Food World

การเดินทางนับพันปีของหัวหอม

น้ำตาที่เราต้องหลั่งออกมาเมื่อปอกหรือหั่นหัวหอมจะไม่เสียเปล่า ถ้าทราบว่าพืชชนิดนี้มีพลังพิเศษที่มากกว่าการนำไปแต่งกลิ่นและรสอาหาร ครั้งหนึ่งหัวหอมเป็นของมีค่าที่ใช้เป็นเงินตราค่าเช่าที่ดิน เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตนิรันดร์ และล่าสุดนักวิจัยพบว่ามีสรรพคุณต้านการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรียได้อีกด้วย

มนุษย์รู้จักใช้หัวหอมเป็นอาหารมานานนับพันปี แม้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามนุษย์เริ่มปลูกหัวหอม (ที่ไม่ใช่เก็บกินเองตามธรรมชาติ)
ที่ใดและเมื่อใด แต่กระนั้นเราก็สามารถสืบย้อนกลับไปได้จากการค้นขุดทางโบราณคดีที่พบหัวหอมอยู่คู่กับมะเดื่อและเมล็ดอินทผาลัมในการขุดค้นสมัยสัมฤทธิ์หลายแห่งที่กำหนดอายุย้อนไปถึง 5,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช


หัวหอม จากภาพพิมพ์ไม้เมื่อ ค.ศ. 1547 ที่มาของภาพ

หลักฐานโบราณคดีชิ้นแรกที่บ่งบอกการปลูกหัวหอมอาจย้อนกลับไปที่สมัยอียิปต์โบราณเมื่อราว 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช หัวหอมมีบทบาทสำคัญในสังคมอียิปต์โบราณทั้งในฐานะที่เป็นอาหารและยังเป็นสัญลักษณ์ของการบวงสรวงบูชาอีกด้วย ว่ากันว่าคนงานที่สร้างพีระมิดได้รับแจกอาหารเป็นหัวแรดดิช (คล้าย ๆ หัวผักกาดหรือหัวไชเท้า) และหัวหอม ขณะเดียวกันชาวอียิปต์โบราณก็บูชาหัวหอม เพราะเชื่อว่ากลีบหัวหอมที่เป็นวงซ้อนกัน (ลองหั่นหัวหอมตามขวางดูก็จะได้วงดังกล่าวนั่นเอง) และรูปทรงที่มีสัณฐานค่อนข้างกลมของหัวหอมเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตนิรันดร์ นอกจากนี้ยังใช้หัวหอมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีฝังศพ ดังที่ปรากฏร่องรอยของหัวหอมในเบ้าพระเนตรของมัมมีฟาโรห์รามเสสที่ 4


นักบวชอียิปต์ถวายเครื่องบูชา ในจำนวนนั้นมีหัวหอมและต้นหอมรวมอยู่ด้วย
ที่มาของภาพ


ในสมัยกรีกโบราณ มีการใช้หัวหอมแตกต่างไปจากอียิปต์ กล่าวคือ ดิโอสโคริเดส (Dioscorides) แพทย์ชาวกรีกในคริสต์ศตวรรษที่ 1 กล่าวถึงการใช้หัวหอมไว้บ่อยครั้งในตำราแพทย์ของเขา ชาวกรีกโบราณใช้หัวหอมเพื่อประโยชน์ทางสุขภาพมากขึ้น เชื่อกันว่าพืชชนิดนี้มีประโยชน์ช่วยเสริมสร้างสมดุลของเลือด จึงนิยมให้นักกีฬากินหัวหอมทีละมาก ๆ พร้อมดื่มน้ำคั้นจากหัวหอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนการลงแข่งกีฬาโอลิมปิก เช่นเดียวกับนักสู้ (กลาดิเอเตอร์) โรมันยังใช้หัวหอมขัดถูตัวเพื่อให้ได้กล้ามเนื้อแข็งและแน่น


นักมวยปล้ำกรีกกินหัวหอม ดื่มน้ำคั้นหัวหอมและใช้หัวหอมทาตัว ที่มาของภาพ

ชาวโรมันก็นำหัวหอมติดตัวเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ ในเกาะอังกฤษและดินแดนเยอรมนี มีหลักฐานชิ้นหนึ่งของพลีนีผู้อาวุโส (Pliny the Elder) กล่าวถึงหัวหอมและกะหล่ำของปอมเปอี โดยเฉพาะการที่เขาจัดหมวดหมู่ความเชื่อของคนโรมันเกี่ยวกับประสิทธิภาพของหัวหอมในการรักษาโรคเกี่ยวกับการมองเห็น ทำให้หลับง่าย รักษาแผลในปาก แผลสุนัขกัด อาการปวดฟัน โรคบิดหรือท้องร่วงและอาการปวดเอว ยิ่งในการขุดค้นทางโบราณคดีในชั้นหลังยังพบการปลูกหัวหอมเป็นสวนอย่างที่พลีนีกล่าวไว้ แม้จะไม่มีหัวหอมให้เห็นอยู่แต่หลุมบนพื้นดินยังเป็นประจักษ์พยานที่บ่งบอกว่าครั้งหนึ่งพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็น
แปลงปลูกหัวหอมมาก่อน ขณะที่พ่อครัวเอกสมัยโรมันนามว่า อะปิคุส (Apicus) ที่เชื่อกันว่าเป็นผู้แต่งตำราทำอาหารฉบับแรกของโลกขึ้นมา (ที่ย้อนกลับไปได้ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 8-9) มีรายการหลายอย่างที่ปรากฏมีการใช้หัวหอมเป็นเครื่องปรุงด้วย

ยิ่งกว่านั้นในสมัยกลาง นอกจากถั่วและกะหล่ำซึ่งถือเป็นพืชพื้นฐานของผู้คนในช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว
หัวหอมยังได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะ “อาหารวิเศษ” (super-food) ที่กินได้ทั้งคนยากจนและคนมีฐานะ อีกทั้งยังมีสรรพคุณในทางยารักษาอาการปวดศีรษะ งูกัดหรือผมร่วง และมีมูลค่ามากพอที่จะมีคนยอมจ่ายค่าเช่าในรูปหัวหอมและนิยมมอบหัวหอมให้เป็นของขวัญในงานแต่งงานก็มี ธรรมเนียมการใช้
หัวหอมแทนเงินตรายังปรากฏอยู่ในไซบีเรียอย่างน้อยจนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18


ชาวนาสมัยกลางกับพวงหัวหอม ที่มาของภาพ


ภาพ “พ่อค้าหัวหอม” ที่มาของภาพ

ชาวอเมริกันพื้นเมืองใช้หัวหอมป่ามานานหลายร้อยปีแล้วโดยการนำหัวหอมมาทำน้ำยาเพื่อเตรียมสำหรับการย้อมผ้าและใช้เป็นยาพอกรักษาโรคต่าง ๆ หรือแม้แต่ใช้เป็นของเล่นสำหรับเด็ก ส่วนการปลูกหัวหอมเริ่มขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือโดยกลุ่มชาวยุโรปที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานช่วงแรก ๆ ซึ่งตามบันทึกรายวัน (diary) ระบุว่าหัวหอมเป็นพืชชุดแรก ๆ ที่ชาวอาณานิคมปลูกบนแผ่นดิน “โลกใหม่” แห่งนี้นับแต่การ “เคลียร์พื้นที่” เมื่อ ค.ศ. 1648 เป็นต้นมา

ส่วนแพทย์ในศตวรรษที่ 16 ก็นิยมสั่งยา “หัวหอม” ให้แก่คนไข้สำหรับใช้รักษาอาการเป็นหมันในผู้หญิง รวมไปถึงสัตว์ตัวเมีย

ยิ่งกว่านั้นเมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพัฒนาส่วนผสมจากสูตรยาป้ายตาโบราณของชาวแองโกล-แซกซอนจากหัวหอม กระเทียม ไวน์ และน้ำดีวัว จนกลายเป็นส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านการติดเชื้อสแตฟฟิโลคอกคัส ออเรียส ที่ดื้อยาเมธิซิลิน (MRSA) ได้ถึง 90% ซึ่งนับว่าเป็นการค้นพบสำคัญอย่างหนึ่งในวงการแพทย์ที่สามารถสกัดสารปฏิชีวนะที่ช่วยต่อต้านการติดเชื้อที่ดื้อต่อยากลุ่มอื่นได้อีกด้วย

การเดินทางนับพันปีของหัวหอมยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ไว้มีโอกาสจะนำเรื่องราวของพืชมหัศจรรย์ชนิดนี้ รวมถึงพืชที่มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์มาเล่าสู่กันฟัง

หมายเหตุ หัวหอมในบทความนี้ คือ หอมใหญ่ (onion) ที่เรารู้จักกันทั่วไปซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า
Allium cepa ส่วนหอมแดงหรือหอมเล็กที่บ้านเราเรียกกันนั้น ภาษาอังกฤษเรียกว่า shallot หรือมีชื่อภาษาวิทยาศาสตร์ว่า Allium ascalonicum


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.thevintagenews.com/2016/09/24/onions-in-history-in-the-middle-ages-onions-were-so-important-that-people-would-pay-their-rent-with-then-and-give-them-as-gifts-2/
https://www.onions-usa.org/all-about-onions/history-of-onions
http://www.lordsandladies.org/middle-ages-food-vegetables.htm
http://www.vegetablefacts.net/vegetable-history/history-of-onions/
http://britishonions.co.uk/essential-onion-facts/
http://www.bbc.com/news/uk-england-nottinghamshire-32117815
Rupp, R. (2011). How Carrots Won the Trojan War. Storey Publishing.