Armies Weapons and Warfare

Unternehmen Wacht am Rhein และเดิมพันสุดท้ายของฮิตเลอร์ ตอนที่ 4 (จบ)

ยุทธการวัคท์ อัม ไรน์ ดำเนินต่อมาจนเข้าสู่ปีใหม่ ค.ศ. 1945 การรบยังคงดุเดือดรุนแรงในทุกๆ แนวรบ แม้ว่าขณะนี้ฝ่ายเยอรมันจะถูกสกัดการรุก จำต้องเปลี่ยนจากการรุกมาเป็นการตั้งรับ แต่การรบที่รุนแรงระลอกใหม่ก็กำลังเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เปลี่ยนจากบนผืนดินเป็นบนท้องฟ้า ยุทธการสำคัญของกองทัพอากาศเยอรมันที่ชื่อ อุนเทอร์นีฮ์เมิน โบเดินพลาทเทอ (Unternehmen Bodenplatte) คือปฏิบัติการทางอากาศครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภารกิจนี้คือ การทำลายฐานทัพอากาศของฝ่ายพันธมิตรในเขตประเทศฮอลแลนด์ และ เบลเยี่ยม เครื่องบินรบเยอรมันนับร้อยลำบินเข้าโจมตีฐานทัพอากาศพันธมิตรอย่างรวดเร็วฉับพลัน สามารถทำลายและสร้างความเสียหายให้แก่เครื่องบินรบพันธมิตรเกือบ 500 ลำ


ภาพวาดการรบ ยุทธการโบเดินพลาทเทอ ของเยอรมัน ที่มาของภาพ

มีการรบทางอากาศครั้งสำคัญหลายที่ในวันนั้น โดยเฉพาะการรบที่สนามบินส่วนหน้าที่ชื่อ วาย 29 (Y29) เครื่องบินรบเยอรมันทั้งแบบ FW-190 และ ME-109 ดำดิ่งเข้าเข้าโจมตีสนามบินแห่งนี้ในตอนเช้า เครื่องบินรบของฝ่ายอเมริกันทั้งแบบ P-51 และ P-47 เร่งรีบทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เข้าปะทะกับฝูงบินข้าศึกที่บุกเข้ามา การรบติดพันบนท้องฟ้าหรือ Dog Fight ระหว่างอเมริกันกับเยอรมัน เป็นมหกรรมการต่อสู้ล้างผลาญต้อนรับปีใหม่ ปืนต่อสู้อากาศยานทุกแบบระดมยิงเครื่องบินเยอรมัน แต่ความสับสนวุ่นวายที่เกิดขึ้นก็ทำให้พลปืนแยกไม่ออกว่า เครื่องบินลำไหนเป็นมิตรหรือศัตรู มันจึงลงเอยด้วยการยิงอากาศยานทุกลำบนฟ้า มีเครื่องบินรบอเมริกันบางลำถูกยิงตกจากปืนต่อสู้อากาศยานของฝ่ายเดียวกัน การต่อสู้เหนือ วาย 29 จบลงด้วยความปราชัยของเครื่องบินรบเยอรมัน มีเครื่องบินเยอรมัน 40 ลำ ถูกยิงตกเหนือการรบที่สนามบินแห่งนี้


ภาพวาดเครื่องบินรบอเมริกันเร่งรีบทะยานขึ้นฟ้า เพื่อสกัดกั้นฝูงบินรบเยอรมันเหนือสนามบิน วาย 29 ที่มาของภาพ

กองทัพเยอรมันยังเปิดยุทธการเพิ่มอีกหนึ่งยุทธการ นั่นคือ ยุทธการนอร์ดวิน หรือ อุนเทอร์นีฮ์เมิน นอร์ดวิน (Unternehmen Nordwind) โดยใช้กำลังของกลุ่มกองทัพจี หรือ อาร์มีกรูฟเพ่อ
กี (Armeegruppe G) และ กลุ่มกองทัพไรน์เหนือ หรือ อาร์มีกรูฟเพ่อ โอเบอร์ไรน์ (Armeegruppe Oberrhein) ทุ่มเทกำลังทั้งหมดที่มี เข้าโจมตีแนวรบของกองทัพอเมริกันที่ 7 U.S. 7th Army นี่เป็นยุทธการครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายของกองทัพเยอรมันในแนวรบด้านตะวันตก กองทัพอเมริกันยันการรุกครั้งนี้อย่างเหนียวแน่น กำลังเสริมและยุทธปัจจัยต่างๆ ถูกส่งไปสู่แนวหน้าอย่างทันท่วงที มีการใช้ทั้งรถบรรทุกและเครื่องบินลำเลียง ทิ้งร่มส่งเสบียงและยุทธปัจจัยในพื้นที่ที่ยากจะเข้าถึง หรือพื้นที่ที่ถูกข้าศึกปิดล้อม การรบตลอดช่วงเดือนมกราคม กลายเป็นการรุกได้ไม่นาน หรือแทบจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าไม่ได้เลยสำหรับกองทัพเยอรมัน ความประหลาดใจและการสร้างความสับสนแก่ข้าศึก เฉกเช่นการรุกในช่วงแรกของยุทธการ ไม่สามารถทำได้อีกต่อไปแล้ว นี่ยังเป็นการเร่งให้ฝ่ายพันธมิตรส่งกำลังเสริมที่มีอยู่แล้วจำนวนมาก เข้าสู่แนวรบเพื่อสกัดกั้นและผลักดันทหารเยอรมันให้ถอยกลับไป


แผนที่แสดงการรุกของเยอรมัน (สีแดง) และเส้นทางการรุกเข้ามาเป็นแนวโป่งสีแดง ถูกฝ่ายพันธมิตร (สีน้ำเงิน) รุกโต้ตอบ
ที่มาของภาพ


สภาพอากาศที่เปิดเป็นระยะๆ ทำให้กองทัพพันธมิตรส่งเครื่องบินรบออกไปโจมตีที่มั่นของฝ่ายเยอรมัน โจมตีขบวนยานยนต์และยานเกราะที่กำลังเคลื่อนพลอยู่ในสนามรบ ปฏิบัติการสนับสนุนทางอากาศเริ่มขึ้นแล้ว รวมถึงการขนส่งยุทธปัจจัยไปแนวหน้า ด้วยการทิ้งร่มสัมภาระลงพื้นที่ที่ถูกปิดล้อม เครื่องบินรบฝ่ายพันธมิตรออกบินค้นหา และทำลายรถถังเยอรมันลงได้เป็นจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งการทิ้งระเบิดปูพรมลงพื้นที่ที่ฝ่ายเยอรมันยึดครอง การโจมตีทางอากาศดำเนินอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ ความได้เปรียบต่างๆ กำลังหวนกลับไปอยู่กับฝ่ายพันธมิตรอีกครั้ง


ทหารเยอรมันยอมจำนนต่อทหารอเมริกัน ที่มาของภาพ

การรุกของนายพลแพตตั้นจากทางใต้ สร้างความหนักใจให้กับฝ่ายเยอรมันอย่างมาก เพราะหากการรุกของแพตตั้นยังดำเนินเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ กองทัพของแพตตั้นจะปิดทางถอยของเยอรมัน สถานการณ์ตอนนี้ทำให้นายพลของทั้งสองฝ่าย หวนนึกถึงการรบในนอร์มังดี เมื่อปี ค.ศ. 1944 ตอนเดือนสิงหาคม ขณะนั้นกองทัพเยอรมันกำลังถูกล้อม จวนเจียนจะถูกปิดตายอยู่ในวงล้อมฟาเลส (Falaise Pocket) นายพลไอเซนฮาวเออร์ มองเห็นโอกาสแห่งชัยชนะเช่นเดียวกับการรบในวงล้อมฟาเลสอีกครั้ง เขาสั่งการให้พลเอกเบอร์นาด มอนโกเมอรี่ ผู้บัญชาการของอังกฤษ นำกองทัพของตนรุกลงมาทางใต้ เพื่อประสานการบุกขึ้นเหนือของนายพลแพตตั้น หากกองทัพอังกฤษรุกลงมาทางใต้ และอเมริกันรุกขึ้นไปทางเหนือ จะเป็นการปิดวงล้อมทหารเยอรมันทั้งหมดที่บุกเข้ามา ก่อนจะใช้กำลังทั้งหมดที่มีบดขยี้กองทัพเยอรมันในวงล้อมให้สิ้นซาก เฉกเช่นที่พวกเขาเคยทำมาแล้วในการปิดวงล้อม และทำลายกองทัพเยอรมันในฟาเลส แต่น่าเสียดายที่การรุกครั้งนี้ ฝ่ายอังกฤษไม่สามารถรุกลงมาทางใต้ได้ทันเวลา เพราะมีพายุหิมะบริเวณแนวรบทางเหนือ และครอบคลุมพื้นที่ของฝ่ายอังกฤษเกือบทั้งหมด นายพลมอนโกเมอรี่ ไม่ต้องการให้ทหารของเขาเคลื่อนพลออกไปท่ามกลางพายุหิมะเช่นนี้


เมื่อกำลังรบของเยอรมันเหลือน้อยลง แม้แต่เด็กก็ต้องถูกส่งเข้าร่วมรบ ที่มาของภาพ

ที่กองบัญชาการกองทัพเยอรมัน จอมพลเกิร์ด ฟอน รุนชเตท ในฐานะผู้บัญชาการแนวรบด้านตะวันตก เตือนท่านผู้นำอีกครั้งถึงการรุกที่ไม่อาจเป็นไปได้อีกแล้ว เน้นย้ำว่า กำลังพลเหล่านี้ควรสั่งให้พวกเขาถอยกลับมา มิฉะนั้นแนวรบด้านตะวันตกจะไม่เหลือทหารป้องกันชายแดนด้านนี้เลย แต่ท่านผู้นำก็ยังไม่ยอมรับฟังและทำความเข้าใจถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น นโยบายของเขาที่ให้ความสำคัญกับแนวรบด้านตะวันตก ก่อนแนวรบด้านอื่นๆ ยังเป็นสิ่งที่เขาคาดหวังว่า จะแก้ปัญหาแนวรบด้านนี้ให้ได้ ก่อนจะไปจัดการกับแนวรบด้านอื่นๆ นี่เป็นครั้งแรก ของการรบที่เขารวบรวมนายทหาร แม่ทัพนายกองผู้มีชื่อเสียงและความสามารถของฝ่ายเยอรมัน มาร่วมรบในสมรภูมิแห่งนี้ มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ฝ่ายเยอรมันจะเอาชัยชนะไม่ได้

ความมืดบอดของฮิตเลอร์กำลังกลายเป็นสิ่งที่ทำลายกองทัพเยอรมันได้ดี พอๆ กับข้าศึก ตั้งแต่แผนการนี้เริ่มมีการหารือในห้องประชุม และค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาตามความคิดของฮิตเลอร์ ถึงแม้จะไม่มีนายพลคนใด กล้าทัดทานหรือเตือนท่านผู้นำ แต่นายพลทุกคนก็เชื่อว่า แผนการรบครั้งนี้ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะสำเร็จ หากมองจากความจริง ตั้งแต่เรื่องของยุทโธปกรณ์และยุทธปัจจัยที่พวกเขามีในตอนนั้น ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ รวมถึงแผนการรบนอกแบบต่างๆ ที่พวกเขาคิดขึ้นมา แม้เยอรมันจะไปถึงแอนท์เวิปได้ พวกเขาจะมีกำลังเหลือพอรักษามันเอาไว้ได้หรือไม่ การรุกโต้ตอบที่ผ่านมา ยุทธวิธีและความได้เปรียบในเรื่องต่างๆ ที่ฝ่ายพันธมิตรมีอยู่ ไม่มีทางที่เยอรมันจะเอาชัยในศึกนี้ได้ แต่ความดื้อรั้นของฮิตเลอร์ก็นำพาคนหนุ่มเยอรมันไปตายในแนวรบด้านนี้เป็นจำนวนมาก นี่เป็นการรบที่ฮิตเลอร์ส่งทั้งกองทัพบก และ กองทัพอากาศออกไปให้ข้าศึกทำลาย จนเกือบจะหมดสิ้น


สภาพอากาศหนาวคร่าชีวิตทหารทั้งสองฝ่ายไปเป็นจำนวนมาก ที่มาของภาพ

กลางเดือนมกราคม ค.ศ. 1945 ฝ่ายเยอรมันไม่สามารถทำการรุกและรักษาที่มั่นใดๆ ได้อีกต่อไปแล้ว
ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารหลายหน่วย เลือกที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของกองบัญชาการที่ให้ทหารรบจนทหารคนสุดท้ายและกระสุนนัดสุดท้าย นายทหารเยอรมันคนหนึ่งที่ยอมจำนนต่อทหารอเมริกัน ได้บอกเล่าถึงคำสั่งสุดท้ายที่เขาได้รับจากกองบัญชาการว่า “พวกเขาต้องการให้เรารบจนตาย ตายอย่างไร้ค่า มันเป็นคำสั่งโง่ๆ ของคนบ้า ที่ไม่ยอมทำความเข้าใจอะไรเลย” กองกำลังเยอรมันหลายหน่วยล่าถอยข้ามพรมแดนกลับเข้าสู่เยอรมัน ตอนนี้จากทุกๆ สิ่งที่กำลังเป็นอยู่ คือความจริงที่พวกเขากำลังจะต้องเผชิญในไม่ช้า นั่นคือ เยอรมันกำลังจะแพ้สงคราม

ปลายเดือนมกราคม ค.ศ. 1945 กองกำลังเยอรมันทุกหน่วย ถ้าพวกเขาไม่ถูกทำลายหรือถูกจับเป็นเชลย ก็ล้วนแต่ต้องพากันถอยข้ามพรมแดนกลับไปเยอรมันทั้งสิ้น ตลอดช่วงยุทธการวัคท์ อัม ไรน์ กองทัพเยอรมันสูญเสียกำลังพลไปกว่า 120,000 นาย ขณะที่ฝ่ายอเมริกันสูญเสียทหารไปเป็นจำนวนทั้งสิ้น 19,000 นาย สูญหายและถูกจับเป็นเชลยจำนวน 26,000 นาย มันเป็นการรบที่สิ้นเปลืองกำลังพลไปอย่างเปล่าประโยชน์ เยอรมันแทบไม่เหลือกำลังพลรักษาแนวพรมแดนด้านตะวันตกเลย ขณะที่กองทัพแดงของสหภาพโซเวียต รุกเข้ามาประชิดเข้าจวนจะถึงพรมแดนเยอรมันอยู่แล้วในขณะนั้น คลื่นการโจมตีของกองทัพแดงยังทำให้เยอรมันมีกำลังไม่พอตั้งรับข้าศึกทางทิศตะวันออก เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945 กองทัพพันธมิตรเคลื่อนกำลังไล่ติดตามกองกำลังเยอรมันต่อไป ผลักดันหน่วยทหารเยอรมันต่างๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ลักเซมเบิร์ก ถอยกลับข้ามพรมแดนไปจนหมดสิ้น


ฮิตเลอร์จัดตั้งกองกำลังประชาชนหรือโฟล์คชตวมขึ้นตอนปลายปี ค.ศ. 1944 
ที่มาของภาพ


ยุทธการวาร์ซิตี้ หรือ Operation Varsity เป็นยุทธการครั้งสำคัญของฝ่ายพันธมิตรในช่วงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 ซึ่งเป็นปฏิบัติการร่วมกันของกองกำลังพันธมิตรที่บุกข้ามแม่น้ำไรน์ ทั้งทางบกและทางอากาศ ยุทธการวาร์ซิตี้ เป็นชื่อยุทธการรุกส่งลงทางอากาศของทหารพลร่มเท่านั้น ใช้ชื่อยุทธการคนละชื่อกับกองกำลังทางบก โดยการรุกข้ามแม่น้ำไรน์ทางบกนั้นใช้ชื่อยุทธการครั้งนี้ว่า ยุทธการพลันเดอร์ (Operation Plunder) การรุกครั้งนี้เป็นการทำลายแนวรับของเยอรมันบริเวณริมฝั่งแม่น้ำไรน์ เพื่อเป็นการปูทางไปสู่การเข้าตีเมืองสำคัญของเยอรมนีในพื้นที่บริเวณนั้น ซึ่งได้แก่ โคโลญจน์ เวเซิล เรมาแกน และ วอร์ม
รวมทั้งพื้นที่สำคัญทางอุตสาหกรรมของเยอรมัน นั่นคือ แคว้นรูห์ การสูญเสียกำลังทหารไปเป็นจำนวนมากและต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำให้การต้านทานของเยอรมันนั้นเบาบางกว่าที่ฝ่ายพันธมิตรคาดการณ์ไว้เป็นอย่างมาก การทิ้งระเบิดและการยิงถล่มของพันธมิตรก่อนการบุก กลับทำให้กองกำลังเยอรมันที่ตั้งรับอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำ พากันถอย ปล่อยให้ฝ่ายพันธมิตรยกพลข้ามแม่น้ำไรน์ได้สำเร็จ แม้บางพื้นที่อย่างบริเวณทางฝั่งแคว้นรูห์ อาจจะมีการรบต้านทานอยู่บ้างพอสมควร แต่เยอรมันก็รบอยู่ได้ไม่นานนัก สุดท้ายฝ่ายพันธมิตรก็สามารถบุกฝ่าเข้าไปได้ สาเหตุหลักที่ทำให้เยอรมัน มีกำลังไม่เพียงพอจะยับยั้งการรุกครั้งนี้ได้ เป็นผลพวงมาจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากยุทธการวัคท์ อัม ไรน์ ของท่านผู้นำนั่นเอง


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://www.britannica.com/event/Battle-of-the-Bulge
Website : http://www.historynet.com/battle-of-the-bulge
Website : https://www.army.mil/botb/
Website : https://news.nationalgeographic.com/news/2014/12/
141214-battle-of-the-bulge-hitler-churchill-history-culture-ngbooktalk/

Website : http://www.bbc.co.uk/history/worldwars/wwtwo/battle
bulge_01.shtml