Food World

เมื่อร้านกาแฟตกเป็นประเด็นทางการเมือง

อะไรอยู่เบื้องหลังการที่ผู้หญิงอังกฤษจำนวนหนึ่งลุกขึ้นมาประท้วง "กาแฟ" ในศตวรรษที่ 17 และทำไม
ร้านกาแฟจึงถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ต้อง “กำจัด” ให้สิ้นไปโดยเร็ว


ร้านกาแฟ หรือ coffeehouse ในกรุงลอนดอนเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นที่ที่บรรดานักการเมือง นักคิดนักเขียนนิยมใช้เป็นพบปะหารือ แลกเปลี่ยนทัศนคติกันอย่างออกรสชาติ

ร้านกาแฟในอังกฤษเมื่อศตวรรษที่ 17 ที่มาของภาพ

นักประวัติศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า "ร้านกาแฟไม่เหมือนกับร้านเหล้า ร้านขายเบียร์ หรือโรงเตี๊ยม เพราะเป็นของใหม่ในสังคมเวลานั้น" จริงอยู่ แม้ว่าจะมีสถานที่จำหน่ายกาแฟในโลกอาหรับมานับร้อยปีแล้ว แต่กาแฟก็เพิ่งเข้าสู่เกาะบริเตนในช่วงศตวรรษที่ 17 นี่เอง ร้านกาแฟแห่งแรกในอังกฤษเปิดบริการเมื่อทศวรรษ 1650 ขณะที่มีรายงานว่า เมื่อ ค.ศ. 1663 มีร้านกาแฟที่แถบ central London อยู่ 82 แห่ง เรียกได้ว่าเป็นของใหม่สำหรับสังคมอังกฤษอยู่มาก


ป้ายบอกว่า สถานที่นี้คือร้านกาแฟแห่งแรกของกรุงลอนดอน


ภาพแสดงแผนที่จำลอง (ยังไม่สมบูรณ์) ของกรุงลอนดอน เมื่อ ค.ศ. 1652 สังเกตว่ามีร้านกาแฟอยู่ทุกถนน ที่มาของภาพ
- มีจุดแสดงรายละเอียดของร้านกาแฟในแผนที่ดังกล่าวด้วย)


แต่กลับมีเสียงสะท้อนขึ้นมาจากกลุ่มผู้หญิงที่ออกมาประท้วงด้วยการทำเอกสาร ชื่อว่า ข้อร้องทุกข์ของ
ผู้หญิงเรื่องกาแฟ เพื่อแสดงทัศนะของพวกตนที่มีต่อ "เครื่องดื่มป่าเถื่อน น่ารังเกียจ แหวกแนว ที่เรียกว่า กาแฟ”


ปกหน้าของเอกสาร ข้อร้องทุกข์ของผู้หญิงเรื่องกาแฟ ที่โจมตีกาแฟและร้านกาแฟ เมื่อ ค.ศ. 1674 ที่มาของภาพ

กระนั้นก็ยังนับว่าเป็นการยากที่จะบอกว่า ผู้เขียนข้อร้องทุกข์ฯ นั้น เป็นผู้หญิงจริง ๆ หรือไม่ หรือเพียงต้องการสะท้อนความคิดของผู้หญิงที่มีต่อร้านกาแฟออกมาเท่านั้น หรือแม้แต่เอกสารเหล่านั้นถูกใช้เพื่อโจมตีร้านกาแฟจากประเด็นทางการเมือง ก็เป็นได้ ในทางกลับกัน อาจเป็นไปได้การเขียนข้อร้องทุกข์ฯ
ดังกล่าว กลับมีส่วนช่วยร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่ไม่มีชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักท่ามกลางกระแสวุ่นวายทางการเมือง (เห็นได้จากการที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ ทรงพยายามปิดร้านกาแฟหลาย ๆ แห่ง ในอีก 1 ปีถัดมา) ใน ข้อร้องทุกข์ฯ มีน้ำเสียงที่คาดได้ว่าเป็นการคร่ำครวญของภรรยา หรือแม่บ้านถึงการที่สามีหายเข้าไปในร้านกาแฟที่ใช้เป็นสถานที่สังสรรค์ทางปัญญา ซึ่งพวกเธอเปรียบเปรยว่าเป็น "ที่ที่ไม่ทำให้เกิดดอกเกิดผลอะไร เช่นเดียวกับทะเลทรายที่ว่ากันว่า เป็นแหล่งกำเนิดของลูกไม้อุบาทว์ชนิดนี้"

ข้อนี้ต้องถือเป็นความเข้าใจผิดของคนอังกฤษในเวลานั้นที่เข้าใจว่า เกิดขึ้นในทะเลทราย แต่ที่จริงแล้ว
ผืนดินที่ปลูกกาแฟนั้นอุดมสมบูรณ์อย่างมาก

"ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่จะทนเงียบอยู่ได้อีกต่อไป เมื่อ…เธอต้องนอนเดียวดายอยู่บนเตียงโดยปราศจากสามี…ตรงกันข้ามสิ่งที่ทำให้เธอเดือดดาลมากขึ้นก็คือ การที่เธอพบว่าบนเตียงนั้นเป็นเหมือนหนังหุ้มกระดูก หรือต้องนอนกอดคนรูปร่างผ่ายผอมเหมือนซากศพ"

ข้อร้องทุกข์ฯ ยังบอกอีกว่า กาแฟทำให้บรรดาคุณสามีของเธอกลายเป็นคนพูดมากไปเสียแล้ "พวกผู้ชายซดน้ำขุ่นคล้ายโคลนแล้วพึมพำอะไรไม่ได้ศัพท์ด้วยเสียงอ้อแอ้ ฟังดูคล้ายกับการซุบซิบนินทากันของ
ผู้หญิง"


ในที่สุดก็มีคำแถลงของผู้ชายเพื่อตอบข้อร้องทุกข์ของผู้หญิงเรื่องกาแฟ ยืนยันว่า พวกเขาไม่ได้อ่อนแอหรือเสื่อมสมรรถภาพทางเพศแต่อย่างไร กลับกัน กาแฟกลับทำให้พวกเขาเป็นสามีที่ดีกว่าเดิม ทำให้สบายท้อง โดยการ "ลดอาการท้องอืดที่ทำให้พวกเขาผายลมขณะอยู่บนเตียง"

ยิ่งกว่านั้น ในมุมมองของผู้ชาย "ร้านกาแฟคือ สำนักวิชามหาชน" (the Citizen Academy) ที่ซึ่งเขา
"ได้เรียนรู้ปัญญาความคิดมากกว่าที่ได้เรียนรู้มาเสียอีก"


บรรยากาศจำลองของร้านกาแฟที่ซึ่งสุภาพบุรุษจะไปเรียนรู้ความรู้ต่าง ๆ จาก “สำนักวิชามหาชน” ที่มีอยู่ทั่วไปในอังกฤษ ที่มาของภาพ

นั่นเป็นเพียงด้านหนึ่งของร้านกาแฟที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ทรงพระวิตก เนื่องจากในเวลานั้น มีร้านกาแฟ
เกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหงในอังกฤษเพียงเวลาไม่กี่สิบปี แพร่กระจายจากลอนดอนออกไปไกลถึงสก็อตแลนด์ ด้านราชวงศ์บัลลังก์อังกฤษก็ได้รับผลกระทบอย่างมากจากสงครามกลางเมือง จนนำไปสู่การสำเร็จโทษพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 เมื่อ ค.ศ. 1649 ก่อนสถานการณ์จะคลี่คลาย และพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ขึ้นครองราชย์ใน
ค.ศ. 1660

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ ผู้มีพระราโชบายในการปิดร้านกาแฟ เนื่องจากเหตุผลทางการเมือง ที่มาของภาพ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่า ทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องสำคัญและเปราะบางสำหรับทุกคนในสังคมอังกฤษ ผู้ปกครองใหม่ที่รู้อยู่เต็มอกว่า เกิดอะไรขึ้นกับพระราชบิดาก็ทรงมีความกระตือรือร้นที่จะนำวันเวลาและหนทางเก่า ๆ กลับคืนมาให้ได้

พระองค์และข้าราชสำนักเห็นว่า ร้านกาแฟเป็นสถาบันทางสังคมที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงที่อังกฤษไม่มีกษัตริย์ และจะต้องกำจัดออกไปให้เร็วที่สุด ทว่า ในศตวรรษที่ 17 หรือแม้แต่ในปัจจุบันนับเป็นการยากที่จะห้ามคนไม่ให้แตะต้องกาแฟ ดังนั้น มาตรการที่จะสั่งปิดร้านกาแฟทั่วอังกฤษจึงไม่เกิดขึ้น


สโมสรสุภาพบุรุษเป็นสถานที่สำหรับผู้ชายไปปรึกษาหารือกัน ทำนองร้านกาแฟในกรุงลอนดอน ราว ค.ศ. 1730 ที่มาของภาพ

อีกทั้งยังมีความเห็นว่า เป็นไปได้อย่างมากว่าที่จริงแล้วการโจมตีกาแฟและร้านกาแฟด้วย ข้อร้องทุกข์ฯ
ที่นำเสนอไปแล้วนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการลดความสำคัญของร้านกาแฟอันเป็นนัยทางการเมืองดังกล่าวมาแล้วก็เป็นได้

ยิ่งกว่านั้น นักวิชาการร่วมสมัยยังตั้งข้อสังเกตว่า ไม่เคยมี "สงครามเพศ" ที่เกิดเพราะร้านกาแฟด้วยซ้ำ เพราะแม้แต่ผู้หญิงที่ว่ากันว่าได้รับผลกระทบจากการที่ผู้ชายไป “สุมหัว” กันอยู่ในร้านกาแฟ ก็ยังได้โอกาสทำมาค้าขายจากร้านเครื่องดื่มแห่งนี้ด้วย จึงไม่แปลกที่นักเขียนแนวเสียดสีสังคมในเวลานั้นจะบันทึกไว้ว่า แม้แต่คนขายบริการทางเพศก็ใช้ร้านกาแฟเป็นสถานที่พบปะ และเชิญชวนลูกค้าของพวกเธอ ขณะเดียวกันก็มีร้านกาแฟจำนวนไม่น้อยที่บริการจัดการโดยผู้หญิงหรือแม้แต่หญิงหม้าย รวมถึงมีผู้หญิงเป็นคนเสิร์ฟกาแฟหรือทำงานอื่น ๆ ในร้านอีกด้วย


หญิงขายบริการมักปรากฏอยู่บริเวณร้านกาแฟ ที่มาของภาพ

แต่สิ่งที่นักประวัติศาสตร์เห็นต่างกันอยู่คือประเด็นที่ว่า ผู้หญิงเข้าไปดื่มและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นใน
ร้านกาแฟหรือไม่ต่างหาก ขณะที่บางคนเชื่อว่าไม่มีทางเป็นไปได้เลย บางคนเห็นว่ายังมีหลักฐานไม่มากพอจะยืนยันว่า ผู้หญิงถูกกีดกันจากร้านกาแฟ แต่ก็นั่นแหละ ถึงจะไม่มีกฎเหล็กที่ห้ามผู้หญิงเข้าใช้บริการ แต่อุปสรรคสำคัญก็คือ การยอมรับของสาธารณะต่าง ๆ ที่คิดเชื่อมโยงผู้หญิงเข้ากับการขายบริการทางเพศและร้านกาแฟ ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากถูกกีดกันจากสถานที่แห่งนั้นโดยปริยาย

กระนั้นก็ยังถือว่ามีหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ครั้งหนึ่งผู้หญิงก็เคยเข้าไปมีส่วนร่วมในร้านกาแฟ เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติกับผู้คนต่างภูมิหลังจนนำไปสู่การสร้างสรรค์และเผยแพร่ความคิดเห็นให้กับบรรยากาศ
“คนติดกาแฟ” เหล่านั้นอยู่ด้วย


แหล่งข้อมูลอ้างอิง 
https://www.smithsonianmag.com/smart-news/meet-pro-temperance-women-who-crusaded-against-coffee-180965039/