Armies Weapons and Warfare

Unternehmen Wacht am Rhein และเดิมพันสุดท้ายของฮิตเลอร์ ตอนที่ 2

กองทัพเยอรมันรวมพลทั้งกำลังทหารจากกองทัพบก กองกำลังเอสเอส และกำลังเสริม รวมกันแล้วประกอบด้วยทหารราบ 13 กองพล ทหารยานเกราะ 7 กองพล และ 1 กองพลน้อยยานเกราะ มีกำลังพลทั้งสิ้น 4 แสนนาย เคลื่อนพลเข้าสู่แนวรบเผชิญหน้ากับฝ่ายอเมริกันตลอดความยาวพรมแดนเยอรมัน ขณะเดียวกันกองกำลังอเมริกันซึ่งวางกำลังตลอดแนวรบ ณ ขณะนั้น มีกำลังพลรวมทั้งสิ้นประมาณ 2 แสนนาย ประกอบด้วย ทหารราบ 6 กองพล และ ทหารยานเกราะ 2 กองพล

ทหารเยอรมันเคลื่อนที่ผ่านแนวออกตี ผ่านเศษซากยานยนต์อเมริกันที่ถูกทำลาย
ที่มาของภาพ


วันที่ 16 ธันวาคม 1944 เวลา 05.30 น. การเดิมพันครั้งสุดท้ายของฮิตเลอร์และอาณาจักรไรช์ที่ 3 ก็เริ่มต้นขึ้น กองทัพเยอรมันเปิดฉากทำสงครามเต็มรูปแบบต่อกองกำลังพันธมิตรที่ประจำการตลอดแนวชายแดนเยอรมันด้านทิศตะวันตก ปืนใหญ่เยอรมันเปิดฉากยิงใส่ที่มั่นฝ่ายพันธมิตรเป็นเวลานานถึง 90 นาที ครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนวหน้า 130 กิโลเมตร ทหารเยอรมันสู้สุดใจกับข้าศึกในยุทธการที่ชี้ขาดความเป็นความตายของชาติ สถานีวิทยุเยอรมันเปิดเพลงปลุกใจ และอวยชัยให้กับทหารกล้าที่กำลังรุกรบขับไล่ผู้รุกราน พวกเขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างอาจหาญ สังหาร และจับกุมทหารข้าศึกได้เป็นจำนวนมาก


รถถังไทเกอร์ 2 ของเยอรมันเคลื่อนที่ผ่านแถวเชลยศึกอเมริกันที่ยอมจำนน ที่มาของภาพ

ทหารอเมริกันต้องเผชิญหน้ากับเครื่องจักรสงครามของเยอรมัน ที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นในป่าอาเดนส์ ขบวนยานเกราะและรถถังของเยอรมัน โดยเฉพาะรถถังคิงไทเกอร์ หรือ Panzerkampfwagen Tiger
Ausf. B
อสุรกายยักษ์ของฮิตเลอร์ แล่นเหยียบบังเกอร์และแนวเครื่องกีดขวางของอเมริกัน มันทำลายรถถังและยานเกราะอเมริกันลงเป็นจำนวนมาก ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเคลื่อนที่ผ่านแนวออกตี นอกจากนี้เยอรมันยังจัดกำลังเฉพาะกิจออกเป็นหลายหน่วย ทำการรุกฝ่าแนวรบข้าศึกเข้าไปให้ถึงที่หมาย หนึ่งในกำลังเฉพาะกิจนั้นก็คือ กองกำลังเฉพาะกิจไพเพอร์ หรือ Kampfgruppe Peiper นำโดยนายทหารผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์นาซีแบบเหลือล้น โยอาคิม ไพเพอร์ เขานำกำลังเฉพาะกิจซึ่งประกอบกำลังผสมเหล่า รวมกำลังพลแล้วกว่า 4 พันนาย ยานยนต์และยานเกราะจำนวน 600 คัน เคลื่อนพลฝ่าแนวรบอเมริกันออกไปอย่างรวดเร็ว


พลร่มเยอรมันในชุดปฏิบัติการของพันโทเฮยด์เทอ ที่มาของภาพ

ด้วยความสับสนและไม่ทันระวังตัว รถถัง และทหารราบเยอรมันบุกฝ่าเข้ามาตลอดแนวรบ มีบางแห่งทหารเยอรมันบุกไปจนถึงกองบัญชาการ ทหารอเมริกันในแนวรบขณะนั้น ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองกับภาพที่พวกเขาได้เห็น รถถังยักษ์ และทหารราบเยอรมันจู่ๆ ก็โผล่ออกมา สังหารและจับพวกเขาอย่างรวดเร็ว ความคิดเดิมที่พวกเขาคิดว่า แนวรบแห่งนี้เป็นแนวรบที่เงียบสงบ รวมทั้งยังเป็นสถานพักฟื้นสำหรับพวกเขา มลายหายไปทันที มีบางหน่วยทหารกำลังจัดเตรียมฉลองวันคริสต์มาสที่กำลังใกล้เข้ามา แต่มาวันนี้ จากเดิมที่มันเคยเป็นสวรรค์ฤดูหนาว กลับกลายเป็นนรกแตกทันที ถึงแม้ว่าฝ่ายพันธมิตรจะครองอากาศ แต่ด้วยสภาพอากาศที่ปิดจากฤดูหนาวในยุโรป ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติการทางอากาศใดๆ ต่อกองกำลังภาคพื้นดิน ในเวลาเพียง 48 ชั่วโมงแรกของยุทธการ มีทหารอเมริกันถูกจับเป็นเชลยและสูญหายกว่า 28,000 นาย


โอเบิสลอยนันท์ ฟรีดริซ เอากุสท ฟรายแฮร์ ฟอน เดอ เฮยด์เทอ หัวหน้าชุดปฏิบัติการ
ที่มาของภาพ


การโจมตีของเยอรมันประสบความสำเร็จตามแผนการ แต่พวกเขามักพบกับการต้านทานที่ไม่คาดคิด การรุกของเยอรมันครั้งนี้ หัวใจหลักของมันอยู่ที่ "เวลา" ฝ่ายเยอรมันรู้ดีว่า พวกเขาสามารถสร้างความประหลาดใจและความสูญเสียแก่ข้าศึกได้เป็นจำนวนมาก แต่พวกเขาต้องรักษาเวลาและรีบเคลื่อนพลไปต่อให้เร็วที่สุด สภาพอากาศที่เป็นใจให้แก่พวกเขาในครั้งนี้คงจะไม่เป็นเช่นนี้ไปตลอดแน่นอน อนึ่ง แม้ฝ่ายพันธมิตรจะสูญเสียและตื่นตะลึงกับการบุก แต่พวกเขาก็จะรวมกำลังกันใหม่ในไม่ช้าและรุกโต้ตอบกลับคืนฝ่ายเยอรมันเช่นกัน เพราะฉะนั้นฝ่ายเยอรมันจำต้องเคลื่อนพลไปต่อ ไม่หยุดหรือเสียเวลากับสิ่งใดๆ ที่ไม่จำเป็นโดยเด็ดขาด

ทหารอเมริกันที่ล่าถอยเริ่มรวมพลและจัดแนวตั้งรับใหม่อีกครั้ง กำลังผสมของทหารหลายหน่วยถูกจัดขึ้นมาอย่างรีบเร่ง เพื่อวางกำลังตั้งรับและยันการรุกของข้าศึกเอาไว้ให้ได้ วิทยุและพลนำสาส์น ถูกติดต่อและส่งออกไปเพื่อรายงานสถานการณ์ให้กองบัญชาการได้รับทราบถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น นายทหารสัญญาบัตร หรือนายทหารชั้นประทวนของทหารอเมริกันบางหน่วย ถูกจับเป็นเชลยหรือไม่ก็ถูกสังหารจากการรุกเข้ามาอย่างรวดเร็วของข้าศึก จ่าหรือนายสิบที่ยังเหลืออยู่ ต้องทำหน้าที่ในการบังคับบัญชาทหารที่ตื่นกลัวเสียขวัญเหล่านี้ ให้จับอาวุธ และหันหน้าเข้าต่อสู้กับพวกเยอรมันอีกครั้ง


ศพทหารอเมริกันที่ถูกทหารเยอรมันสังหาร นอนเกลื่อนกลาดบนทุ่งโล่งของมัลเมดี้
ที่มาของภาพ


เครือข่ายถนนในอาเดนส์ทั้งแคบและขรุขระอย่างมาก ถนนสายหลักที่กองทัพยานเกราะที่ 6 ของเยอรมันจึงต้องไปต่อโดยไม่หยุด วิ่งขึ้นขนานไปกับพื้นที่สูงที่เรียกว่า สันเขาเอลซึ่นบอร์น หรือ Elsenborn Ridge ตลอดแนวสันเขา ทหารอเมริกันวางกำลังทหารราบและยานเกราะทำลายรถถังเอาไว้ในบริเวณนี้ เส้นทางนี้เป็นเส้นทางสำคัญที่ฝ่ายเยอรมันจะต้องเคลื่อนพลผ่านไป โดยเฉพาะกองทัพยานเกราะที่ 6 ของเยอรมัน
ซึ่งรับหน้าที่เข้ายึดที่หมายสำคัญของยุทธการ นั่นก็คือ เมืองท่าแอนท์เวิป พวกเขาจะต้องใช้เส้นทางผ่านสันเขาเอลซึ่นบอร์น มุ่งตรงไปที่แอนท์เวิป แต่ดูเหมือนว่าทหารอเมริกันที่รักษาเส้นทางนี้จะไม่ยอมให้พวกเยอรมันผ่านไปได้ง่ายๆ ยุทธภูมิเอลซึ่นบอร์น จึงเริ่มขึ้น ทหารเยอรมันพร้อมด้วยรถถังและยานเกราะ
รุกเข้าตีสันเขาแห่งนี้ การรบอย่างดุเดือดของทหารอเมริกันและเยอรมันตลอด 10 วัน เปลี่ยนสันเขาแห่งนี้ให้กลายเป็นนรก จนสุดท้าย ฝ่ายเยอรมันต้องเสียเวลาไปกับการเข้าตีที่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ต้องแสวงหาเส้นทางเดินทัพเส้นอื่น

มีชาวบ้านเบลเยี่ยมจำนวนมากได้เห็นการรบที่ดุเดือดนี้ พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสมรภูมิเดือด
หนึ่งในเมืองทางใต้จากสันเขาเอลซึ่นบอร์นคือเมืองเล็กๆ ชื่อ แซงต์วีทธ (St. Vith) เมืองแห่งนี้และหมู่บ้าน
รอบๆ กองทัพยานเกราะที่ 5 ของเยอรมัน กำลังเผชิญกับการต้านทานอย่างหนักจากทหารอเมริกัน กองพลทหารราบที่ 106 โชคดีที่กำลังเสริมของพวกเขานั่นก็คือ ทหารจากกองพลยานเกราะที่ 7 เคลื่อนกำลังเข้ามาเสริม ถนนที่แคบ น้ำแข็ง หิมะ และโคลน ทำให้ทหารเยอรมันและยานเกราะของพวกเขาเคลื่อนที่ไปได้ช้า แต่ทว่าเมืองแห่งนี้ก็ถูกฝ่ายเยอรมันล้อมเอาไว้ได้ และยังคงมีความพยายามของฝ่ายเยอรมัน ในการเข้าตีแนวรับของอเมริกันที่แซงต์วีทธ อยู่บ่อยครั้ง


หน่วยเฉพาะกิจไพเพอร์ ที่มาของภาพ

หากมองในแผนที่การรบทั้งหมด รวมถึงโครงข่ายการคมนาคมในพื้นที่ ถนนทุกสายจะมุ่งตรงไปหาเมืองแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า บัสโตน (Bastonge) เมืองแห่งนี้มีทหารพลร่มอเมริกันกองพลทหารพลร่มที่ 101 และบางส่วนของกองพลยานเกราะที่ 10 รักษาเมืองแห่งนี้เอาไว้ เมืองแห่งนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างมากที่เยอรมันจะต้องแย่งยึดมาให้ได้ เพราะมันเป็นชุมทางคมนาคมเดียวที่จะเชื่อมแนวรบเยอรมันทุกแนวรบเข้าไว้ด้วยกัน ส่งผลดีต่อการรุกของฝ่ายเยอรมันทั้งหมดอีกด้วย ทหารเยอรมันจัดกำลังโจมตีเมืองแห่งนี้ในช่วงแรกอย่างหนักหน่วงเต็มอัตรา คาดการณ์ว่าการเข้าตีเมืองแห่งนี้คงจะสร้างความแตกตื่น จนทำให้ข้าศึกทิ้งอาวุธวิ่งหนีไปอย่างที่เคยพบมา จากนั้นพวกเขาจะยึดเมืองแห่งนี้ และเคลื่อนที่ไปต่อให้เร็วที่สุด แต่ทว่าการรุกระลอกแล้วระลอกเล่าที่พวกเขาเคลื่อนพลเข้ามา กลับกลายเป็นว่าพวกเขาต้องสังเวยชีวิตให้กับคมกระสุนของทหารพลร่มและทหารยานเกราะอเมริกันที่รักษาเมืองแห่งนี้ ทหารอเมริกันสู้ไม่ถอย พวกเขาเสียชีวิตคาหลุมบุคคล บังเกอร์ หรือปืนใหญ่ แต่ไม่ยอมละทิ้งที่มั่นของตนเอง เมื่อทหารที่รักษาที่มั่นเสียชีวิตทหารคนใหม่ก็จะเข้ามารบและรักษาที่มั่นเดิมนี้ต่อไป


พลจัตวาแอนโทนี่ แมคอลิฟเฟ่ เจ้าของคำตอบ “นัท NUT” หรือ ไอ้บ้า ที่มาของภาพ

ฝ่าเยอรมันเริ่มพบกับการต้านทานที่หนักหน่วงรุนแรงมากยิ่งขึ้น พวกเขากังวลมากว่าการรบของข้าศึกในครั้งนี้จะทำให้แผนการรุกซึ่งต้องรักษาเวลา จะกลายเป็นเสียเวลาจนเสียแผนการทั้งหมด แม้มีบางพื้นที่พวกเขาจะล้อมข้าศึกเอาไว้ได้ แต่มันก็ไม่ส่งผลดีอะไรต่อการรบทั้งหมด เพราะยิ่งทำให้เยอรมันต้องคงกำลังบางส่วนเอาไว้ เพื่อปิดล้อมข้าศึก แทนที่จะรวมกำลังรุกไปข้างหน้าต่อ ด้วยเหตุนี้จึงมีความพยายามขอเจรจากับฝ่ายอเมริกันที่ถูกเยอรมันล้อมเอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่เมืองบัสโตน เมื่อผู้บังคับบัญชาของเยอรมันหยุดรบ และส่งตัวแทนมายื่นหนังสือเสนอให้ฝ่ายอเมริกันยอมจำนน พลจัตวาแอนโทนี แมคอลิฟเฟ่ ผู้บัญชาการกองพลทหารพลร่มที่ 101 กลับตอบผู้บังคับบัญชาของฝ่ายเยอรมันด้วยคำสั้นๆ ที่เขียนว่า "นัท หรือ NUTS" อันเป็นศัพท์แสลงของอเมริกันที่แปลว่า "บ้า" การจะให้ทหารอเมริกันในเมืองแห่งนี้ยอมแพ้ เป็นเรื่องที่บ้า หรือสิ้นคิดอย่างยิ่งสำหรับทหารอเมริกัน

ฮิตเลอร์และแม่ทัพนายกอง ติดตามข่าวสารการรบอย่างใจจดใจจ่อ สีหน้าของเขาเคร่งเครียดตั้งแต่ก่อนเริ่มยุทธการ เพราะการรบครั้งนี้ไม่ได้เหมือนการรบเฉกเช่นช่วงแรกๆ ของสงคราม ซึ่ง ณ ขณะนั้นกำลังรบและอุตสาหกรรมเยอรมันยังเพรีบพร้อม และแข็งแกร่งพอที่จะสนับสนุนการทำสงครามของเยอรมัน แต่เมื่อสงครามล่วงเลยมาเข้าสู่ปีที่ 5 กำลังรบและอุตสาหกรรมสงครามของเยอรมัน ถูกลิดรอนและทำลายลงไปทุกๆ วัน การทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกส่วนของเยอรมัน คร่าชีวิตผู้คนและบั่นทอนศักยภาพการผลิตในอุตสาหกรรมสงครามลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น การรบครั้งนี้จึงเป็นการ "เทหมดหน้าตัก" 
เพื่อชัยชนะของเขาอย่างแท้จริง

นอกจากการรุกของหน่วยยานเกราะ ทหารราบและกองกำลังเฉพาะกิจแล้ว ฝ่ายเยอรมันยังส่งชุดปฏิบัติการขนาดเล็กกระโดดร่มลงไปหลังแนวรบของฝ่ายอเมริกันภายใต้การควบคุมของ โอเบิสลอยนันท์ ฟรีดริซ เอากุสท ฟรายแฮร์ ฟอน เดอ เฮยด์เทอ (โอเบิสลอยนันท์ - Oberstleutnant คือชื่อยศพันโท ในภาษาเยอรมัน) มันคือ ปฏิบัติการชเติสเซอร์ - Unternehmen Stößer ภารกิจยึดทางแยกบารัค มิเชล (Baraque Michel) ของผู้พันเฮยด์เทอกับลูกน้อง จนกว่ากองกำลังเฉพาะกิจของกองพลยานเกราะเอสเอสที่ 12 จะเคลื่อนพลมาถึง ทางแยกนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญซึ่งอยู่ห่างหมู่บ้านมัลเมดี้ (Malmedy) 11 กิโลเมตรขึ้นไปทางเหนือ มันคือปฏิบัติการที่แม้แต่พลร่มเยอรมันยังปฏิเสธจะร่วมทำภารกิจนี้ เพราะการกระโดดร่มลงครั้งนี้ เป็นปฏิบัติการกระโดดร่มเวลากลางคืน ครั้งแรกและครั้งเดียวของพลร่มเยอรมันตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

การกระโดดร่มครั้งนี้มีความเสี่ยงอย่างมาก เพราะพื้นที่ส่งลงหรือ Drop Zone ของพวกเขา ขาดการลาดตระเวนและไม่มีข้อมูลใดๆ ที่ยืนยันได้ว่า ทางแยกนี้ไม่มีกองกำลังข้าศึกรักษาการณ์อยู่ นอกจากนี้พวกเขามีเวลาเตรียมตัวเพียง 8 วันสำหรับภารกิจนี้ และนักบินเครื่องบินขนส่ง ที่จะนำพวกเขาไปส่งยังจุดโดด ก็ไม่เคยผ่านการรบ หรือบินขนส่งในพื้นที่การรบเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้ท้ายที่สุดแล้ว ผู้พันเฮยด์เทอ จะได้อาสาสมัครออกไปลุยพร้อมกับเขา แต่กำลังพลทุกคนที่อาสาเข้ามา ยังไม่เคยมีประสบการณ์กระโดดร่มเลย ปัญหาต่างๆ รุมเร้าเข้ามาเช่นนี้ ทำให้ผู้พันเฮยด์เทอกล่าวว่า "ไม่เคยมีครั้งใดในการเป็นทหารพลร่มของผม ที่จะต้องมาบังคับบัญชาหน่วยทหารที่แทบไม่พร้อมสู้รบเช่นนี้" 

วันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1944 ฝูงบินลำเลียงเหล่าพลร่มกล้าตายเหล่านี้ ก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าท่ามกลางสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย และเป็นอันตรายต่อการบินอย่างมาก แต่พวกเขายังต้องเสี่ยงบินออกไป เพื่อภารกิจครั้งนี้ให้ได้ เมื่อมาถึงจุดโดด มีทหารพลร่มจำนวน 125 นายเท่านั้นที่กระโดดร่มลงตรงจุดโดด ขณะเดียวกันกระแสลมและความมืดทำให้ผู้พันเฮยด์เทอแขนหักขณะร่อนลง แต่เขายังกัดฟันสู้ต่อไป เขารวบรวมกำลังพลและเคลื่อนพลไปทำภารกิจของตนเองให้สำเร็จ มีทหารพลร่มเยอรมันบางคนถูกทหารอเมริกันจับได้ พวกเขาปล่อยข่าวไปว่ามีพลร่มเยอรมันกว่า 3 พันนายกระโดดร่มแทรกซึมเข้ามาหลังแนวรบอเมริกันตั้งแต่เมื่อคืนวาน ข่าวนี้ทำให้ฝ่ายอเมริกันตื่นตัวอย่างมาก เพราะพวกเขาเชื่อว่า ข้าศึกแทรกซึมเข้ามาหลังแนวรบของพวกเขาจริงๆ

ผู้พันเฮยด์เทอและลูกน้องเคลื่อนพลมาถึงทางแยกบารัค มิเชล และสถาปนาแนวรับรอบๆ บริเวณพื้นที่ เพื่อรอกำลังหลักซึ่งกำลังตีฝ่าเข้ามา พลร่มเหลานี้มีกระสุนติดต่อมาเพียงพอแค่การรบเพียงวันเดียวเท่านั้น นอกจากนี้พวกเขายังปราศจากอาวุธยิงสนับสนุนใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงแค่ปืนพก ปืนกลมือ รวมถึงปืนไรเฟิลเท่านั้นที่พวกเขามี แต่แทนที่กำลังหลักจะเคลื่อนพลเข้ามาสมทบกับพวกเขาภายในหนึ่งวัน ผู้พันเฮยด์เทอและลูกน้อง รออยู่จนกระทั่ง 3 วันผ่านไป ยังไม่มีวี่แววว่ากำลังเฉพาะกิจของกองพลยานเกราะเอสเอสที่ 12 จะเคลื่อนพลมาถึง



เอสเอส โอเบิสชตวมบานฟือเรอร์ โยอาคิม ไพเพอร์ ผู้บังคับหน่วยไพเพอร์
ที่มาของภาพ


เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้พันเฮยด์เทอ จึงเปลี่ยนแผนเป็นการลาดตระเวนหาข่าวในพื้นที่แห่งนี้แทน สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้พันเฮยด์เทอรู้สึกเจ็บใจหนักขึ้นกว่าเก่า เมื่อเขาหวนนึกถึงช่วงเวลาก่อนที่จะเริ่มภารกิจนี้ เพราะเขาร้องขอต่อผู้บังคับบัญชาไปว่า เขาต้องการ “นกพิราบส่งสาส์น” ติดตัวไปพร้อมกับชุดปฏิบัติการของเขาด้วย แต่ผู้บังคับบัญชาของเขาอย่างนายพลเซฟ ดีทริซ กลับหัวเราะเยาะว่า เขาพึ่งพาเทคโนโลยีเก่าๆ เช่นนี้ทำไม เพราะในภารกิจนี้มีการนำวิทยุเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารไปด้วยอยู่แล้ว แต่เมื่อเข้าสู่สนามรบจริง ปรากฏว่าไม่มีวิทยุหรือพลวิทยุคนใดเหลือรอดเลยแม้แต่อย่างเดียว ภารกิจของพวกเขานั้นมืดบอดมาตั้งแต่เริ่มแรก และตอนนี้นอกจากจะมืดบอดแล้ว พวกเขายังเหมือนคนพิการเป็นใบ้ติดต่อสื่อสารใดๆ ไม่ได้อีกด้วย

วันที่ 19 ธันวาคม ค.ศ. 1944 ผู้พันเฮยด์เทอ อดีตพลร่มที่กรำศึกมาแล้วอย่างโชกโชนทั้งในการบุกโปแลนด์ ฝรั่งเศส หรือแม้แต่การบุกเกาะครีต ก็ต้องสั่งถอย และพาลูกน้องของตนถอยกลับเข้าเขตยึดครองของฝ่ายเยอรมัน แต่แล้วโชคที่มีอยู่เพียงน้อยนิดของเขาก็หมดลงไปทันที เมื่อทหารอเมริกันมาพบชุดปฏิบัติการของเขา และเกิดการปะทะกันขึ้น ลูกน้องของเขาเสียชีวิตไปหลายนาย พวกเขาไม่อาจรบยืดเยื้อกับข้าศึกได้ ไม่นานนัก พวกเขาทั้งหมดจึงต้องพากันหลบหนีเอาตัวรอดไปคนละทิศคนละทาง ด้วยร่างกายที่อิดโรยอ่อนล้า และอาการบาดเจ็บจากแขนที่หัก อากาศหนาวกำลังจะทำให้เขาตายอย่างช้าๆ
ผู้พันเฮยด์เทอเหลือเขาเพียงคนเดียวในป่า เขาเดินโซซัดโซเซต่อไปอีกหลายวัน จนกระทั่งเขาไปพบกับกระท่อมของชาวบ้าน ในเขตของฝ่ายเยอรมัน ครอบครัวในกระท่อมหลังนั้นช่วยชีวิตเขาเอาไว้ เขาได้รับการรักษาอาการบาดเจ็บและทานอาหารร้อนๆ แต่ผู้พันเฮยด์เทอ เกรงว่าครอบครัวนี้อาจจะเป็นอันตรายจากการที่ข้าศึกกำลังติดตามไล่ล่าพวกเขาอยู่ ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจให้ครอบครัวนี้แจ้งแก่ทหารอเมริกันว่า มีทหารเยอรมันอยู่ในบ้านหลังนี้และเขาขอยอมจำนน


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://www.britannica.com/event/Battle-of-the-Bulge
Website : http://www.historynet.com/battle-of-the-bulge
Website : https://www.army.mil/botb/
Website : https://news.nationalgeographic.com/news/2014/12/
141214-battle-of-the-bulge-hitler-churchill-history-culture-ngbooktalk/

Website : http://www.bbc.co.uk/history/worldwars/wwtwo/battle_
bulge_01.shtml