Armies Weapons and Warfare

Unternehmen Wacht am Rhein และเดิมพันสุดท้ายของฮิตเลอร์ ตอนที่ 3

คัมป์กรูฟเพ่อไพเพอร์ (Kampfgruppe Peiper) หรือ หน่วยเฉพาะกิจไพเพอร์ (ชื่อของคัมป์กรูฟเพ่อ
จะตั้งตามชื่อผู้บังคับบัญชาของคัมป์กรูฟเพ่อนั้นๆ) ภายใต้การบังคับบัญชาของ เอสเอส โอเบิสชตวมบานฟือเรอร์ โยอาคิม ไพเพอร์ SS-Obersturmbannführer Joachim Peiper (เอสเอส โอเบิสชตวมบานฟือเรอร์ เป็นชื่อยศของกองกำลังเอสเอส เทียบเท่ายศพันโท) หน่วยเฉพาะกิจของเขาถือได้ว่าเป็นหัวหอกสำคัญของการรุกในครั้งนี้ และในหน่วยเฉพาะกิจนี้ยังมีรถถังแบบไทเกอร์ 2 อสุรกายยักษ์หนักเกือบ 70 ตันคันนี้ ยิงทำลายรถถังพันธมิตรได้ทุกๆ แบบ ด้วยปืนประจำรถที่อานุภาพการทำลายที่รุนแรงและแม่นยำ รวมถึงเกราะรถถังที่หนา ยากเกินกว่ากระสุนปืนต่อสู้รถถัง ที่ทหารพันธมิตรมีอยู่ในอาเดนส์ขณะนั้นจะหยุดมันได้ แต่ถึงมันจะเป็นยุทโธปกรณ์ที่น่าหวั่นเกรงสักเพียงใดก็ตาม เจ้ารถถังคันนี้กลับทำให้การส่งกำลังบำรุงโดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง แทบจะแล่นติดตามมันไปอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา ด้วยอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่น่าใจหาย คือ 3.8 ลิตร ต่อระยะ 800 เมตร และกองทัพเยอรมันขณะนั้นก็อยู่ในสภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอีกด้วย


หลังจากแก้วงล้อมที่เมืองบัสโตนสำเร็จ นายพลแพตตั้นมอบเหรียญกล้าหาญให้แก่ทหารพลร่มกองพล 101 ที่มาของภาพ

หน่วยเฉพาะกิจไพเพอร์เคลื่อนพลไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว วันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1944 ไพเพอร์และ
ลูกน้องของเขาปะทะกับหน่วยทหารอเมริกันบริเวณเส้นทางที่จะมุ่งหน้าสู่เมืองมัลเมดี้ (Malmedy) ทหารอเมริกันพยายามต้านทานการรุกของเยอรมันอย่างเต็มที่ แต่พวกเขาก็มิอาจจะหยุดขบวนยานเกราะหนักและทหารราบยานเกราะ ที่จู่โจมกันเข้ามาอย่างรวดเร็วได้ สุดท้ายทหารอเมริกันทั้งหมดประมาณ 150 ต้องยอมจำนน เชลยศึกทหารอเมริกันเหล่านี้ถูกสั่งให้ไปยืนรวมกลุ่มกันบริเวณทุ่งโล่งใกล้ทางแยกสู่เมืองมัลเมดี้ ทันใดนั้นทหารเยอรมันที่ควบคุมเชลยศึก ก็กระหน่ำยิงใส่เชลยศึกอเมริกันทุกคน เชลยทหารอเมริกันพยายามจะวิ่งหนี พวกเขาถูกไล่ยิง แต่ยังมีบางคนหลบหนีไปได้ มีเชลยศึกอเมริกันจำนวน 84 นาย ถูกยิงเสียชีวิต ทหารที่หนีรอดมาได้โชคดีที่มาพบกับหน่วยทหารฝ่ายเดียวกัน และบอกเล่าเรื่องราวการสังหารเชลยศึกครั้งนี้ จนกลายเป็นข่าวแพร่สะพัดกันไปทั่วกองทัพพันธมิตร การสังหารเชลยศึกครั้งนี้ทำให้ทหารเยอรมันที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยเฉพาะกิจไพเพอร์ รวมทั้งตัวไพเพอร์เอง ถูกจับขึ้นศาลอาชญากรสงคราม


รถถังคิงไทเกอร์ของหน่วยเฉพาะกิจไพเพอร์เคลื่อนที่ผ่านแถวเชลยศึกอเมริกัน
ที่มาของภาพ


อีกหนึ่งปฏิบัติการสำคัญของเยอรมันในยุทธการครั้งนี้ คือ ภารกิจของเอสเอส
โอเบิสชตวมบานฟือเรอร์ออตโต้ สกอร์ซีนี่ ในปฏิบัติการกรีฟ (Unternehmen Greif) จากความสำเร็จของอัศวินเอสเอสผู้เป็นตำนานคนนี้ ในภารกิจจู่โจมและช่วยเหลือผู้นำอิตาลีเบนนิโต้ มุโสลินี จากที่คุมขัง นำพาให้ภารกิจการจู่โจมเย้ยฟ้าท้าความตายครั้งนั้นเป็นที่โจษขานไปยังกองทัพทั่วโลก ในยุทธการครั้งนี้ สกอร์ซีนี่ ก็ยังมีงานที่ต้องเย้ยฟ้าท้าความตายอีกครั้ง มันคือ ภารกิจแทรกซึมและปลอมตัวเป็นทหารอเมริกัน เขาและลูกน้องที่ได้รับการคัดเลือกมาแล้วอย่างดี ทุกๆ คนล้วนเป็นผู้ที่พูดภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันได้อย่างดี พวกเขาทั้งหมดถูกส่งไปกระโดดร่มลงหลังแนวรบอเมริกัน ภารกิจก็คือ การปลอมตัวเป็นทหารอเมริกันในช่วงเครื่องแบบสารวัตรทหาร พวกเขาสับเปลี่ยนป้ายบอกทาง และบอกเส้นทางไปแนวหน้าที่ไม่ตรงกับความจริงให้แก่กองกำลังอเมริกันที่กำลังเคลื่อนพลไปเสริมกำลังฝ่ายตน ภารกิจนี้ของ
ออตโต้ สกอร์ซีนี่ สร้างความสับสนให้แก่กองกำลังอเมริกันอย่างมาก หน่วยทหารหลายหน่วยหลงทาง ส่งผลให้กำลังเสริมที่จะไปสู่แนวหน้าต้องล่าช้าออกไป

ไม่นานหลังจากนั้น ทหารอเมริกันจึงรู้ว่ามีทหารข้าศึกปลอมตัวมาเป็นทหารฝ่ายตน ปฏิบัติการของ
สกอร์ซีนี่และลูกน้อง ทำให้ทหารอเมริกันพากันหวาดระแวงฝ่ายเดียวกันเองอย่างมาก มีคำสั่งให้ทุกๆ เส้นทางมีจุดตรวจและสอบถามข้อมูลบางอย่าง หรือต้องตอบคำถามที่เกี่ยวกับอเมริกาอย่างง่ายๆ เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองเป็นทหารอเมริกันจริงๆ ยกตัวอย่างคำถามเช่น แฟนของเจ้าหนูมิกกี้เมาส์ชื่อว่าอะไร ชื่อของผู้เล่นเบสบอล หรือชื่อเมืองหลวงของแต่ละรัฐในอเมริกา ซึ่งคำถามเหล่านี้ บางครั้งสร้างความสับสนและยุ่งยากให้แก่ทหารฝ่ายเดียวกันไม่น้อย อย่างกรณีของพลเอกโอมาร์ แบรดลีย์ ผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพอเมริกันที่ 12 เขาถูกสั่งให้หยุดรถเพื่อสอบถามข้อมูล แต่สารวัตรทหารที่ประจำจุดนั้นกลับจำคำตอบผิดเสียเอง เขาถามท่านนายพลว่า เมืองหลวงของรัฐอิลลินอยส์ชื่อว่าอะไร คำตอบคือ สปริงฟีลด์ แต่สารวัตรทหารคนนี้กลับเข้าใจผิดคิดว่าคำตอบที่ถูกคือ ชิคาโก นั่นจึงทำให้ท่านนายพลต้องอยู่ตรงจุดตรวจนี้เกือบหนึ่งชั่วโมง


รถถังในหน่วยเฉพาะกิจไพเพอร์ถูกทำให้เสียหาย จอดทิ้งไว้ เพราะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่มาของภาพ

มีทหารเยอรมันที่ปลอมตัวมาเป็นทหารอมเมริกันถูกจับกุมตัวได้ จากการสอบปากคำพวกเขาบอกว่า ยังมีทหารเยอรมันที่ปลอมตัวมานี้อีกจำนวนนับพันคน และยังบอกอีกด้วยว่า พวกเขามีแผนลอบสังหารพลเอกไอเซนด์ฮาวเออร์ ผู้บัญชาการกองทัพพันธมิตรอีกด้วย นั่นยิ่งทำให้มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวด และเพิ่มการตรวจตราเข้าออกกองบัญชาการกองทัพพันธมิตร การโต้ตอบของฝ่ายอเมริกันจากปฏิบัติการสร้างความสับสนครั้งนี้ของเยอรมันก็สมน้ำสมเนื้อเช่นกัน เนื่องจากทหารเยอรมันเหล่านี้แทรกซึมเข้ามาในชุดเครื่องแบบทหารอเมริกัน ดังนั้น พวกเขาเหล่านี้จะไม่ได้ถูกปฏิบัติในฐานะเชลยสงครามใดๆ และถือว่าปฏิบัติการนี้เป็นปฏิบัติการของสายลับ โทษทัณฑ์ที่ได้รับคือความตายเท่านั้น มีคำสั่งให้สอบปากคำและนำทหารเยอรมันที่ปลอมตัวมาเหล่านี้ไปประหารชีวิต

ทางด้านกองบัญชาการกองทัพพันธมิตร ภายหลังจากที่พลเอกดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวเออร์ ผู้บัญชาการสูงสุดกองกำลังพันธมิตร ทราบข่าวการรุกของฝ่ายเยอรมันในตอนแรก เขาคิดว่า การรุกครั้งนี้ของพวกเยอรมันเป็นเพียงแค่การก่อกวนแนวรบ หรือเข้าตีฉาบฉวยธรรมดา แต่เมื่อข่าวการรุกของยานเกราะเยอรมันผ่านหมู่บ้านและหลายๆ เมืองของเบลเยี่ยม ทำให้เขารู้แล้วว่าการรุกของเยอรมันครั้งนี้ คือการเข้าตีเต็มอัตรา นายพลไอเซนฮาวเออร์ เรียกประชุมเหล่าบรรดานายพล ผู้บัญชาการกองทัพ และกลุ่มกองทัพ เพื่อหารือแผนการรบครั้งนี้ การรุกของเยอรมันครั้งนี้อาจจะทำให้ฝ่ายพันธมิตรสูญเสียและสับสนในช่วงแรก แต่สำหรับนายพลไอเซนฮาวเออร์แล้ว เขากลับมองว่า นี่เป็นโอกาสดีและเป็นจังหวะสำคัญที่ฝ่ายพันธมิตรจะใช้เพื่อทำลายกองทัพเยอรมันให้สิ้นซาก พวกเยอรมันไม่ได้ตังรับอยู่หลังแนวซิกฟรีด ภายในบังเกอร์คอนกรีตหนาทึบ ที่มีสิ่งกีดขวางและสนามทุ่นระเบิดมากมาย แต่ครั้งนี้พวกเขาเคลื่อนพลออกมา ผ่านป่าและหิมะอันหนาทึบ โดยใช้เส้นทางแคบๆ ของชนบทในเบลเยี่ยม และยิ่งหากกองทัพพันธมิตรรบหน่วงเหนี่ยวเอาไว้จนสภาพอากาศเปิดเมื่อไร กองกำลังทางอากาศก็จะร่วมเข้าไปทำลายการรุกของเยอรมันทันที


ศพทหารอเมริกันนอนเสียชีวิตเกลื่อนทุ่งใกล้ๆ กับหมู่บ้านมัลเมดี้ ที่มาของภาพ

แนวรบของทหารเยอรมันตอนนี้เป็นลักษณะโป่งยื่นเข้ามาในแนวรบฝ่ายพันธมิตร เมื่อมองดูก็คล้ายๆ กับลักษณะของลิ่ม ลักษณะของแนวรบที่โป่งเข้ามาหาแนวรบฝ่ายพันธมิตรนี้เอง จึงเป็นที่มาของชื่อยุทธภูมินี้ เดอะ แบทเทิลออฟ บัลเจอะ (The Battle of Bulge) เมื่อเหล่านายพลฝ่ายพันธมิตรมองดูแผนที่การรบ พวกเขาก็รู้ว่าทิศทางการรุกของเยอรมันกำลังจะมุ่งตรงไปที่ไหน ตามเส้นทางต่างๆ ที่กำลังมุ่งหน้าไปแอนท์เวิป ถูกวางกำลังไปด้วยหน่วยยานเกราะ ปืนต่อสู้รถถังนานาชนิด และทหารราบที่พร้อมจะยันการรุกของพวกเยอรมัน นอกจากการเตรียมตั้งรับที่พร้อมสรรพแล้ว นายพลไอเซนฮาวเออร์ต้องโจมตีกองกำลังเยอรมันจากทุกทิศทุกทาง เพื่อบีบให้ฝ่าเยอรมันชะลอการรุกของตน

นายพลไอเซนฮาวเออร์ ผู้บัญชาการกองกำลังพันธมิตร สั่งให้เปิดฉากการรุกเข้าตีตัดขวางแนวรบกองกำลังข้าศึกอย่างรวดเร็วและรุนแรงทันที หน้าที่นี้ไม่มีใครเหมาะสมไปกว่านายพลจอร์จ เอส แพตตั้น และกองทัพอเมริกันที่ 3 อีกแล้ว ขณะนั้นนายพลแพตตั้นและกองทัพของเขา กำลังรบกับทหารเยอรมันบริเวณพรมแดนเยอรมัน-ลักเซมเบิร์ก แพตตั้นสนองตอบคำสั่งของนายพลไอเซนฮาวเออร์ทันที ด้วยการส่งกองพลใต้การบังคับบัญชาของเขาจำนวน 2 กองพลที่พร้อมเคลื่อนพลภายใน 48 ชั่วโมง พวกเขาเลี้ยวซ้าย 90 องศา
มุ่งขึ้นไปทางเหนือทันที โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การแก้วงล้อมที่บัสโตน ซึ่งขณะนั้น กองพลทหารพลร่มที่ 101 และกำลังบางส่วนของกองพลยานเกราะที่ 10 ถูกข้าศึกปิดล้อมอยู่ที่เมืองแห่งนี้


สารวัตรทหารอเมริกันเตรียมประหารชีวิตทหารเยอรมันที่แทรกซึมด้วยการปลอมตัวเป็นทหารอเมริกัน ที่มาของภาพ

การรุกของฝ่ายเยอรมันต้องหยุดชะงัก เพราะพวกเขามีเชื้อเพลิงไม่มากพอที่จะเคลื่อนพลไปต่อได้ วันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1944 การรุกของหน่วยเฉพาะกิจไพเพอร์มาหยุดอยู่ที่ หมู่บ้านสตูมองท์ (Stoumont) แม้ตอนนี้หน่วยเฉพาะกิจไพเพอร์จะเป็นกองกำลังเยอรมัน ที่เคลื่อนพลออกมาได้ไกลที่สุดและเร็วที่สุด แต่มันก็กลายมาเป็นปัญหาให้แก่เขาในที่สุด เมื่อการส่งกำลังบำรุงตามการเคลื่อนที่ของหน่วยเฉพาะกิจไพเพอร์ไม่ทัน เฉกเช่นกับหน่วยเฉพาะกิจฮันเซ่น (Kampfgruppe Hansen) ซึ่งรุกมาทางใต้จากแนวการรุกของไพเพอร์ ก็ต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกัน เพราะขาดแคลนเชื้อเพลิง ไพเพอร์พยายามติดต่อกลับไปยังกองบัญชาการ ผู้บังคับบัญชาของเขา นายพลเซฟ ดีทริซ ซึ่งท่านนายพลสั่งการให้กองทัพน้อยยานเกราะเอสเอสที่ 1 รีบเคลื่อนกำลังเข้าสนับสนุนการรุกของหน่วยเฉพาะกิจ แต่ทว่า กองพลต่างๆ ของกองทัพน้อยยานเกราะเอสเอสที่ 1 ไม่มีทหารหน่วยใดเลย ที่สามารถรุกฝ่าออกไปสมทบกับกองกำลังของไพเพอร์ได้

วันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1944 มีความพยายามจากองทัพอากาศเยอรมัน ที่จะบินไปทิ้งร่มเพื่อสนับสนุนเสบียง และกระสุนให้กองกำลังของไพเพอร์ แต่โชคร้ายที่สภาพอากาศและการยืนยันพิกัดของจุดส่งลงที่ให้ไว้ กลับคาดเคลื่อนและกลายเป็นว่า ยุทธสัมภาระที่ส่งลงมาจากเครื่องบิน ตกลงสู่แนวรบของทหารอเมริกันทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้ไพเพอร์และลูกน้อง จึงไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากเปลี่ยนการรุกมาเป็นการตั้งรับ เพื่อรอสนธิกำลังกับกองกำลังหลักที่กำลังตีฝ่าเข้ามา การหยุดอยู่กับที่ของเขากำลังส่งผลเสียอย่างมาก ทหารอเมริกันในพื้นที่เข้าตีโต้ตอบหน่วยเฉพาะกิจไพเพอร์ รถถังของไพเพอร์กลับกลายเป็นว่า ต้องทำหน้าที่เป็นป้อมปืน แทนที่จะรุกเข้าบดขยี้กองกำลังข้าศึก พวกเขาไม่เหลือเชื้อเพลิงที่จะรุกต่อไปได้อีกแล้ว ต้องปักหลักสู้กับทหารอเมริกันที่กำลังบุกเข้ามา เมื่อกระสุนและเสบียงเหลือน้อย ไพเพอร์จึงจำเป็นต้องรวบรวมเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ถ่ายเทไปยังยานเกราะและรถถังบางส่วน เพื่อใช้มันในการเคลื่อนพลตีฝ่ากลับไปสมทบกับกองกำลังเยอรมันที่กำลังพยายามจะบุกฝ่าเข้ามา รถถัง และยานเกราะที่เหลือ ถูกทำให้เสียหายอย่างจงใจ เพื่อไม่ให้ข้าศึกยึดเอาไปใช้ ไพเพอร์รวมกำลังพลที่เหลือตีฝ่าออกไปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว เฉกเช่นกับตอนที่เขาบุกเข้ามา เขาสามารถกลับไปสมทบกับกองกำลังเยอรมันได้สำเร็จ มีทหารเพียง 800 นาย ในหน่วยเฉพาะกิจไพเพอร์ที่ตีฝ่ากลับไปรวมพลครั้งนี้ได้


เอสเอส โอเบิสชตวมบานฟือเรอร์ออตโต้ สกอร์ซีนี่ ที่มาของภาพ

ณ เวลานี้ การรุกของเยอรมันตั้งแต่เปิดฉากยุทธการมา พวกเขาต้องเริ่มปรับการรุกเป็นการตั้งรับ ถึงแม้ว่า หลังจากวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1944 กองทัพเยอรมันเสริมกำลังเข้าไปด้วยกำลังทหาร 16 กองพลทหารราบ และ 8 กองพลยานเกราะ แต่นั่นไม่ได้ช่วยสนับสนุนให้การรุกดำเนินต่อไปได้ เพราะฝ่ายอเมริกันเริ่มรุกโต้ตอบ และบีบแนวรุกของฝ่ายเยอรมันให้แคบลงเรื่อยๆ ทั้งจากทางเหนือและทางใต้ โดยเฉพาะทางใต้ ซึ่งมีนายพลแพตตั้นและกองทัพอเมริกันที่ 3 ของเขา บุกตะลุยแนวรับทหารเยอรมันอย่างรุนแรงต่อเนื่อง
ภายหลังจากวันคริสต์มาสเพียง 1 วัน วันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1944 กองพลยานเกราะที่ 4 อันเป็นหัวหอกการรุกของกองทัพอเมริกันที่ 3 ก็สามารถขับไล่กองกำลังเยอรมันที่ล้อมเมืองบัสโตนออกไปได้สำเร็จ


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://www.britannica.com/event/Battle-of-the-Bulge
Website : http://www.historynet.com/battle-of-the-bulge
Website : https://www.army.mil/botb/
Website : https://news.nationalgeographic.com/news/2014/12/
141214-battle-of-the-bulge-hitler-churchill-history-culture-ngbooktalk/

Website : http://www.bbc.co.uk/history/worldwars/wwtwo/battle_
bulge_01.shtml

​​​​​​​