Armies Weapons and Warfare

ผู้ช่วยชีวิตนักเปียโน

วันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 เครื่องจักรสงครามของเยอรมัน เคลื่อนพลตะลุยข้ามพรมแดนโปแลนด์ และบุกเข้าไปให้ถึงกรุงวอร์ซอ นครหลวงของโปแลนด์ ชนชาติที่เคยพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ใช้เวลา 21 ปี พลิกฟื้นตัวเองกลับมาสร้างเศรษฐกิจ และกองทัพให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรอีกครั้ง โปแลนด์คือเป้าหมายอีกแห่งของเกมการขยายอำนาจของฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมันในขณะนั้น กองทัพเยอรมันทำให้โลกตะลึงด้วยยุทธวิธีการรบแบบใหม่ และอาวุธสงคราม 3 เหล่าทัพที่ประสานงานการรบไปพร้อมๆ กัน สามารถบุกตะลุยแนวรับของทหารโปแลนด์ได้อย่างรวดเร็ว


ร้อยเอกวิลเฮล์ม โฮเซนเฟด ที่มาของภาพ

นอกจากจะทำการรุกด้วยอาวุธสงคราม และกองทหารที่ถูกฝึกมาอย่างดีแล้ว ฮิตเลอร์ยังดำเนินนโยบายการเมืองระหว่างประเทศ ด้วยการเสนอข้อตกลงที่แทบไม่อยากปฏิเสธ จากมิตรที่จำต้องเสแสร้งเป็นสหายร่วมรบกับพวกเขา นั่นก็คือ กองทัพแดงของสหภาพโซเวียต ภายใต้การนำของโจเซฟ สตาลิน กองทัพแดงรุกเข้ามาทางตะวันออกที่เปิดโล่ง คลื่นการบุกของโซเวียตบีบให้โปแลนด์เข้าตาจน กองทัพของพวกเขา
มิอาจสู้ศึกกระหนาบทั้งหน้าหลังแบบนี้ได้ ในที่สุด โดยปราศจากความช่วยเหลือใดๆ ที่เป็นรูปธรรมอย่างเป็นทางการของชาติพันธมิตร โปแลนด์จึงยอมวางอาวุธในวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 1939 นับจากนั้นเป็นต้นมา ชีวิตและความเป็นอยู่ของพลเมืองโปแลนด์นับล้าน จะถูกชี้เป็นชี้ตายโดยจอมเผด็จการสองคน ผู้ร่วมกันแบ่งเค้กที่ชื่อโปแลนด์นี้ นั่นก็คือ ฮิตเลอร์และสตาลิน


การจับกุมและกวาดล้างชาวโปลเชื้อสายยิว ตามนโยบายหนทางสุดท้ายในการแก้ปัญหายิว ที่มาของภาพ

ฝันร้ายของชาวโปแลนด์ โดยเฉพาะชาวโปลเชื้อสายยิว ความน่าสยดสยองของนโยบายจองล้างจองผลาญชาวยิว กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า การฆ่าอย่างเป็นระบบและมีแบบแผน ครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์มนุษย์ เริ่มขึ้นอย่างเงียบๆ แต่มันค่อยๆ ทวีความหฤโหดมากขึ้น ชาวโปลเชื้อสายยิว ถูกบังคับให้ติดเครื่องหมายบ่งบอกถึงเชื้อชาติตนเอง รวมถึงถูกจำกัดการอยู่อาศัย พวกเขาถูกประหารชีวิตได้ทุกเมื่อ ทุกที่ ทุกเวลา เสรีภาพและความเป็นมนุษย์ของพวกเขาถูกพรากไปโดยน้ำมือของกองกำลังเอสเอส ส่วนที่ทำหน้าที่ในการติดตาม ดูแลเรื่องชาวยิวโดยเฉพาะ ความกลัวและความตายปะปนอยู่ในบรรยากาศอันอึมครึมเศร้าหมองของทุกๆ มุมในประเทศโปแลนด์


ชาวโปลในวันที่ลุกขึ้นต่อสู้กับทหารเยอรมันท่ามกลางเศษซากปรักหักพังของเมือง
ที่มาของภาพ


เมื่อหนทางแก้ปัญหาสุดท้ายของชาวยิว อันเป็นการประชุมที่วานเซ่ หรือ Wannseekonferenz
(วานเซ่คอนเฟอเรนซ์) เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1942 ซึ่งเป็นการประชุมของเจ้าหน้าที่พรรคนาซีระดับสูง และหน่วยเอสเอสได้ข้อสรุปแล้ว การฆ่าล้างเผาพันธุ์ชาวยุโรปเชื้อสายยิว ที่อยู่ในประเทศต่างๆ ซึ่งถูกเยอรมนียึดครองจึงเริ่มต้นขึ้น จากนี้ไปพลเรือนนับล้านจะต้องจบชีวิตลงในค่ายกักกัน และต้องตายอย่างทรมานในค่ายกักกัน ซึ่งกระจายอยู่ทั่วเขตพื้นที่ยึดครองของกองทัพเยอรมัน


สงครามเปลี่ยนกรุงวอร์ซอเหลือแต่เศษซาก ที่มาของภาพ

แม้นโยบายจองล้างจองผลาญชาวยิวจะเป็นที่ถูกใจกับคนเยอรมันบางกลุ่ม แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า
ชาวเยอรมันทุกคนจะเห็นด้วยกับนโยบายที่ออกมาจากมันสมองของฮิตเลอร์ ตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชาวเยอรมันหลายคน และพลเมืองในประเทศที่อยู่ภายใต้เขตยึดครองของเยอรมัน หรือแม้กระทั่งสมาชิกพรรคนาซี ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ ในประเทศเยอรมันเอง ต่างให้ความช่วยเหลือและนำคนเชื้อสายยิวไปหลบซ่อน หรือพาพวกเขาหลบหนีไปอยู่ที่อื่นซึ่งปลอดภัยกว่า หนึ่งในการกระทำที่โด่งดังและถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง ชิลเลอร์ ลิสต์ หรือ Schindler's List เรื่องราวของสมาชิกพรรคนาซีนามว่า ออสการ์ ชินด์เลอร์ ซึ่งทำในสิ่งที่เป็นการสวนทางนโยบายของพรรค และให้การช่วยเหลือชาวยิวนับพัน ให้รอดพ้นจากการถูกส่งไปฆ่าในค่ายกักกัน ตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2


ผู้กองโฮเซนเฟดพร้อมภรรยาและลูกๆ ทั้ง 5 คน ที่มาของภาพ

นอกจากจะมีเรื่องราวของออสการ์ ชินด์เลอร์ แล้ว เรื่องราวของคนเยอรมันบางคน ที่ได้ช่วยชีวิตชาวโปลเชื้อสายยิวอย่าง ร้อยเอกวิลเฮล์ม โฮเซนเฟด ก็ยังเป็นเรื่องที่น่ายกย่องอีกด้วย ประวัติของเขานั้น
วิลเฮล์ม โฮเซนเฟด เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1895 ในเมืองฟูลดา เขาเกิดมาในครอบครัวคาทอลิกที่เคร่งศาสนา เมื่อยังเด็กครอบครัวของเขาทำหน้าที่ในงานกิจกรรมการกุศลต่างๆ ของโบสถ์ เป็นแบบอย่างที่ดีให้ชุมชนในการเป็นชาวคริสต์ผู้มีความรักให้เพื่อนมนุษย์ทุกเชื้อชาติ

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มขึ้น ในปี ค.ศ. 1914 วิลเฮล์ม โฮเซนเฟด ถูกเกณฑ์ให้เข้าร่วมรบใน
มหาสงครามครั้งนี้ แม้มันจะขัดกับหลักศาสนาที่เขานับถือ แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้กับสิ่งที่ถูกสั่งให้ทำ และในสนามรบอันนองเลือดนี้ เขาได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ทำให้ต้องออกจากการรบ ซึ่งเขาได้รับเหรียญกล้าหาญ กางเขนเหล็กชั้นสอง หรือ Iron Cross Second Class ในครั้งนี้อีกด้วย

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง วิลเฮล์ม โฮเซนเฟด หันเหชีวิตจากทหารที่จับปืนหันหน้าเข้าหาข้าศึก มาจับชอล์ก หันหน้าเข้าหานักเรียนกับกระดานดำ เขากลายเป็นครูและทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีเยี่ยม ชีวิตหลังสงครามของเขา ดูน่าจะอภิรมย์และสุขสันต์กับความสงบ เขาแต่งงานและมีครอบครัวที่อบอุ่น ชีวิตที่ดูเหมือนจะดำเนินไปได้ด้วยดี กำลังจะได้รับผลกระทบจากนโยบายของจอมเผด็จการ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำเยอรมันคนใหม่ เขามีโอกาสได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเยอรมัน และผู้คนที่ใช้ชีวิตในสังคมเยอรมัน กำลังถูกแบ่งเขาแบ่งเราด้วยเชื้อชาติ ตามสถานที่ต่างๆ ของเยอรมัน ที่ใดก็ตามที่เป็นสถานประกอบการ หรือร้านค้าของชาวเยอรมันเชื้อสายยิว มักจะถูกมือดีย่องมาทำลายหรือสร้างความเสียหายเสมอ

เมื่อมันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วในสังคมเยอรมัน ที่จะเห็นคนเยอรมันเชื้อสายยิวถูกทำร้าย หรือโดนกีดกันขับไล่ออกจากวิถีชีวิตเดิมที่พวกเขาเป็นอยู่ โฮเซนเฟด เห็นความเปลี่ยนแปลงทุกๆ อย่างที่กำลังเกิดขึ้นในเยอรมัน และเขาก็ไม่เห็นด้วยที่มนุษย์จะสวมวิญญาณซาตาน ลงมือกระทำกับเพื่อนมนุษย์อย่างเย็นชา และไร้ความเมตาปราณีเยี่ยงนี้ บ่อยครั้งที่เขาจะแอบนำอาหาร และเสื้อผ้าไปให้ชาวเยอรมันเชื้อสายยิวที่ถูกขับไล่ หรือโดนรังแกอยู่เป็นประจำ ความมีเมตตาที่อยู่ในจิตใจของเขา อันเป็นผลพวงมาจากศาสนาที่เขาเคร่งครัดในวิถีปฏิบัติ บอกให้เขาต้องทำสิ่งที่ดีงามต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

วลาดิซสลาฟ สปิลมัน ที่มาของภาพ

เมื่อมหาสงครามแห่งการประหัตประหารครั้งที่ 2 ของมนุษยชาติเริ่มขึ้นอีกครั้ง คุณครูและคุณพ่อ วัย 43 ปี ถูกเกณฑ์ให้เข้าร่วมกองทัพ เขาดำรงตำแหน่งเป็นนายทหารในกองทัพบกเยอรมัน ร่วมในการรุกรานโปแลนด์ โดยเข้าทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้คุมค่ายเชลยศึกโปแลนด์ในเมือง Pabianice จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1940 เขาถูกส่งไปประจำการที่กรุงวอร์ซอ ในกองพันรักษาการณ์ หรือ Wach-Bataillon (วัค บาททาลิโอน) ซึ่งเขาจะประจำการอยู่ในหน่วยนี้จนกระทั่งสิ้นสุดสงคราม อาชีพการงานในกองทัพของเขาก็ก้าวหน้าไปพอสมควร จากจ่าสิบเอก ได้รับการเลื่อนยศขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งยศสุดท้ายที่ดำรงตำแหน่งคือ ร้อยเอก ในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1944 เมื่อชาวโปแลนด์พากันลุกฮือขึ้นมาต่อต้านการยึดครองของกองทัพเยอรมัน
ผู้กองโฮเซนเฟด ทำหน้าที่ในการสอบปากคำเชลยกองกำลังใต้ดินโปแลนด์ที่ถูกจับ มันนำพาให้ชะตากรรมของเขาต้องมาพบกับนักเปียโนหนุ่มชาวโปแลนด์ผู้มีนามว่า วลาดิซสลาฟ สปิลมัน พวกเขามาพบกันโดยบังเอิญ ท่ามกลางสงครามล้างผลาญที่กำลังดำเนินอยู่ เดิมทีนั้นวลาดิซสลาฟ สปิลมัน เป็นนักเปียโนเชื้อสายยิวผู้มีชื่อเสียง ซึ่งก่อนสงคราม เสียงเปียโนของเขา ขับกล่อมชาวโปแลนด์ผ่านทางสถานีวิทยุไปทั่วประเทศ กว่า 50 เพลงที่เขาบรรเลงสดๆ ผ่านคลื่นวิทยุไปในอากาศ ทำให้เสียงของโลกทั้งใบไพเราะเพราะพริ้งด้วยเสียงเปียโนของเขา แต่เวลาไม่นาน เสียงเปียโนของเขากลับถูกแทนที่ด้วยเสียงสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ และเสียงของสงคราม ที่คืบคลานเข้ามาพรากทุกๆ สิ่ง ไปจากชีวิตของเขา ครอบครัวของเขาถูกจับและต้องพลัดพรากจากกันไปคนละทิศละทาง สปิลมันต้องหลบหนีการตามล่าจากชุดล่าสังหารของ
เอสเอส ที่จะตามจับหรือสังหารชาวยิวทุกคนที่พบ แต่ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนๆ นักดนตรี ต่างก็ช่วยพาเขาหลบหนีและหาที่ซ่อนตัวให้แก่เขา

เมื่อวอร์ซอกลายเป็นสมรภูมิอีกครั้ง จากการลุกฮือของชาวโปแลนด์ ทั่วทั้งกรุงวอร์ซอกลายเป็นสนามรบ
ที่ทำลายล้างเมืองทั้งเมืองจนกลายเป็นเศษซาก ตอนนี้ชาวโปแลนด์เชื้อสายอะไรก็ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว เพราะทหารเยอรมันจะยิงทุกๆ คน ที่หลบซ่อนอยู่ในเศษซากของตึก หรืออาคารบ้านเรือน หากไม่ออกมามอบตัว แน่นอนว่า สปิลมันจะออกมามอบตัวไม่ได้ เพราะเขาคือยิวที่หลบหนีมา การสู้รบในวอร์ซอบีบให้เขาต้องหลบหนีและหลบซ่อนตัวไปเรื่อยๆ จนดูเหมือนว่าโลกมนุษย์กำลังกลายเป็นนรกสำหรับทุกๆ คน เพราะไม่ว่าจะหลบหนีไปยังที่ใด สงครามและการทำลายล้างก็จะตามไปเปลี่ยนสถานที่แห่งนั้น ให้กลายเป็นนรกเสมอ สปิลมันเร่ร่อนหลบหนีแบบวันต่อวันไปเรื่อยๆ


สภาพของอพาร์ตเมนต์ ที่ถนน 223 ในปัจจุบัน เป็นสถานที่ที่สปิลมันและผู้กองโฮเซนเฟดมาพบกัน ที่มาของภาพ

ถึงแม้โลกทั้งใบของสปิลมันจะกลายเป็นนรกไปแล้ว แต่เทวดาก็ยังปรากฏกายให้เขาได้เห็น วันหนึ่งเขาเข้ามาหลบอยู่ที่อพาร์ตเมนต์หลังหนึ่ง ที่ถนน 223 มีทหารเยอรมันคนหนึ่ง เดินเข้ามาข้างในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ ซึ่งเหลือแต่ซากปรักหักพัง เขาพบกับชายแต่งตัวโทรมๆ หนวดเครารุงรัง นอนขดตัวหลับอยู่ในห้อง เขานอนหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย จากการหลบหนีหัวซุกหัวซุนมาตลอดช่วงการลุกฮือ เขาไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน และกำลังจะไม่มีเรี่ยวแรงที่จะหลบหนีได้อีกต่อไปแล้ว สามัญสำนึกของทหารเยอรมันคนนี้
ต่างจากทหารเยอรมันคนอื่นๆ เขาปลุกชายคนนี้ให้ตื่นขึ้น เพื่อสอบถามข้อมูล สปิลมันตกใจสุดขีดที่ตื่นมาพบกับทหารเยอรมัน เขาร้องขอชีวิตจากทหารเยอรมันคนนี้ แต่คำตอบที่ทหารเยอรมันให้กลับคืนมา
คือการหยิบกระติกน้ำประจำตัวและยื่นมันให้แก่สปิลมันดื่ม

สปิลมันไม่รู้ว่าทหารเยอรมันคนนี้ต้องการอะไร แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้ว ในวินาทีนั้น เขาคิดว่าหากพระเจ้าประสงค์จะให้เขาตาย ด้วยน้ำมือทหารเยอรมันคนนี้ ก็คงไม่มีทางเป็นไปได้ที่เขาจะหนีออกไป เขาหยิบกระติกน้ำขึ้นมา ยกขึ้นดื่มทั้งน้ำตาด้วยความกลัว น้ำที่เขาไม่ได้ดื่มมาหลายวัน แม้มันอาจจะเป็นยาพิษ แต่มันคงช่วยให้เขาดับความรู้สึกกระหายก่อนสิ้นใจ แต่แทนที่เขาจะขาดใจ มันกลับทำให้เขาชื่นใจ กับน้ำที่ทหารเยอรมันคนนี้หยิบยื่นให้ ทหารเยอรมันคนนี้พูดกับเขาเป็นภาษาโปลอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า
“คุณรออยู่ที่นี่นะ เดี๋ยวผมเอาอาหารมาให้” ทหารเยอรมันคนนี้เดินจากไปไม่นาน เขากลับมาพร้อมกับขนมปังและเสบียงฉุกเฉินของทหารเยอรมันนำมามอบให้กับสปิลมัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทหารเยอรมันผู้อารีคนนี้ นั่นก็คือ ร้อยเอกวิลเฮล์ม โฮเซนเฟด ก็มักจะนำอาหารและน้ำ รวมทั้งผ้าห่ม มามอบให้กับสปิลมันที่นี่เสมอ ทั้งสองคนต่างสนทนาไต่ถามชีวิตของกันและกันก่อนช่วงสงคราม แม้พวกเขาจะมีสถานะที่เหมือนกับผู้ล่าและผู้ถูกล่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ทั้งผู้กองโฮเซนเฟดและสปิลมัน พวกเขาก็คือเหยื่อที่ถูกสงครามแปรเปลี่ยนชีวิตที่ตนเคยมีไปตลอดกาล

เดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1945 กองทัพโซเวียตรุกเข้าสู่กรุงวอร์ซอ หน่วยของผู้กองโฮเซนเฟด ถูกล้อมและถูกจับได้ในที่สุด เขาถูกส่งเข้าค่ายแรงงานและถูกลงโทษให้ใช้แรงงานเป็นเวลา 25 ปี จากอาชญากรรมสงครามที่เขาไม่ได้เป็นคนก่อ นอกจากนี้เขายังต้องถูกสอบปากคำ และโดนทรมานอยู่ในค่ายเชลยโดยตำรวจลับของโซเวียต เพราะเข้าใจว่าผู้กองโฮเซนเฟดเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองกองทัพเยอรมัน หรือ Abwehr (แอบแวร์) ผู้กองโฮเซนเฟดพยายามจะส่งจดหมายติดต่อกับภรรยา ผ่านทางหน่วยกาชาดสากล เขาบอกให้ภรรยาหาทางติดต่อกับชาวยิวที่เขาเคยช่วยชีวิตเอาไว้ เพื่อให้เธอติดต่อกับพวกเขา และขอให้พวกเขามาช่วยยืนยันว่า เขาไม่ใช่พวกเอสเอสหรือหน่วยทหารที่ตามสังหารชาวยิว


ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง The Pianist ฉากที่ครอบครัวของสปิลมันยังอยู่กันพร้อมหน้า ซึ่งเป็นเรื่องราวชีวิตและความพยายามเอาชีวิตรอดของสปิลมัน ตอนช่วงที่เยอรมันยึดครองโปลแลนด์ ที่มาของภาพ

ขณะเดียวกัน สปิลมันผู้รอดชีวิตจากสงคราม ก็ยังไม่เคยลืมทหารเยอรมันที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ เขาเองก็ติดตามหาทหารคนนี้เช่นกัน เขาขอความช่วยเหลือไปยัง จาคอบ เบอร์มัน หัวหน้าหน่วยตำรวจลับของโปแลนด์ ให้ช่วยตามหาทหารเยอรมันคนนี้ แต่ทว่ามันสายไปเสียแล้ว เพราะถ้าหากเชลยเยอรมันคนนี้ยังอยู่ในโปแลนด์ คงไม่เกินความสามารถของเยอรมันที่จะนำเขาออกมา แต่ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดถูกส่งไปที่โซเวียตหมดแล้ว เป็นการยากที่จะออกตามหาพวกเขา ลึกเข้าไปในดินแดนสหภาพโซเวียต ซึ่งก็ไม่มีใครทราบว่า ค่ายเชลยเยอรมันอยู่ที่ใด สุดท้ายแล้วชะตากรรมชีวิตของร้อยเอกวิลเฮล์ม โฮเซนเฟด ก็จบลงในวันที่ 13 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1952 เทวดาผู้ช่วยชีวิตนักเปียโนยิวโปแลนด์ ต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถในค่ายเชลยศึก

เรื่องราวของ วลาดิซสลาฟ สปิลมัน นักเปียโนเชื้อสายยิวผู้นี้ ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Pianist (เดอะ เพียนิสท์) อันเป็นเรื่องราวชีวิตและความพยายามเอาชีวิตรอดของสปิลมัน ตอนช่วงที่เยอรมันยึดครองโปแลนด์ และในปี ค.ศ. 2007 ประธานาธิบดีโปแลนด์ เลค คาสซินสกี้ มอบเหรียญ Order of Polonia Restituta ให้แก่ทายาทของร้อยเอกวิลเฮล์ม โฮเซนเฟด เพื่อรำลึกถึงมนุษยธรรมที่เขาได้ทำเอาไว้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : http://www.dw.com/en/israel-honors-german-wwii-officer-portrayed-in-the-pianist/a-4408370
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Wilm_Hosenfeld
Website : https://www.warhistoryonline.com/instant-articles/wilhelm-adalbert-hosenfeld-german-saved-pianist-honored-israel.html
Website : http://www.jewishvirtuallibrary.org/wilhelm-hosenfeld
Website : http://www.dailymail.co.uk/news/article-3334954/The-good-Nazi-Courageous-story-guilt-wracked-German-officer-saved-Pianist-inspired-Hollywood-blockbuster.html