Armies Weapons and Warfare

Unternehmen Wacht am Rhein และเดิมพันสุดท้ายของฮิตเลอร์ ตอนที่ 1

ตลอดปี ค.ศ. 1944 กองทัพเยอรมันประสบกับความพ่ายแพ้อย่างหนักติดต่อกันแทบทุกสมรภูมิ ตั้งแต่เมื่อฝ่ายพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี และเริ่มตีฝ่าแนวรับเยอรมัน พร้อมทั้งผลักดันให้ถอยไปทางตะวันออกเรื่อยๆ จนกองทัพเยอรมันต้องเคลื่อนพลข้ามชายแดนกลับเข้าไปในประเทศของตน กองทัพแห่งอาณาจักรไรช์ที่ 3 ที่เคยเกรียงไกร ต้องละทิ้งดินแดนที่เคยยึดมาได้ พร้อมกับทิ้งเศษซากเครื่องจักรสงคราม รวมถึงชีวิตทหารนับแสนนายไว้เบื้องหลัง

ฮิตเลอร์และคณะนายทหารขณะร่วมกันวางแผนการรุก ที่มาของภาพ

ถึงแม้จะประสบกับความพ่ายแพ้อย่างหนักในแนวรบด้านตะวันตก แต่ฮิตเลอร์ก็ยังเลือกที่จะวางยุทธศาสตร์สงครามของตนเองโดยเน้นหนักไปที่ การรบในแนวรบด้านตะวันตกเป็นสำคัญ ซึ่งขณะนั้นกองทัพเยอรมันกำลังเผชิญหน้ากับกองกำลังพันธมิตร โดยมีสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเป็นหัวหอกหลักในการรบ ตั้งแต่
วันดีเดย์เปิดฉากขึ้น กองทัพพันธมิตรเปิดฉากรุกเข้าใส่แนวรบเยอรมันอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ ยุทธการครั้งใหญ่มีขึ้นหลายครั้งจนทำให้ทหารเยอรมันเริ่มเสียขวัญ กับการบุกแบบไม่หยุดของกองทัพพันธมิตร เช่นกันในแนวรบทางด้านตะวันออก กองทัพแดงของสหภาพโซเวียตก็ผลักดันแนวรบเยอรมันให้ออกไปจาก
ดินแดนของตนเองได้เรื่อยๆ เยอรมันกำลังถูกข้าศึกบีบเข้ามาจากทั้งทางด้านตะวันออกและตะวันตก

ทหารอเมริกันนายหนึ่งกำลังมองไปยังแนวรบของเยอรมันเบื้องหน้าซึ่งสงบเงียบปราศจากความเคลื่อนไหว ที่มาของภาพ

แต่แล้วในช่วงปลายปี 1944 การรุกของฝ่ายพันธมิตรเริ่มช้าลง อันเนื่องมาจากการส่งกำลังบำรุงเคลื่อนที่ตามแนวหน้าไม่ทัน เหตุการณ์ในครั้งนั้นส่งผลดีต่อทหารเยอรมันอย่างมาก เพราะทำให้พวกเขามีโอกาสได้ปรับกำลัง และจัดแนวรบกันขึ้นมาใหม่ ทหารเยอรมันถึงกับขนานนามเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าเป็น
“ปาฏิหาริย์ในแนวรบด้านตะวันตก” นอกจากนี้ปฏิบัติการครั้งใหญ่ของฝ่ายพันธมิตรก่อนหน้ายุทธภูมิบัลเจอะ อย่างเช่นยุทธการมาร์เก็ตการ์เดน (Operation Market Garden) ก็เป็นยุทธการที่ล้มเหลวและสิ้นเปลืองทรัพยากร รวมทั้งชีวิตทหารพันธมิตรนับพันไปกับการรบในช่วงระยะเวลาสั้นๆ

ในขณะที่กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ทหารอเมริกันหลายหน่วยอยู่ในสภาพที่อ่อนล้าและอิดโรยจากการกรำศึกหนักมาโดยตลอด บางหน่วย ทหารรบมาตั้งแต่วันดีเดย์ยาวต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ และบางหน่วยมียอดกำลังพลสูญเสียเป็นจำนวนมาก การมีกำลังพลสูญเสียในหน่วยจึงทำให้มีการส่งกำลังพลทดแทนเข้ามาเสริม ทุกกองพลของอเมริกันจึงมีกำลังพลทั้งใหม่และเก่าผสมรวมกันเกือบครึ่งของจำนวนกำลังพลในหน่วยทั้งหมด ทำให้มีการขนานนามกองพลทหารอเมริกันในช่วงนั้นว่าเป็น
“สถานรับเลี้ยงเด็กอ่อนและคนชราแห่งกองทัพบกสหรัฐฯ” กองทัพอเมริกันรุกไล่ทหารเยอรมันมาถึงบริเวณแนวชายแดนเยอรมันเบลเยี่ยม กำลังพลส่วนใหญ่วางกำลังอยู่ในพื้นที่บริเวณป่าอาเดนส์ พวกเขาคิดว่ามันเป็นแนวรบที่สงบเงียบ แต่อีกไม่นานมันกำลังจะกลายเป็นสมรภูมิเดือดอีกครั้ง


แผนที่แสดงการรุกของฝ่ายเยอรมัน จะเห็นว่าด้านบนซ้ายเป็นที่หมายของการรุก นั่นก็คือ เมืองแอนท์เวิป ที่มาของภาพ

ภายหลังยุทธการมาร์เก็ตการ์เดนจบลง ผลลัพธ์ของการรบครั้งนี้สร้างความฮึกเหิมให้แก่ทหารเยอรมันอีกครั้งหนึ่ง มันเป็นชัยชนะครั้งแรกของฝ่ายเยอรมัน ตั้งแต่หลังจากวันดีเดย์และการบุกทะลวงแนวรับเยอรมันในนอร์มังดี พรรคนาซีนำชัยชนะครั้งนี้ไปโฆษณาชวนเชื่อให้แก่ประชาชนเยอรมันอย่างมาก พวกเขายกย่องถึงความหาญกล้าและเก่งกาจของนักรบแห่งอาณาจักรไรช์ที่ 3 ว่า เป็นกำลังรบที่ไม่มีวันถูกทำลาย ข้อความโฆษณาชวนเชื่อนี้เอง แม้แต่ตัวฮิตเลอร์เองก็ยังเชื่อมั่นทหารของเขา โดยเฉพาะกองกำลังเอสเอส ที่เขาสร้างขึ้นมากับมือ จะยังคงเป็นกำลังรบที่นำชัยชนะและแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้แก่เขาได้เสมอ

แต่การที่ฮิตเลอร์และพรรคนาซี ยังคงชื่นชมต่อชัยชนะที่ได้มาอย่างออกหน้าออกตาเช่นนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่จอมพลและแม่ทัพนายกองทั้งหลายจะเห็นดีเห็นงามไปกับชัยชนะในศึกนี้ด้วย เพราะพวกเขาต่างก็รู้ว่า กำลังรบฝ่ายพันธมิตร แม้จะปราชัยในศึกนี้ แต่พวกเขาก็ยังคงแข็งแกร่งกว่าเยอรมันในทุกๆ ด้าน มีข้อเสนอให้ใช้โอกาสที่เยอรมันได้รับชัยชนะครั้งนี้ ยื่นข้อเสนอเจรจาสงบศึกกับฝ่ายพันธมิตรตะวันตก ในขณะที่เยอรมันยังพอสามารถต่อรองได้ แต่ฮิตเลอร์กลับมองว่าการเจรจาสงบศึกนั้น ต้องเป็นฝ่ายพันธมิตรเท่านั้นที่จะต้องเป็นผู้ยื่นขอเสนอเจรจาสงบกับเยอรมัน และเขาเองจะต้องหาทางบีบให้พันธมิตรเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอนี้ให้ได้

แม้จะเป็นกำลังอาสาสมัครประชาชนที่ถูกจัดตั้งไม่นาน แต่ทหารในหน่วย Volksgrenadier หรือ กองพลประชาชนพิทักษ์ปิตุภูมิ ก็ได้รับแจกจ่ายอาวุธอย่างดีเช่น ปืน Stg 44 ที่มาของภาพ

ในที่ประชุมกับคณะนายทหาร ฮิตเลอร์เสนอให้ฝ่ายเสนาธิการร่างแผนการรุกโต้ตอบกองกำลังพันธมิตรขึ้นมา และการรุกครั้งนี้ต้องหนักหน่วงรุนแรง พร้อมทั้งสร้างความสูญเสียอย่างหนัก จนทำให้ข้าศึกต้องปราชัยอย่างย่อยยับ ความสูญเสียของข้าศึกครั้งนี้ จะต้องมีมากพอที่จะบีบให้อีกฝ่าย ยื่นข้อเสนอเจรจาสงบศึก แนวความคิดนี้ของฮิตเลอร์ สร้างความหนักใจให้แก่นายทหารเยอรมันทุกคนในที่ประชุมอย่างมาก ดูเหมือนท่านผู้นำจะไม่ใส่ใจศึกษาผลการรบที่ผ่านมา ของการรุกโต้ตอบของเยอรมัน ที่เคยทำไว้ทั้งในแนวรบด้านตะวันออกและตะวันตกเลย โดยเฉพาะยุทธการรุกโต้ตอบที่เยอรมันเคยเปิดฉากขึ้น
และล้มเหลวมาแล้วสดๆ ร้อนๆ อย่าง “ยุทธการลูททิซ - Operation Lüttich” อันเป็นการรุกโต้ตอบกองกำลังอเมริกันในนอร์มังดี โดยการรบครั้งนั้น เยอรมันหวังจะตัดขาดกองกำลังของนายพลแพตตั้น ซึ่งก็คือ กองทัพสหรัฐฯ ที่ 3 (U.S. 3rd Army) ขณะกำลังรุกเข้าไปในคาบสมุทรบริททานี
(Brittany Peninsula) แต่ครั้งนั้นกองกำลังอเมริกันในพื้นที่ตั้งรับการรุกของเยอรมันอย่างเหนียวแน่น และรบ
หน่วงเหนี่ยวเวลา เพื่อรอกำลังทางอากาศบินเข้ามาสนับสนุน จนสามารถสกัดกั้นการรุกของขบวนยานเกราะเยอรมันได้สำเร็จ

สภาพของป่าอาเดนส์ช่วงปลายปี ค.ศ. 1944 ทั่วทั้งบริเวณปกคลุมไปด้วยหิมะ
ที่มาของภาพ


สิ่งที่ฮิตเลอร์ต้องการในครั้งนี้ คือการนำข้อเสียในยุทธการลูททิซมาปรับใช้กับแผนการรบครั้งใหม่นี้
กองกำลังทางอากาศของฝ่ายพันธมิตร คือตัวปัญหาสำคัญของเยอรมันในสนามรบ ในยุทธการลูททิซนั้นเยอรมันหวังจะใช้การเข้าตีในเวลากลางคืน บุกถล่มแนวรับอเมริกันอย่างรุนแรงและรวดเร็ว โดยอาศัยความมืดเป็นฉากกำบังในการเข้าตี และใช้ข้อจำกัดของการปฏิบัติการทางอากาศที่ไม่อาจให้การสนับสนุนการรบในเวลากลางคืนได้ แต่หากเยอรมันจะเปิดฉากรุกครั้งใหม่อีกครั้ง พวกเขาจะต้องเลือกสถานที่และเวลาอันเหมาะสม ที่จะทำให้พวกพันธมิตรใช้กำลังทางอากาศอันแข็งแกร่งของตนเองไม่ได้ ดูเหมือนข้อได้เปรียบนี้กำลังจะกลับมาหาฝ่าเยอรมันอีกครั้ง เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1944 ยุโรปกำลังอยู่ในช่วงฤดูหนาว มีหิมะตกหนัก ทำให้สภาพภูมิประเทศเทศทั้งหมดถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ สภาพอากาศที่ปิดเช่นนี้ก็ไม่เอื้ออำนวยให้อากาศยานปฏิบัติการได้อย่างเต็มที่

เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างเป็นเช่นนี้ แผนการที่ฮิตเลอร์หวังเอาไว้ก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา แผนยุทธการที่ชื่อว่า “อุนเทอร์นีฮ์เมินวัคท์ อัม ไรน์ หรือ Unternehmen Wacht am Rhein” คือชื่อของแผนยุทธการในครั้งนี้ ชื่อนี้มาจากชื่อเพลงปลุกใจของเยอรมันคือ Die Wacht am Rhein (แปลว่า พิทักษ์
ลุ่มน้ำไรน์) โดยพรรคนาซีหวังจะใช้ชื่อนี้ปลุกใจทหารและประชาชนให้ร่วมกันสู้ในศึกนี้ แผนยุทธการครั้งนี้เป็นแผนการใช้กำลังพลที่เหลืออยู่ รวมทั้งการระดมพลครั้งใหม่ เพื่อศึกนี้โดยเฉพาะ กองทัพเยอรมันหวังจะเคลื่อนพลเจาะแนวรบฝ่ายพันธมิตรที่ป่าอาเดนส์ ซึ่งป่าแห่งนี้ เคยเป็นเส้นทางเดินทัพของเยอรมันในการรุกรานฝรั่งเศสตอนช่วงแรกของสงคราม ซึ่งฝ่ายเยอรมันสร้างความประหลาดใจอย่างมากให้แก่ฝ่ายพันธมิตร ที่สามารถรุกผ่านป่าอันหนาทึบ และเคลื่อนพลอ้อมผ่านแนวมาจิโนต์ (The Majinot Line)
อันเป็นแนวรับสำคัญที่ฝรั่งเศสสร้าง และวางกำลังตั้งรับอย่างแน่นหนา เพื่อจะหยุดยั้งกองทัพเยอรมันเอาไว้ที่ชายแดน ชัยชนะครั้งนั้น ณ บริเวณป่าแห่งนี้ ยังทำให้ฮิตเลอร์และพรรคนาซี เชื่อว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในยุทธการครั้งนี้

เมื่อกองทัพเยอรมันรุกผ่านป่านี้ออกไป พวกเขาจะเคลื่อนพลมุ่งตรงไปยังเมืองท่าแอนท์เวิร์ป (Antwerp) ณ เมืองแห่งนี้ มีท่าเรือน้ำลึกที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และยังเป็นเมืองท่าสำคัญที่สนับสนุนกำลังบำรุงให้แก่การรุกของฝ่ายพันธมิตรอีกด้วย หากเยอรมันสามารถยึดเมืองท่าแห่งนี้ได้ พวกเขาจะยึดยุทโธปกรณ์ เสบียง และน้ำมันเชื้อเพลิง ได้เป็นจำนวนมหาศาล ที่สำคัญการรุกของเยอรมันจะตัดขาดกองกำลังพันธมิตรออกเป็นสองส่วน คืออังกฤษทางเหนือและอเมริกันทางใต้ ความสูญเสียทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะมีมากพอที่จะทำให้ประชาชนในชาติพันธมิตรต้องเรียกร้องให้รัฐบาลของตนเองเจรจาสงบศึกกับเยอรมัน


เฟลดมาร์แชล วาลเธอร์ โมเดิล หรือ จอมพลโมเดิล จอมพลของฮิตเลอร์ผู้มีฉายาว่า “มือปืนของฮิตเลอร์” ที่มาของภาพ

กองทัพเยอรมันสั่งระดมพลอีกครั้ง รวมทั้งการปรับและเสริมกำลังให้กับหน่วยทหารที่มีทำการรบมาก่อนหน้านั้น นอกจากนี้ยังมีการขยายกำลังรบเพิ่มเติม เพื่อเป็นกำลังสนับสนุนการรบครั้งนี้ โดยเฉพาะ แน่นอนว่า เมื่อมีทหารย่อมต้องมีผู้บังคับบัญชา ฮิตเลอร์เลือกนายพลที่เขาไว้ใจมากที่สุดรับผิดชอบบัญชาการรบครั้งนี้ เขาคนนั้นก็คือ มือปืนของฮิตเลอร์ เฟลดมาร์แชล วาลเธอร์ โมเดิล (Feldmarschall Walter Model) หรือ จอมพลโมเดิล จอมพลของฮิตเลอร์ผู้มีฉายาว่า “มือปืนของฮิตเลอร์” หมายถึง ผลงานของจอมพลโมเดิล ที่ผ่านมาในการแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ตามคำสั่งของฮิตเลอร์ เขาสามารถทำได้ดีเป็นที่น่าพอใจของท่านผู้นำ ฮิตเลอร์สั่งการให้จอมพลโมเดิลบัญชาการ กลุ่มกองทัพบี หรือ อามี่กรูฟเพ่อ เบ (Armeegruppe B)

แต่เดิมนั้นกลุ่มกองทัพบี เป็นกลุ่มกองทัพของฝ่ายเยอรมันที่รักษาการณ์อยู่ในบริเวณพื้นที่ทางทิศตะวันตกของฝรั่งเศส รวมทั้งแนวชายหาดที่ติดกับทางช่องแคบอังกฤษ โดยมีจอมพลผู้เป็นตำนานและมีชื่อเสียงมากทั้งในฝ่ายเดียวกัน รวมถึงในหมู่ศัตรูนั่นก็คือ จอมพลเออวิน รอมเมล จิ้งจอกทะเลทรายผู้กรำศึกมาแล้วอย่างโชกโชนเป็นผู้บัญชาการ แต่เมื่อการรบหลังวันดีเดย์เริ่มต้นขึ้น และฝ่ายพันธมิตรตีฝ่าออกจาก
นอร์มังดี สามารถล้อมกองทัพเยอรมันเอาไว้ได้ ก็เกือบทำให้กลุ่มกองทัพบีประสบกับความสูญเสียอย่างหนัก โดยเฉพาะการรบในวงล้อมฟาเลส (Battle of the Falaise Pocket) แต่พวกเขายังโชคดีที่สามารถฝ่าวงล้อมและถอนกำลังส่วนใหญ่ออกมาได้ทัน หลังจากนั้น กลุ่มกองทัพบี ได้รับการพักฟื้นและปรับกำลังใหม่อีกครั้ง แต่ด้วยทรัพยากรและข้อจำกัดที่มีมากมายของเยอรมันในตอนนั้น รวมถึงการรับกำลังพลเข้ามาใหม่ ซึ่งยังไร้ประสบการณ์ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ลดทอนความแข็งแกร่งของกลุ่มกองทัพกลุ่มนี้

เฟลดมาร์แชล เกิร์ด ฟอน รุนชเตท หรือ จอมพลเกิร์ด ฟอน รุนชเตท กลับมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการแนวรบด้านตะวันตกอีกครั้ง ที่มาของภาพ

ก่อนหน้านี้ ฮิตเลอร์ ก็จำใจมอบตำแหน่งเดิมให้กับจอมพลคนหนึ่ง ซึ่งฮิตเลอร์มองว่าเขาเป็น
“ตาแก่วายร้าย” แต่เขาคือ จอมพลที่เป็นดั่งศูนย์รวมจิตใจและมากล้นด้วยบารมีในกองทัพเยอรมัน เฟลดมาร์แชล เกิร์ด ฟอน รุนชเตท (Feldmarschall Gerd von Rundstedt) หรือจอมพลเกิร์ด ฟอน รุนชเตท ให้กลับมาดำรงตำแหน่ง โอเบอเบฟีลฮาเบอ เวส (Oberbefehlshaber West) หรือ OB West มันคือ ตำแหน่งผู้บัญชาการแนวรบด้านตะวันตก มีหน้าที่และความรับผิดชอบในเขตพื้นที่ยึดครองด้านทิศตะวันตกทั้งหมด ซึ่งครอบคลุมประเทศต่างๆ ที่ถูกเยอรมันยึดครอง ได้แก่ นอร์เวย์ เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และฝรั่งเศส

การระดมพลเริ่มขึ้นอีกครั้ง ทั้งที่เป็นหน่วยรบเดิมที่ผ่านศึกมาแล้ว และหน่วยรบที่เพิ่งถูกจัดตั้งขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองพลประชาชนพิทักษ์ปิตุภูมิ หรือ Volkgrenadier Division ซึ่งมาจากอาสาสมัคร รวมถึงเกณฑ์มาจากชาวเยอรมันโดยตรง กำลังพลบางส่วนของกองพลประชาชนพิทักษ์ปิตุภูมิ ยังนำกำลังพลจากกองทัพเรือและกองทัพอากาศ มีทั้งกะลาสีและช่างเครื่องบินที่กำลังอยู่ในสภาพ “ว่างงาน” จากการที่เหล่าทัพของพวกเขาหมดศักยภาพทำการรบ มาบรรจุเข้าเป็นกำลังพลของกองพลประชาชนพิทักษ์ปิตุภูมิอีกด้วย


ทหารอเมริกันจากกองพลทหารราบที่ 30 นั่งพักผ่อนอยู่ในเมืองท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น ที่มาของภาพ

แต่ก็คงไม่มีกองกำลังอื่นใด ที่ฮิตเลอร์จะเชื่อมั่นในความสามารถได้เท่ากับ กองกำลังเอสเอสอันเลื่องชื่อ พวกเขายังคงเป็นความหวังและเป็นกำลังรบที่ฮิตเลอร์ให้ความไว้วางใจ และฝากความหวังแห่งชัยชนะในฐานะกำลังรบหลักของท่านผู้นำตลอดมา กองพลยานเกราะเอสเอสหลายกองพล ที่กรำศึกมาจากแนวรบด้านตะวันออกและนอร์มังดี เคลื่อนพลเข้ามาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับยุทธการครั้งนี้ พรรคนาซี มีการโฆษณาชวนเชื่อไปยังหน่วยทหารทุกหน่วย และประชาชนทุกๆ ภาคส่วนของประเทศ ให้ร่วมทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด เพื่อปกป้องพื้นแผ่นดินปิตุภูมิของพวกเขา การรบที่จะเป็นจุดชี้ขาดความเป็นความตายของอาณาจักรไรช์ที่ 3 กำลังจะเริ่มในไม่ช้า

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://www.britannica.com/event/Battle-of-the-Bulge
Website : http://www.historynet.com/battle-of-the-bulge
Website : https://www.army.mil/botb/
Website : https://news.nationalgeographic.com/news/2014/12/
141214-battle-of-the-bulge-hitler-churchill-history-culture-ngbooktalk/

Website : http://www.bbc.co.uk/history/worldwars/wwtwo/battle_
bulge_01.shtml