู้ค้าวัตถุโบราณและเนเรโอ ฟิโอรัตติ (Nereo Fioratti) ผู้สื่อข่าวต่างประเทศของหนังสือพิมพ์อิตาลี แล้วนำไปเก็บไว้ที่อพาร์ตเมนต์ของทั้งคู่บนถนนพาร์กอเวนิว ทั้งนี้ สองสามีภรรยาให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า พวกตนซื้อโบราณวัตถุชิ้นนี้มาจากครอบครัวผู้มีฐานะด้วยเจตนาบริสุทธิ์ และใช้เป็นโต๊ะกาแฟภายในบ้านมาหลายปีแล้ว


โมเสกจากเรือพระที่นั่งจักรพรรดิคาลิกูลา อายุเกือบ 2,000 ปี ที่ครอบครัวฟิโอรัตติใช้เป็นโต๊ะกาแฟอยู่หลายปี ที่มาของภาพ 

ตำรวจอิตาลีจึงแจ้งอายัดโมเสกดังกล่าวผ่านสำนักงานอัยการท้องถิ่นที่เมืองแมนฮัตตัน ครอบครัวฟิโอรัตติกล่าวว่า จะไม่คัดค้านการอายัดเพราะมีค่าใช้จ่ายและใช้เวลามาก ดังนั้น ศิลปวัตถุอันประเมินค่ามิได้นี้จึงถูกส่งกลับไปยังอิตาลี และจะนำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์เรือโรมันที่ทะเลสาบเนมิ ต่อไป

ดาริโอ ฟรานเซสชินี (Dario Franceschini) รัฐมนตรีวัฒนธรรมอิตาลี กล่าวว่า การติดตามโบราณวัตถุครั้งนี้ นอกจากโมเสกแล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบเหรียญกษาปณ์โรมันจำนวนมาก เอกสารลายมือเขียนสมัยกลางและภาชนะดินเผาที่กำหนดอายุได้ราวศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช

“สหรัฐฯ ส่งคืนวัตถุที่เป็นมรดกวัฒนธรรมอิตาลีซึ่งเข้าสู่สหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมายหรือถูกขโมยมา
ต้องขอบคุณคณะทำงานสืบสวนของกองกำลังตำรวจทหารคาราบินิเอรี ที่ทำให้ทุกอย่างกลับไปสู่สถานที่ที่จากมา”

ขณะเดียวกัน ไซรัส อาร์ แวนซ์ จูเนียร์ (Cyrus R. Vance, Jr.) อัยการท้องถิ่นเมืองแมนฮัตตันก็กล่าวถึงการส่งมอบโบราณวัตถุที่สูญหายมาเป็นเวลานานแก่เจ้าของที่ถูกต้องว่า เป็นภารกิจอย่างหนึ่งของหน่วยงานเพื่อยับยั้งกระบวนการขโมยสมบัติทางวัฒนธรรมอันมีค่าและหายากยิ่ง “วัตถุเหล่านี้มีความงดงาม มีเรื่องราว และมีคุณค่าอย่างมากแก่ผู้สะสม แต่ต้องไม่ละเลยต้นกำเนิดของวัตถุเหล่านี้ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในการยืนยันการกระทำความผิดซึ่งเป็นอาชญากรรมโดยแท้”

ลวดลายการออกแบบที่ซับซ้อนของโมเสกชิ้นนี้ยืนยันว่า เรือพระที่นั่งของพระจักรพรรดิคาลิกูลาได้รับการประดับตกแต่งอย่างงดงามเพียงใด เชื่อกันว่าเปรียบได้กับพระราชวังลอยน้ำที่ตกแต่งด้วยทองคำและหินอ่อน ที่มีการแสดงและกิจกรรมรื่นรมย์ต่าง ๆ อย่างครึกครื้น


ภาพวาดลงสีสมัยศตวรรษที่ 18 แสดงรูปจำลองเรือพระที่นั่งพระจักรพรรดิคาลิกูลา ที่มาของภาพ

กล่าวกันว่า เรือพระที่นั่งของจักรพรรดิพระองค์นี้มีความยาว 240 ฟุต (73.15 เมตร) มีส่วนหัวเรือที่ได้รับการออกแบบและตกแต่งอย่างงดงาม ส่วนใบเรือทำด้วยผ้าไหมสีม่วงอันเป็นสีที่นิยมกันในหมู่ชนชั้นสูงของโรมัน และโลกโบราณอีกหลายแห่ง ตามหลักฐานของซูเอโทนิอุส (Suetonius) นักประวัติศาสตร์โรมัน
เรือพระที่นั่งลำนี้มี “ฝีพายสิบแถว ท้ายเรือประดับประดาด้วยอัญมณี มีห้องอาบน้ำขนาดใหญ่ ดาดฟ้า และห้องโถง พร้อมไวน์ และไม้ผลหลากหลายให้เลือกกินได้ไม่จำกัด”

เชื่อกันว่าโมเสกชิ้นนี้มาจากเรือพระที่นั่งลำใดลำหนึ่งในจำนวน 2 ลำ ของพระจักรพรรดิคาลิกูลา ยิ่งกว่านั้นการค้นพบเรือสองลำในสมัยที่มุสโสลินีปกครองอิตาลีอยู่นั้น ทำให้นักวิชาการเชื่อว่าเรือลำที่สามซึ่งสาบสูญไปเป็นเวลานานน่าจะจมอยู่ใต้โคลนที่พื้นทะเลสาบแห่งนั้น นั่นเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต้นปี 2560 ที่ผ่านมา นักดำน้ำและนักโบราณคดีอิตาลีเริ่มค้นหาเรือลำที่สามในตำนานโดยใช้คลื่นโซนาร์และอุปกรณ์สแกนพื้นทะเลสาบ แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่พบ ยิ่งกว่านั้น ยังไม่มีผู้ใดตอบได้ว่าเรือไม้ลำมหึมานั้นจมลงก้นทะเลสาบได้อย่างไร เป็นได้ว่าเวลาผ่านไป เรือผุพังจนกลายเป็นเศษไม้ไปแล้วก็ได้ หรืออาจเป็นการ “ลบความทรงจำ” ในอดีตโดยผู้ครองราชย์ต่อจากจักรพรรดิคาลิกูลา นั่นคือ
พระจักรพรรดิเคลาดิอุส (Claudius) ที่ต้องการทำลายสิ่งที่อาจเชื่อมโยงไปยังรัชสมัยก่อนหน้าพระองค์ก็เป็นได้

ทั้งนี้ นอกจากโมเสกที่ส่งคืนอิตาลีแล้ว ยังมีภาชนะดินเผาที่โจรปล้นสุสานขุดขึ้นมาจากแหล่งโบราณคดีทางตอนใต้ของแคว้นคัมปาเนีย (Campania) ซึ่งผู้ค้าวัตถุโบราณลักลอบนำเข้าสหรัฐฯ ก่อนจะไปจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์นครนิวยอร์ก รวมไปถึงภาชนะดินเผาได้จากการขุดค้นโดยผิดกฎหมายในเมืองปูเกลีย (Puglia) ทางใต้สุดของประเทศอิตาลี ซึ่งพบในห้องแสดงศิลปะแห่งหนึ่งที่นิวยอร์ก อีกด้วย


ภาชนะดินเผาจากเมืองปูเกลียที่ส่งคืนคราวเดียวกับโมเสกในข่าวนี้ ที่มาของภาพ

พระจักรพรรดิคาลิกูลา มีพระนามเดิมว่า กาอิอุส ยูลิอุส คีซาร์ เกร์มานิคุส (Gaius Julius Caesar Germanicus) ทรงครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 37-41ต่อจากพระจักรพรรดิทิเบริอุส (Tiberius) ผู้ทรงเป็นพระอัยกา (ปู่) บุญธรรมของพระองค์


หินอ่อนสลักรูปพระจักรพรรดิคาลิกูลา ที่มาของภาพ

นักประวัติศาสตร์มักกล่าวถึงพระจักรพรรดิคาลิกูลาในภาพลักษณ์ด้านลบด้วยการกล่าวว่า พระองค์มีอาการทางจิตกับการหลงเพ้อกับความหรูหรา ร่ำรวย และความยิ่งใหญ่ต่าง ๆ แม้จะมีนักวิชาการจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า มีหลักฐานเพียงไม่กี่ชิ้นที่สนับสนุนข้อกล่าวหาที่ดูเกินจริงสำหรับพระองค์

รัชสมัยสั้น ๆ ของพระองค์จบลงด้วยการนองเลือด เมื่อพระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์โดย
ทหารรักษาพระองค์ไปรตอเรีย หรือไปรโตริอานี ( the Praetorian Guard) ท่ามกลางกระแสการต่อต้านพฤติกรรมการใช้อำนาจเผด็จการ และการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายของพระองค์ ยิ่งกว่านั้น สิ่งหนึ่งที่ผู้คนจำได้เกี่ยวกับพระจักรพรรดิพระองค์นี้คือ การมีพฤติกรรมโหดร้ายและแปลกประหลาดที่สุดพระองค์หนึ่ง พระองค์ถูกกล่าวหาว่าหลับนอนกับพระขนิษฐา (น้องสาว) ของพระองค์เอง อีกทั้งยังประกาศพระองค์เป็นเทพเจ้าที่มีชีวิตบนพื้นโลก และนิยมให้นำนักโทษไปเป็นอาหารของสัตว์ป่าอยู่เสมอ ๆ


แหล่งข้อมอ้างอิง
http://www.telegraph.co.uk/news/2017/10/20/stolen-mosaic-adorned-emperor-caligulas-lavish-pleasure-barge/?utm_content=bufferf5cfb&utm_medium=social&utm_source=facebook.com&utm_campaign=buffer

http://www.dailymail.co.uk/news/article-5001436/Italy-gets-looted-mosaic-Emperor-Caligulas-ship.html