Armies Weapons and Warfare

จอมพลอัลเบิร์ต เคสเซลริ่ง กับรอยยิ้มของนักสู้ ตอนที่ 1

ในบรรดาจอมพลและนายพลของกองทัพเยอรมัน ที่ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์สงครามทั่วโลกต่างรู้จัก เห็นจะไม่พ้นจอมพลแอร์วิน รอมเมล จอมพลผู้มีฉายาว่า “จิ้งจอกทะเลทราย” ผู้บัญชาการกองกำลังเยอรมันในแอฟริกาเหนือ ช่วงปี ค.ศ. 1942 เป็นจอมพลที่ทหารใต้การบังคับบัญชาต่างเคารพและศรัทธา ไม่เว้นแม้ศัตรูก็ยังนับถือ อีกท่านหนึ่งคือ “บิดาแห่งกองพลยานเกราะ” พลเอกไฮนซ์ กูเดอเรียน ซึ่งแนวคิดของเขานำพากองพลยานเกราะ หรือ Panzer Division รุกรานประเทศต่างๆ เกือบทั่วทั้งทวีปยุโรป


จอมพลอัลเบิร์ต เคสเซลริ่ง กับรอยยิ้มของเขา ที่มาของภาพ

แต่ยังมีจอมพลอีกท่านหนึ่ง ซึ่งนับได้ว่าเป็นอัจฉริยะด้านการทหารอีกคน ซึ่งต้องมาทำหน้าที่บัญชาการแนวรบทั้งหมด โดยควบคุมทั้งกำลังทางบกและทางอากาศด้วยตัวคนเดียว สามารถสู้รบกับข้าศึกจำนวนมหาศาล ตั้งรับยันกองทัพศัตรูเอาไว้ไม่ให้บุกเข้าสู่เยอรมันได้ เขาผู้นั้นคือ จอมพลอัลเบิร์ต เคสเซลริ่ง อัลเบิร์ต เคสเซลริ่ง เกิดวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ.1885 ที่เมืองมาร์คท์ชเต็ท แคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี เป็นบุตรชายของคาร์ล อดอล์ฟ เคสเซลริ่ง ผู้เป็นครูใหญ่ของโรงเรียน และดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาของเมืองอีกด้วย เคสเซลริ่งใช้ชีวิตในวัยเด็กอยู่ที่เมืองแห่งนี้จนกระทั่งปี ค.ศ. 1904 ขณะนั้นอายุได้ 14 ปี หนุ่มเคสเซลริ่งสมัครเข้าร่วมกับกองทัพเยอรมันในฐานะนักเรียนทหาร หรือ Fahnenjunker (ฟาฮ์เนินจุงเกอร์) สังกัด กรมทหารปืนใหญ่บาวาเรียนที่ 2

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้น ผู้หมวดเคสเซลริ่งทำหน้าที่ทหารรับใช้ชาติในกรมทหารปืนใหญ่ที่เขาสังกัด เขาทำหน้าที่ของตนเองได้เป็นอย่างดี เป็นชื่นชมของผู้บังคับบัญชา เป็นนายทหารที่ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ความเคารพ เป็นแบบอย่างของทหารที่ดีของหน่วย พอถึงปี ค.ศ. 1916 เขาได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยเอก บังคับบัญชากองร้อยปืนใหญ่สนาม ในหน่วยกรมทหารปืนใหญ่บาวาเรียนที่ 3 แสดงผลงานการรบได้อย่างยอดเยี่ยมในยุทธภูมิอาร์ราส หรือ Battle of Arras ความเฉียบแหลมของมันสมองของผู้กองหนุ่มคนนี้ ผู้อาศัยความชำนาญจากวิชาปืนใหญ่ที่ตนเองร่ำเรียนมาอย่างดี สามารถหยุดการรุกของทหารอังกฤษ และสังหารข้าศึกในการรบครั้งนี้ได้เป็นจำนวนมาก จากความสามารถของเขาในครั้งนี้ ทำให้เขารับเหรียญกางเขนเหล็กชั้นที่ 2 หรือ Iron Cross 2nd Class ผู้กองเคสเซลริ่ง กับกองร้อยปืนใหญ่สนามของเขา กลายเป็นเครื่องจักรสงครามชิ้นเอกที่กองทัพเยอรมันนำมาเผชิญหน้ากับฝ่ายพันธมิตร และผู้กองเคสเซลริ่ง ก็ไม่ทำเพื่อนทหารและกองทัพต้องผิดหวังแม้แต่น้อย นั่นทำให้เขาได้รับเหรียญกางเขนเหล็กชั้นที่ 1 หรือ Iron Cross 1st Class ในเวลาต่อมา


จอมพลเคสเซลริ่ง พูดคุยเรื่องแผนการรบกับนายทหารของเขา ที่มาของภาพ

ปี ค.ศ. 1917 ผู้กองเคสเซลริ่ง ได้รับตำแหน่งเป็นเสนาธิการประจำกองพลพิทักษ์บาวาเรียนที่ 1 หรือ
1. Bayerische Landwehr-Division ย้ายไปประจำแนวรบด้านตะวันออก จนกระทั่งเมื่อกองทัพรัสเซียขอเจรจาสงบศึกกับเยอรมัน เขาถูกย้ายกลับไปยังแนวรบด้านตะวันตกอีกครั้ง ในฐานะเสนาธิการกองทัพน้อยบาวาเรียนที่ 3 หรือ III. Bayerisches Armeekorps จนกระทั่งสงครามยุติ

หลังสงคราม เขายังคงอยู่กับกองทัพเยอรมันต่อไป แม้ประเทศจะมีแต่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่างๆ มากมาย และเคสเซลริ่ง ก็โชคดีที่ยังมีความก้าวหน้าในอาชีพการงานของตนเองมาตลอด เขาดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่ที่ 24 พอถึงปี ค.ศ. 1929 เขาได้รับหน้าที่ผู้บัญชาการมลฑลทหารบกที่ 7 หรือ Wehrkreis VII มีกองบัญชาการอยู่ที่เมืองมิวนิค แม้กองทัพเยอรมันจะถูกจำกัดด้วยข้อบังคับจากสนธิสัญญาแวร์ซาย แต่เคสเซลริ่งก็เป็นนายพลที่สนับสนุนการฟื้นฟูกองทัพเยอรมันขึ้นมาใหม่ ด้วยความรู้ความสามารถที่เคยเป็นที่ประจักษ์ตอนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงทำให้เขามีส่วนสำคัญในการวางผังโครงสร้างกองทัพบกเยอรมันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่นี่ไม่ใช่งานง่ายๆ เพราะการสร้างกองทัพขึ้นมาใหม่จากความพ่ายแพ้ ถูกจำกัดทั้งทรัพยากรและงบประมาณ รวมถึงข้อบังคับที่มีมากมายในสนธิสัญญาแวร์ซาย การสร้างกองทัพเยอรมันขึ้นมาใหม่อีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย


จอมพลเคสเซลริ่ง (ซ้าย) มักโต้เถียงเรื่องแผนการรบกับจอมพลเกอริ่ง (ขวา)
ผู้บัญชาของเขาเสมอ ที่มาของภาพ


แต่เมื่อเยอรมันมีผู้นำอย่างฮิตเลอร์ แสงสว่างของการฟื้นคืนชีพและเกียรติภูมิของกองทัพเยอรมัน เริ่มเปล่งแสงออกมาให้เห็นอีกครั้ง ด้วยนโยบายทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งความร่วมมือกับมิตรประเทศในขณะนั้นอย่างสหภาพโซเวียต ทำให้กองทัพเยอรมันมีโอกาสให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่อีกครั้ง นอกจากนี้เคสเซลริ่ง ยังมีส่วนในการวิจัยและพัฒนายุทโธปกรณ์ต่างๆ ของเยอรมัน ซึ่งลักลอบดำเนินการในดินแดนสหภาพโซเวียตอีกด้วย

พอถึงปี ค.ศ. 1933 เคสเซลริ่งได้รับการเลื่อนยศเป็นพันเอกและถูกย้ายมาทำหน้าที่ Reichskommissariat für die Luftfahrt หรือ ข้าหลวงใหญ่ฝ่ายกิจการเดินอากาศ สังกัดกระทรวงอากาศยานเยอรมัน (Reichsluftfahrtministerium) เวลานั้น กองทัพบก กองทัพเรือ และ กองทัพอากาศเยอรมัน ภายใต้การนำของฮิตเลอร์ ก็ฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง โดยไม่สนหรือเกรงกลัวใดๆ ต่อสนธิสัญญาแวร์ซาย และแล้วกองทัพอากาศเยอรมัน หรือ Luftwaffe ก็ได้รับการสถาปนา ผู้การเคสเซลริ่งมีส่วนร่วมในการจัดตั้งอุตสาหกรรมการบินและการสร้างโรงงานเพื่อสนับสนุนกองทัพอากาศเยอรมัน จากนายทหารปืนใหญ่ผู้พลิกผันมาเป็นนายทหารอากาศ อาชีพทหารของเข้าก้าวหน้าต่อเนื่องเรื่อยๆ ยศสูงสุดของเขาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเริ่มขึ้นคือ พลอากาศเอก และผู้บัญชาการกองทัพอากาศที่ 1


สองจอมพลผู้เป็นตำนานของเยอรมัน รอมเมล (ซ้าย) เคสเซลริ่ง (ขวาเหน็บคฑาที่แขน)
ที่มาของภาพ


เมื่อกองทัพเยอรมันเปิดฉากบุกโปแลนด์อันเป็นการเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพอากาศที่ 1
ของนายพลเคสเซลริ่ง ทำหน้าที่สนับสนุนการรุกให้แก่กลุ่มกองทัพเหนือ (Armeegruppe Nord) ของนายพลบอค สองนายพลทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี พวกเขาหารือวางแผนการรุกร่วมกันเสมอ นายพลเคสเซลริ่งมุ่งมั่นให้การสนับสนุนทางอากาศที่ดีที่สุด และสนับสนุนการรุกอย่างใกล้ชิดกับกองกำลังภาคพื้นดินให้มากที่สุด เมื่อพิชิตโปแลนด์ได้สำเร็จ เขาจึงนำทัพอากาศของเขาหันมาเผชิญหน้ากับกองกำลังพันธมิตร
ในแนวรบด้านตะวันตก โดยเฉพาะยุทธการพิชิตฝรั่งเศส

ภารกิจของนายพลเคสเซลริ่ง คือการสนับสนุนกลุ่มกองทัพบี (Armeegruppe B) รวมทั้งวางแผนปฏิบัติการจู่โจมทางอากาศของพลร่มเยอรมันในการบุกประเทศเนเธอร์แลนด์ ภายใต้การบังคับบัญชาของเขา
ไม่ทำให้เพื่อนทหารเหล่าทัพอื่นๆ ต้องผิดหวัง ปฏิบัติการสนับสนุนทางอากาศอย่างใกล้ชิด รวมทั้งการค้นหาและทำลายอากาศยานข้าศึกก่อนที่มันจะขึ้นบินได้ ส่งเสริมให้ชัยชนะและความสำเร็จในสนามรบทั้งหมด ตกอยู่กับฝ่ายเยอรมัน เมื่อกองทัพพันธมิตรถูกตัดขาด มีบางส่วนถูกปิดล้อมอยู่ที่ดันเคิร์ก แม้จะมีคำสั่งให้กำลังยานเกราะเยอรมันชะลอการเข้าตีเอาไว้ก่อน คำสั่งนี้แม้แต่นายพลเคสเซลริ่งก็มีความคิดว่ามันคือคำสั่งที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง แทนที่กองทัพเยอรมันจะประสานการรุกทั้งทางบกและทางอากาศ อย่างที่เคยดำเนินมาอย่างดีในการรบก่อนหน้านั้น และควรใช้วิธีนี้เพื่อพิชิตกองทัพพันธมิตรที่กำลังตกอยู่ในวงล้อม แต่กลายเป็นว่ามันเป็นภาระของกองทัพอากาศเพียงอย่างเดียว นี่คือ การผลักภาระและเป็นการตัดสินใจใช้กำลังที่ผิดพลาด

ถึงแม้ว่าฝ่ายพันธมิตรจะหนีรอดไปได้ แต่ผลงานของนายพลเคสเซลริ่ง ส่งผลให้เขากลายมาเป็นจอมพล และควบคุมการบัญชาการกองทัพอากาศที่ 2 ภายใต้การบัญชาการของจอมพลเคสเซลริ่ง เขาตระเตรียมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รอรับคำสั่งในการดำเนินการตามแผนยุทธการสิงโตทะเล อันเป็นแผนปฏิบัติการเพื่อบุกเกาะอังกฤษโดยเฉพาะ กองทัพอากาศที่ 2 รับผิดชอบในการทิ้งระเบิดเขตพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ และกรุงลอนดอนของอังกฤษ ยุทธศาสตร์ของเยอรมันในการพิชิตอังกฤษ เป้าหมายแรกของพวกเขาคือ การพิชิตกองทัพอากาศอังกฤษ เพื่อเปิดทางให้กำลังทางบกสามารถยกพลขึ้นบกได้โดยสะดวก แต่ทว่า ถึงแม้กองทัพเยอรมันจะมีกำลังรบที่เหนือกว่ากองทัพอังกฤษ แต่พวกเขากลับขาดยุทธศาสตร์ที่แน่ชัดในการทำลายกองทัพอากาศอังกฤษ เป้าหมายในการทิ้งระเบิดตามหัวเมืองสำคัญต่างๆ ของอังกฤษ รวมทั้งเขตอุตสาหกรรม หรือพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ต่างๆ กลับถูกเปลี่ยนไปแบบวันต่อวัน รวมถึงปัญหาต่างๆ อันเป็นสิ่งฉุดรั้งเส้นทางสู่การพิชิตอังกฤษในครั้งนี้

จอมพลเคสเซลริ่ง ในฐานะผู้บังคับบัญชาที่สำคัญคนหนึ่งของกองทัพอากาศเยอรมันขณะนั้น ก็มักแสดงท่าทีไม่พอใจต่อคำสั่งของผู้บังคับบัญชาระดับสูงในกองทัพอากาศเยอรมัน มีอยู่หลายครั้งที่เขาพยายามจะอธิบายข้อเสียของแผนการรบบางอย่าง ว่ามันเป็นไปไม่ได้และเขาแนะนำให้เปลี่ยนแผน แต่บ่อยครั้งที่สุดท้ายแล้วลงเอยด้วยคำสั่งให้ปฏิบัติการเช่นเดิม ในปี ค.ศ. 1941 จอมพลเคสเซลริ่งและกองทัพอากาศของเขา ถูกย้ายไปสนับสนุนกองทัพบกเยอรมันอีกครั้งตามแผนยุทธการบาบารอสซา อันเป็นปฏิบัติการรุกรานสหภาพโซเวียตของเยอรมัน และมันเป็นอีกครั้งที่เขามีปัญหากับผู้บังคับบัญชาของตนเอง โดยเฉพาะ
จอมพลแฮร์มัน เกอริ่ง ผู้บัญชาการกองทัพอากาศเยอรมัน จอมพลทั้งสองเคยมีเรื่องโต้เถียงกันต่อหน้านายทหารคนอื่นๆ ในห้องประชุมอยู่หลายครั้ง นั่นจึงทำให้ความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองไม่ค่อยสู้ดีนัก แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้การบัญชาการของเขา กองทัพอากาศที่ 2 ก็แสดงผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม รวมถึงสถิติการทำลายอากาศยานข้าศึก ที่มีมากกว่ากองทัพอากาศอื่นๆ


หากมีโอกาสจอมพลเคสเซลริ่ง จะออกบินทำภารกิจกับลูกน้องเสมอ ที่มาของภาพ

ช่วงปลาย ปี ค.ศ. 1941 เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตทหารของจอมพลเคสเซลริ่งอีกครั้ง เมื่อเขาได้รับการเลื่อนยศให้เป็นผู้บัญชาการแนวรบด้านทิศใต้ นั่นหมายความว่า ภาระหน้าที่ในการบังคับบัญชากองทัพเยอรมันไม่ว่าจะเป็น กองทัพบกหรือกองทัพอากาศที่อยู่ในอิตาลีและเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมด ล้วนแล้วแต่เป็นภาระหน้าที่ในการดูแลของเขา สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในหน้าที่ผู้บัญชาการแนวรบใต้ นั่นก็คือ การให้การสนับสนุนกองกำลังเยอรมันเลยแอฟริกาเหนือ ซึ่งมีจอมพลแอร์วิน รอมเมล เป็นผู้บังคับบัญชา เขารู้ดีว่า สิ่งที่จะชี้ขาดชัยชนะของเยอรมันในแอฟริกาเหนือ คือความต่อเนื่องของการส่งกำลังบำรุงจากท่าเรือในอิตาลี หรือจากทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปส่งให้แก่กองกำลังของจอมพลรอมเมล ซึ่งขณะนั้นต่างพลัดกันเข้าตีและตั้งรับกับ กองทัพอังกฤษที่ 8 อย่างดุเดือด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://www.warhistoryonline.com/napoleon/8-heroes-spanish-resistance-napoleon.html
Website : https://www.britannica.com/biography/Albert-Kesselring
Website : https://ww2gravestone.com/people/kesselring-albert/
Website : http://spartacus-educational.com/GERkesselring.htm
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Albert_Kesselring