Armies Weapons and Warfare

จอมพลอัลเบิร์ต เคสเซลริ่ง กับรอยยิ้มของนักสู้ ตอนที่ 2 (จบ)

เมื่อกองทัพเยอรมันปราชัยในแอฟริกาเหนือ ที่หมายต่อไปของฝ่ายพันธมิตรคือการบุกเกาะซิซิลี
จอมพลเคสเซลริ่งคาดการณ์ไว้แล้วว่า พวกพันธมิตรต้องโหมโรงการบุกอิตาลีด้วยการยึดเกาะซิซิลีให้ได้ เขาสั่งเสริมกำลังเข้าไปในเกาะนี้ทันที หน่วยยานเกราะที่สำคัญของเยอรมันทั้ง กองพลทหารราบยานเกราะที่ 15 (15th Panzergrenadier Division) และกองพลยานเกราะแฮร์มันเกอริ่ง (Hermann Göring Panzer Division) แต่เดิมนั้นทั้งสองกองพลถูกละลายทั้งหน่วยจากการรบในตูนิเซีย แต่มีการสถาปนาหน่วยใหม่อีกครั้ง ถูกส่งไปตั้งมั่นที่ซิซิลี แม้การรบตัดสินชี้ขาดจะเกิดขึ้นบนบกก็ตาม แต่จอมพลเคสเซลริ่งก็ยังหวังที่จะใช้กำลังจากกองทัพเรือเยอรมัน ในการพลิกเกมสงครามครั้งนี้


จอมพลเคสเซลริ่งถ่ายรูปกับนายพลอเมริกันภายหลังจากที่เขาและลูกน้องยอมจำนน
ที่มาของภาพ


จอมพลเคสเซลริ่ง ต้องการให้กองทัพเรือเยอรมันส่งเรือดำน้ำเข้ามาปฏิบัติการรอบๆ เกาะซิซิลี เพื่อทำลายเรือรบพันธมิตรที่กำลังยกพลขึ้นบก กองเรือดำน้ำเยอรมันสนองตอบความต้องการของเคสเซลริ่งทันที มีเรือลำเลียงรถถังขึ้นบก หรือ LST ของอเมริกันจำนวน 2 ลำ ถูกยิงจมโดย เรืออู-953
นอกจากนี้ เรืออู-375 จมเรือช่วยรบของอังกฤษในขบวนคอนวอย (Convoy) ได้ 3 ลำ การปฏิบัติการของเรือดำน้ำที่เคสเซลริ่งหวังเอาไว้ กลับถูกขัดขวางจากเรือพิฆาตและเครื่องบินปราบเรือดำน้ำของฝ่ายพันธมิตร เมื่อกองเรือรบทั้งของอเมริกันและอังกฤษสนธิกำลังกัน กองทัพทั้งสองก็มีกองเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มันเพียบพร้อมไปด้วยเรือแทบทุกประเภท จนเป็นการยากที่เรือดำน้ำไม่กี่ลำจะสร้างความเสียหายต่อกองเรือขนาดมหึมาเหล่านี้ได้

10 กรกฎาคม ค.ศ. 1943 การยกพลขึ้นบกที่เกาะซิซิลีของพันธมิตรก็เริ่มขึ้น มันเป็นบทเรียนสำคัญของฝ่ายพันธมิตรในการยกพลขึ้นบกในวันดีเดย์ (D-Day) ในอีกหนึ่งปีต่อมา เพราะการยกพลขึ้นบกครั้งนี้ กองทัพพันธมิตรยังไม่สามารถทำลายกำลังทางอากาศเยอรมันลงได้ เครื่องบินดำทิ้งระเบิดแบบสตูก้า หรือ
JU-87 Stuka ดำดิ่งลงไปทิ้งระเบิดใส่กองเรือรบอเมริกัน จนส่งผลให้เรือพิฆาตยูเอสเอสแมดด็อซ
(USS Maddox) อับปางลง เครื่องบินขับไล่อย่าง BF-109 หรือ เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ JU-88 ก็รวมฝูงทิ้งระเบิดลงสู่กองเรือรบนอกชายฝั่งซิซิลีด้วยเช่นกัน


แผนที่แสดงแนวรับเยอรมันในอิตาลี ที่มาของภาพ

จอมพลเคสเซลริ่ง บินด่วนไปยังสนามรบที่เกาะซิซิลีด้วยตนเองในวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 เพื่อบัญชาการและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แม่ทัพข้าศึกทั้งสองคนที่นำการรุกทะลวงแนวรับเยอรมันอิตาลีซิซิลีครั้งนี้ ได้แก่นายพลจอมมุทะลุของอเมริกันอย่างพลโทจอร์จ เอส แพตตั้น และนายพลของฝ่ายอังกฤษ นายพลโทเบอร์นาด มอนโกเมอรี่ ทั้งสองนายพลแม้จะไม่ประสานการรุกกัน แต่ทิศทางและความต่อเนื่องของเส้นทางการรุกของกองทัพข้าศึกทั้งสอง ก็ทำให้แนวรับเยอรมันถูกตีแตกอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง การรบรุนแรงนองเลือดดำเนินต่อไปตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1944 ทำให้เคสเซลริ่งรู้ดีว่า เกาะแห่งนี้จะต้องเสียทีแก่ข้าศึกเป็นแน่แท้ ทางที่ดีเขาควรรีบถอนกำลังออกจากซิซิลี และกลับไปจัดแนวรับในตัวแผ่นดินใหญ่ที่อิตาลีจะดีกว่า ต้นเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1944 เคสเซลริ่งมีคำสั่งให้ถอนกำลังออจากเกาะซิซิลี โดยใช้เส้นทางบริเวณเมืองเมสซิน่า ซึ่งเป็นจุดที่แคบที่สุดระหว่างเกาะซิซิลีและอิตาลี กองทัพเยอรมันและอิตาลีถอยออกไปจากเกาะนี้ได้อย่างปลอดภัย ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การแข่งขันกันเองระหว่าง
นายพลอเมริกันและอังกฤษ ที่ต่างฝ่ายต่างก็มีแผนการรบในซิซิลีตามแผนของตนเองมากกว่าจะร่วมปฏิบัติ และประสานการบุกกันตามแผน


จอมพลเคสเซลริ่งตรวจเยี่ยมทหารเยอรมันในแนวรบอิตาลี ที่มาของภาพ

ทันทีที่ถอนกำลังกลับมาได้แล้ว จอมพลเคสเซลริ่งก็สั่งกองกำลังเยอรมันทุกๆ หน่วยในอิตาลีให้ เตรียมพร้อมรับการบุกของฝ่ายพันธมิตร แนวตั้งรับต่างๆ บริเวณชายหาดที่สำคัญทางตะวันตก รวมทั้งบริเวณทางตอนใต้ที่อยู่ใกล้กับเกาะซิซิลี ซึ่ง ณ ขณะนี้กลายเป็นฐานสำหรับการบุกอิตาลีของฝ่ายพันธมิตรไปเสียแล้ว แต่สิ่งที่น่ากังวลพอๆ กับการบุกของฝ่ายพันธมิตรก็คือ ท่าทีของอิตาลีในการทำสงคราม
ซึ่งจอมพลเคสเซลริ่งยังเชื่อมั่นในจิตวิญญาณนักสู้ของสหายร่วมรบเยอรมัน แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองของอิตาลี และความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้เยอรมันไม่ไว้ใจอิตาลีอีกต่อไป เมื่อผู้นำอิตาลีอย่างเบนนิโต้ มุโสลินี ถูกโค่นลงจากอำนาจ ยิ่งทำให้เยอรมันต้องเข้าควบคุมอิตาลีเอาไว้ เพราะหากอิตาลีย้ายข้างไปเข้ากับฝ่ายพันธมิตร หรือ ปล่อยให้พันธมิตรรุกขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ อีกไม่นานกองทัพพันธมิตรจะข้ามเทือกเขาแอลป์ และบุกเข้าสู่ภาคใต้ของเยอรมันได้ในที่สุด


ไม่ว่าสถานการณ์การรบจะเป็นเช่นไร เขาก็จะไปตรวจเยี่ยมทหารของตนเองเสมอ
ที่มาของภาพ


และแล้วอิตาลีก็ถอนตัวออกจากสงคราม ในวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1943 กองกำลังเยอรมันในอิตาลีไม่ถอนทหารออกไปจากอิตาลี และประกาศให้กองทัพอิตาลีวางอาวุธ แม้จะมีการต่อต้านและต้องใช้กำลัง แต่อิตาลีก็ไม่อาจต้านทานหรือขับไล่กองทัพเยอรมันออกไปจากประเทศได้ หนำซ้ำเมืองหลวงของพวกเขาที่กรุงโรม ยังมีทหารเยอรมัน 2 กองพลรักษาการณ์อยู่อีกด้วย ตอนนี้อิตาลีเปลี่ยนสถานะจากพันธมิตรเยอรมันกลายมาเป็นประเทศที่ถูกเยอรมันยึดครอง

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1943 กองทัพพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่เมืองซาเลอโน (Salerno) จอมพลเคสเซลริ่งและแม่ทัพนายกองของเขา พร้อมแล้วที่จะรบกับข้าศึกที่พวกเขาตั้งหน้าตั้งตารอมาตลอด กองทัพอเมริกันที่ 5 (U.S. 5th Army) ยกพลขึ้นบกและเร่งรุดเคลื่อนพลเข้าสู่ฝั่ง จากประสบการณ์ในการรบกับการยกพลขึ้นบกของฝ่ายพันธมิตรในซิซิลี ทำให้เขารู้ถึงจุดอ่อนของการรุกสะเทินน้ำสะเทินบกนี้ จอมพลเคสเซลริ่ง รู้ดีว่า กำลังทหารข้าศึกที่กำลังขึ้นหาดและรอรวมพลเพื่อรุกเข้าสู่ฝั่งนั้น บอบบางเกินกว่าที่จะต้านทานการรุกโต้ตอบอย่างหนักได้ เพราะพวกเขาเป็นเพียงทหารราบอาวุธเบาธรรมดาๆ ที่กำลังรอยานเกราะหรือรถถังเคลื่อนพลเข้ามาสมทบ ที่สำคัญ หากทำการรบที่บริเวณชายหาด ฝ่ายพันธมิตรจะไม่สามารถรอขอการยิงสนับสนุนจากปืนใหญ่ของเรือรบได้ เพราะระยะทำการรบของกองกำลังที่อยู่บนหาดกับข้าศึกนั้น อยู่ใกล้กันเกินไป และมีโอกาสยิงถูกฝ่ายเดียวกันได้จากการยิงสนับสนุน


ปืนใหญ่ต่อสู้รถถังแบบพัค 40 ของเยอรมันในที่มั่นแห่งหนึ่งที่ซาเลอโน ที่มาของภาพ

จอมพลเคสเซลริ่งจึงจัดกำลังรบเข้าตีหาดแบบเต็มอัตราอย่างรุนแรงและหนักหน่วง มันก่อให้เกิด
ความสูญเสียอย่างมากต่อกองกำลังพันธมิตร จนทำให้ผู้บัญชาการฝ่ายพันธมิตร มีแนวคิดจะถอนกำลังออกมาจากหาด นอกจากนี้ฝูงบินรบเยอรมันหลายฝูง และหลากหลายประเภทอากาศยาน ผลัดเปลี่ยนกันหมุนเวียนเข้าโจมตีข้าศึกอยู่ตลอดเวลา ทหารเยอรมันขับไล่กองกำลังพันธมิตรที่วางกำลังรักษาการณ์ อยู่บริเวณรอบหมู่บ้านพื้นที่โดยรอบของซาเลอโนได้หลายแห่ง ผลักดันให้พวกเขาถอยกลับไปที่หาด ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดอีกแล้วที่จะหยุดการรุกของเยอรมันได้ แต่แล้วกองเรือรบของพันธมิตรก็เปิดฉากยิงถล่ม สกัดกั้นการรุกของเยอรมัน มันเป็นการแก้เกมชนิดที่ว่า ต้องลุ้นกันจนนาทีสุดท้าย เมื่อเหล่าบรรดาผู้ตรวจการณ์หน้าของ
กองทัพเรือ ถูกส่งมาที่หาดและแจ้งพิกัดการยิงให้แก่กองเรือรบได้รับทราบ มันเป็นการยิงถล่มข้าศึกในระยะใกล้กับแนวทหารฝ่ายเดียวกันอย่างแม่นยำ และพวกเขาก็หยุดทหารเยอรมันเอาไว้ได้

ในแนวรบอิตาลีนั้น กองทัพเยอรมันจัดแนวรับของตนเองขึ้นมาตลอดแนวความกว้างของประเทศอิตาลี มันคือ แนวรับที่เยอรมันจัดวางกำลังทหารของตนเองเอาไว้ ได้แก่ แนวบาบาร่า กุสตาฟ ซีซาร์ และ โกธิค และยังมีแนวรับย่อยอื่นๆ อีก ซึ่งแต่ละแนวรับจอมพลเคสเซลริ่งวางกำลังพล และติดตามตรวจตราแนวรบด้วยตนเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทหารเยอรมันแทบทุกคนในอิตาลีจะคุ้นเคยกับภาพของจอมพลเคสเซลริ่ง ที่เดินทางมาตรวจเยี่ยมกำลังพลในแนวรบ และสิ่งหนึ่งที่จอมพลคนนี้มักจะแสดงออกให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้เห็นอยู่เสมอ นั่นก็คือ “รอยยิ้ม” เขามักจะยิ้มให้ลูกน้องและทุกๆ คน ที่เขาพบเห็น ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ว่าการรบจะดำเนินไปในทิศทางใด จอมพลอัลเบิร์ต เคสเซลริ่งก็ยังคงยิ้มได้เสมอ เหล่าบรรดาทหารจึงให้ฉายาเขาว่า “อัลเบิร์ตยิ้มแฉ่ง” นอกจากนี้ ด้วยความที่เขาเป็นผู้นำทางทหารที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับ
ลูกน้อง และให้การดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี จึงทำให้ทหารหนุ่มเยอรมันทุกคนพร้อมใจเรียกจอมพลคนนี้ว่า “ลุงอัลเบิร์ต”

การรบยืดเยื้อไปจนกระทั่งปลายปี ค.ศ. 1943 กองทัพพันธมิตรยังพยายามเจาะแนวรับเยอรมันเข้ามา แต่การตั้งรับและอาศัยภูมิประเทศของทหารเยอรมัน ชะลอให้การรุกของฝ่ายพันธมิตรเป็นไปด้วยความยากลำบาก แนวรับเยอรมันใต้การบังคับบัญชาของจอมพลเคสเซลริ่ง บีบให้กองทัพพันธมิตรต้องจ่ายด้วยชีวิตทหารเป็นจำนวนมาก ต่อทุกๆ หลาที่พันธมิตรเคลื่อนพลเข้ามา เมื่อการรุกฝ่าแนวรบเยอรมันเป็นงานยาก ดังนั้นฝ่ายพันธมิตรจึงต้องอ้อมผ่านมันไป การอ้อมผ่านแนวรับอันแข็งแกร่งจอมพลเคสเซลริ่ง ก็มีวิธีเดียวเท่านั้น คือการยกพลขึ้นบก เพราะจากสภาพภูมิประเทศของอิตาลี ที่เป็นแนวยาวและมีน้ำทะเลทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกของประเทศ มันจึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะยกพลขึ้นบกหลังแนวรับเยอรมัน


จอมพลเคสเซลริ่งระหว่างการไต่สวนในศาลอาชญากรสงคราม ที่มาของภาพ

ปลายเดือนมกราคม ค.ศ. 1944 กองทัพพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่แอนซิโอ เพื่ออ้อมผ่านแนวรับกุสตาฟ กองทัพเยอรมันต้องเร่งรุดเข้าสกัดการยกพลขึ้นบกครั้งนี้ให้เร็วที่สุด ทางหลวงหมายเลข 7 จากแอนซิโอมุ่งขึ้นเหนือไปสู่กรุงโรม โดยผ่านแนวรับซีซาร์ ฝ่ายพันธมิตรคุกคามแนวรับเยอรมันถึงสองแนว มีโอกาสสูงที่กรุงโรมจะถูกตีแตก ไม่นานนักกองทัพพันธมิตรก็เจาะแนวรับกุสตาฟเข้ามาได้ แต่พวกเขายังต้องรบต่อไป เพื่อแย่งยึดมอนเต้คาสซิโน (Monte Cassino) กลางปี ค.ศ. 1944 กองทัพพันธมิตรยกพลขึ้นบก
ที่นอร์มังดี ฝรั่งเศส การบุกเพื่อปลดปล่อยยุโรปจากยึดครองของฝ่ายเยอรมันเริ่มขึ้นแล้ว แนวรบอิตาลีกำลังจะถูกลดความสำคัญในแผนที่ยุทธศาสตร์สงครามของฝ่ายพันธมิตร แต่การรบอันดุเดือดก็ยังคงดำเนินต่อไป จอมพลเคสเซลริ่งและทหารของเขาทำการรบร่นถอยได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เส้นทางสู่เบอร์ลินโดยผ่านอิตาลีของกองทัพพันธมิตร เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ถึงแม้กรุงโรมจะถูกยึดได้ แต่ฝ่าเยอรมันยังเคลื่อนกำลังไปจัดแนวรับใหม่ ซึ่งก็คือ แนวโกธิค และไม่ว่าจะแนวรบใดหรือที่มั่นของเยอรมันแห่งใดในอิตาลี “ลุงอัลเบิร์ต” ของทหารเยอรมัน ก็จะไปปรากฏตัว
ส่งรอยยิ้มของนักสู้ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้ลูกน้องตนเองเสมอ เขาเป็นจอมพลของเยอรมันที่ทหารรักและเคารพอย่างมาก พอๆ กับจอมพลแอร์วิน รอมเมล เลยทีเดียว การตรากตรำตรวจเยี่ยมแนวรบต่างๆ นี้เอง ทำให้เขาต้องพบกับอุบัติเหตุ วันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 1944 รถยนต์ประจำตำแหน่งของเขา ชนเข้ากับปืนใหญ่กระบอกหนึ่งซึ่งวางตำแหน่งล้ำออกมาที่ถนน รถของเขาพลิกคว่ำ ทำให้จอมพลเคสเซลริ่งบาดเจ็บสาหัสที่ศรีษะ เขาถูกรีบนำส่งไปรักษาที่เยอรมันเป็นการด่วน



อดีตทหารผ่านศึกเยอรมันซึ่งเคยอยู่ใต้การบังคับบัญชาของจอมพลเคสเซลริ่ง ใส่เครื่องแบบมาร่วมพิธีศพของท่านจอมพล
ที่มาของภาพ


หลังจากความพ่ายแพ้ของเยอรมันในการรุกโต้ตอบพันธมิตรที่ป่าอาเดนส์ จอมพลแกร์ด ฟอน รุนด์ชเตดท์ ผู้บัญชาการแนวรบด้านตะวันตก หรือ โอเบอเบฟีลฮาเบอ เวส (Oberbefehlshaber West)
ถูกฮิตเลอร์สั่งปลดจากตำแหน่ง และมอบตำแหน่งการบัญชาการกองทัพเยอรมันในแนวรบด้านตะวันตกทั้งหมด ให้แก่จอมพลเคสเซลริ่ง มันคือภาระหน้าที่ที่หนักอึ้งในการตั้งรับข้าศึกจำนวนมากมายมหาศาล โดยที่เขามีกองทัพที่สะบักสะบอมมาจากการรบ และเหลือจำนวนกำลังพลไม่มาก พร้อมทั้งไม่เหลือทรัพยากรเพื่อการทำสงครามใดๆ อีกต่อไปแล้ว จุดจบของอาณาจักรไรช์ที่ 3 กำลังจะมาถึงแล้ว ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตายหลังจากนั้นไม่นาน และสั่งให้กองทัพเยอรมันทำลายทุกอย่างทิ้ง แต่เคสเซลริ่งเลือกที่จะวางเฉยและนำพาลูกน้องตนเอง เคลื่อนกำลังไปยอมจำนนต่อกองกำลังพันธมิตร แต่ถึงแม้ว่าเขาจะยอมจำนนแล้วก็ตาม เขายังติดต่อกับนายทหารระดับสูงของฝ่ายพันธมิตร เพื่อร้องขอให้พันธมิตรช่วยเหลือกองกำลังเยอรมันในยูโกสลาเวีย ซึ่ง ณ ขณะนั้น ทหารเยอรมันที่ยอมจำนนถูกสังหารอย่างไร้ความปราณี แต่คำขอนี้ไม่มีการตอบสนอง ในปี ค.ศ. 1947 จอมพลอัลเบิร์ต เคสเซลริ่ง ถูกจับขึ้นศาลในข้อหาอาชญากรสงคราม เขาถูกตัดสินว่ามีความผิด ถึงแม้จะมีข้อคัดค้านว่า ทุกข้อกล่าวหานั้นเขาไม่ได้เป็นคนออกคำสั่ง แต่เป็นการกระทำของผู้อื่น แต่ทว่าสุดท้ายแล้ว เขาถูกตัดสินโทษประหารชีวิต

ข่าวการตัดสินโทษของจอมพลอัลเบิร์ต เคสเซลริ่ง ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และท่าทีของผู้คนต่างๆ ไม่น้อย อดีตทหารผ่านศึกของเยอรมันที่เคยอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเขา แสดงท่าทีไม่พอใจ และเริ่มรวมกลุ่มจะประท้วงคำตัดสินของศาล พวกเขายืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “ลุงอัลเบิร์ต” หรือ
“อัลเบิร์ตยิ้มแฉ่ง” คนนี้ คือ ทหาร เขาเป็นชายชาติทหารด้วยตัวและหัวใจ แม้แต่จอมพลของอดีตข้าศึกอย่าง
เซอร์แฮร์โรล อเล็กซานเดอร์ แห่งกองทัพอังกฤษ เขียนจดหมายส่วนตัวไปยังนายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้นคือ คลีเมนต์ แอทลี เพื่อให้อังกฤษแทรกแซงคำตัดสินนี้ โดยเนื้อความจดหมายบรรยายว่า
“ผมไม่มีข้อร้องเรียนใดๆ ต่อการกระทำของจอมพลเคสเซลริ่ง เขาและทหารของเขา สู้รบกับเราอย่างทรหดและสมศักดิ์ศรี” นอกจากนี้ เหล่าบรรดานายพลคนอื่นๆ ของกองทัพอังกฤษ ที่เคยสู้รบกับเขาทั้งในแอฟริกา ซิซิลี และอิตาลี ต่างแสดงท่าทีให้มีการลดโทษจอมพลเคสเซลริ่ง และในบรรดาบุคคลเหล่านี้มีอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษวิสตัน เชอร์ชิล รวมอยู่ด้วย

ด้วยความร่วมมือและข้อเรียกร้องจากทุกๆ คน ทำให้เขาถูกลดโทษให้จำคุกตลอดชีวิต แต่หลังจากนั้น ปี ค.ศ. 1952 เขาถูกปล่อยตัว เนื่องจากสุขภาพย่ำแย่ลง แต่ถึงแม้จะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ เขาก็ยังยินดีให้ความช่วยเหลือในฐานะที่ปรึกษาแก่กองทัพเยอรมัน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในการเขียนหนังสือที่ชื่อ โซลดาท บิส ซัม เลท์ซเทน แทก (Soldat bis zum letzten Tag) หรือ “เป็นทหารจนวันสุดท้าย” จอมพลอัลเบิร์ต เคสเซลริ่ง เสียชีวิตในวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ. 1960 ด้วยวัย 74 ปี งานศพของเขาได้รับการจัดพิธีฝังอย่างสมเกียรติ โดยมีอดีตทหารที่เคยอยู่ใต้การบังคับบัญชาของเขา อดีตนายพลเยอรมัน หรือแม้กระทั่งอดีตสมาชิกพรรคนาซี มารวมงานนี้ด้วยเช่นกัน


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://www.warhistoryonline.com/napoleon/8-heroes-spanish-resistance-napoleon.html
Website : https://www.britannica.com/biography/Albert-Kesselring
Website : https://ww2gravestone.com/people/kesselring-albert/
Website : http://spartacus-educational.com/GERkesselring.htm
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Albert_Kesselring