Oriental World

อิวะเนะ มะสึอิ กับกวนอิมสำนึกบาปนานกิง

เมื่อพูดถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในจีน เหตุการณ์แรกๆ ที่เราจะนึกถึงคือ การสังหารหมู่ที่นานกิง ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 250,000 - 300,000 จากน้ำมือของกองทัพญี่ปุ่น ซึ่งบุกนครนานกิง หรือหนานจิง เมืองหลวงของสาธารณรัฐจีนในขณะนั้น หลังจากบุกนานกิงได้ ญี่ปุ่นเริ่มการสังหารพลเรือนอย่างไร้เหตุผลและโหดเหี้ยม ทั้งยังกวาดต้อนสตรีมาข่มขืนและฆ่าทิ้งกว่า 20,000 ไม่เลือกว่าเป็นสาวหรือแก่ แม่ชีหรือคนตั้งท้อง นับเป็นความอัปยศยุคสงครามที่ญี่ปุ่นไม่อาจชำระล้างได้

และยิ่งอัปยศที่ญี่ปุ่นพยายามปฏิเสธว่าไม่เคยเกิดการสังหารหมู่ กระทั่งบิดเบือนข้อเท็จจริงในแบบเรียนประวัติศาสตร์ สร้างความขุ่นเคืองให้กับจีนจนกระทั่งบัดนี้ คนกลุ่มนี้เรียกว่า นักแก้ประวัติศาสตร์ หรือ Historical revisionist ซึ่งพยายามแก้ไขข้อมูลเกี่ยวกับความเลวร้ายจากน้ำมือของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น การปฏิเสธว่าไม่มีการแข่งขันกันสังหารคนจีน หรือพยายามลดตัวเลขความสูญเสียในครั้งนั้น ส่วนในกรณีของเกาหลี ทางญี่ปุ่นมักอ้างว่า หญิงบำเรอกองทัพ หรือ Comfort women ไม่มีอยู่จริง ซึ่งสร้างความขุ่นเคืองให้เกาหลีอยู่เรื่อยมา

ภาพ ทหารญี่ปุ่นตั้งแนวยิงเตรียมบุดเข้าประตูจงหัว ประตูหลักแห่งหนึ่งของเมืองหนานจิง เมื่อวันที่
12 ธันวาคมท 1937 ในยุทธการแห่งหนานจิง ที่มาของภาพ


การกระทำของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกได้สร้างบาดแผลสาหัสให้กับเพื่อนบ้าน แต่พฤติกรรมของนักแก้ประวัติศาสตร์ อาจเรียกได้ว่าเป็นการใช้มีดกรีดซ้ำๆ ลงไปที่แผลเก่าไม่ให้มันสมานได้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่น-เกาหลี เต็มไปด้่วยความอิหลักอิเหลื่อ เพราะในขณะที่ต้องร่วมมือกันเพื่อความก้าวหน้าในภูมิภาค แต่มักทะเลาะกันด้วยประเด็นเหล่านี้ ยิ่งความขัดแย้งระหว่างชาติบานปลายมากเท่าไร ความเหนื่อยหน่ายของประชาชนยิ่งมีมากขึ้น จนกระทั่งบ่มเพราะความรู้ชิงชังระหว่างชาติ กลายเป็นชนวนให้เกิดลัทธิคลั่งชาติขึ้น นักแก้ประวัติศาสตร์ก็เป็นผลพวงของความคลั่งชาติอย่างหนึ่ง

เป็นที่น่าสนใจว่านักแก้ประวัติศาสตร์ มักเป็นคนรุ่นหลังสงคราม ที่มีแนวคิดชาตินิยมสุดกู่ ขณะที่คนที่เคยลิ้มรสความทุกข์ยากในช่วงสงคราม หรือทหารผ่านศึกที่ผ่านนรกบนดินมาแล้ว มักคิดตรงกันข้าม

หนึ่งในนั้นคือ อิวะเนะ มะสึอิ ผู้บัญชาการกองพลที่ 11 แห่งกองทัพพระจักรพรรดิ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำการบุกนานกิงเมื่อปี 1937 ในปี 1940 เขาปลดเกษียณจากกองทัพ แต่ความผิดพลาดที่นานกิงยังตามหลอกหลอน เขาตัดสินใจสร้างรูปพระโพธิสัตว์กวนอิม ที่เรียกว่า "โคอา คันนง" ที่ยอดเขาอิซึ จังหวัดชิสึโอกะ


ภาพ ศพของชาวจีนกองพะเนินริมแม่น้ำฉินไหว ด้านนอกเมืองหนานจิง ในภาพคือทหารญี่ปุ่นยืนอยู่
ริมน้ำ ที่มาของภาพ


ความพิเศษของพระโพธิสัตว์องค์นี้คือ ปั้นจากดินเปื้อนเลือดหลั่งรินในสมรภูมิที่จีนรวมถึงที่นานกิง เสร็จแล้วตั้งรูปโคอา คันนง หันไปทางตะวันตกทิศทางที่มุ่งไปยังแผ่นดินจีน โดยเฉพาะในทิศทางที่นานกิง เพราะ อิวะเนะ มะสึอิ สร้างรูปโพธิสัตว์ขึ้นเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ชาวญี่ปุ่นและชาวจีนที่เสียชีวิตในสงครามที่แผ่นดินใหญ่

กล่าวกันว่า "โคอา คันนง" คือสัญลักษณ์เพื่อแสดงความเสียใจต่อการสังหารหมู่
ในครั้งนั้น อิวะเนะ มะสึอิ ก็คุยอย่างเปิดอกกับอนุศาสนาจารย์ ฮะนะยะมะ ฌินโฌ ระหว่างถูกควบคุมตัวหลังสงครามว่า

"ผมรู้สึกอับอายกับเหตุการณ์ที่นานกิง .. ผมร่วมรบในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น
ตอนนั้นมผยศร้อยเอก แต่ผู้บัญชาการตอนนั้นกับตอนนี้ต่างกันราวฟ้ากับเหว ในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น การดูแลเชลยศึกและการจัดการด้านอื่นๆ ยอดเยี่ยมมาก แต่คราวนี้ไม่ได้เป็นเหมือนอย่างนั้น ... หลังจากจัดพิธีรำลึกผู้เสียชีวิตแล้ว ผมเรียกประชุมกองพลและเตือนทุกคนด้วยน้ำตาแห่งความโกรธแค้น ตอนนั้นเจ้าชายอะซะกะ กับพลโทยะนะงะวะ ก็อยู่ด้วย ผมบอกกับพวกเขาว่า - เรามาถึงจุดนี้ได้ ก็เพราะจิตใจรับใช้สมเด็จพระจักรพรรดิ แต่เกียรติภูมิของกองทัพพระจักรพรรดิต้องมาย่อยยับในฉับพลัน เพราะการกระทำอันป่าเถื่อนของบรรดาทหาร - แต่ทุกคนกลับหัวเราะเยาะผม"


ภาพ ภาพของ อิวะเนะ มะสึอิ ในเครื่องแบบนายทหารญี่ปุ่น ถ่ายเมือปี 1932
ที่มาของภาพ


หลังสงคราม อิวะเนะ มะสึอิ ถูกศาลอาชญากรสงครามตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปี 1948 หลังเผาศพกองทัพสหรัฐรีบเก็บอัฐิของเขาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มีกาสร้างอนุสรณสถาน แต่เจ้าของเมรุเผาศพแอบเก็บอัฐิส่วนหนึ่งไว้ แล้วนำไปเก็บรักษาไว้ที่รูปพระโคอา คันนง

ก่อนตายเขาบอกว่า "ผมรู้สึกดีใจไม่น้อย ที่รู้ว่าต้องพบจุดจบเช่นนี้ เพราะอย่างน้อยความตายของผมจะเป็นเครื่องเตือนใจให้ ทหารผ่านศึกครั้งนั้นได้มีโอกาสตรึกตรองและสำนึกในสิ่งที่ทำลงไป"

น่าเสียดายที่ความสำนึกในบาปกรรมในสงครามที่ทำไป
ไม่ได้เกิดขึ้นกับชาวญี่ปุ่นทุกคน