Food World

น้ำตาล…ความหวานจากหยาดเหงื่อทาส

เมื่อมนุษย์จะรู้จักความหวานแบบน้ำตาลอ้อย ความคลั่งไคล้ก็เกิดขึ้น จนนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ทำให้แรงงานทาสอีกจำนวนไม่น้อยต้องใช้ "ชีวิต เหงื่อ และน้ำตา" เพื่อผลิตความหวานให้คนได้รื่นรมย์กัน

ชาวยุโรปในศตวรรษที่ 17-18 คลั่งไคล้ในรสชาติของน้ำตาลที่ได้จากอ้อย โดยเฉพาะอังกฤษสมัยราชวงศ์ทิวดอร์ แฟชั่นฟันดำจากการบริโภคน้ำตาลมากจนฟันผุของคนมีฐานะ ทำให้ชนชั้นล่างหาทางทำให้ตัวเองฟันดำ เพื่อให้เหมือนว่าตัวเองเป็นคนมีเงินกับเขาบ้างนั้น

ความคลั่งน้ำตาลอย่างสุดขั้วของคนอังกฤษ ทำให้ถึงกับใส่น้ำตาลลงไปในทุกอย่างที่ใส่ได้ ตั้งแต่โรยบนผักและผลไม้ดอง รวมไปถึงนำไปปรุงเป็นสูตรยารักษาโรค (หรือแม้ใช้น้ำตาลแปรงฟัน) แต่กระนั้น น้ำตาลก็ยังถือว่าเป็นส่วนผสมราคาแพงมหาศาลเช่นเดียวกับเครื่องเทศ ทำให้คนที่สามารถบริโภคน้ำตาลได้ ส่วนใหญ่ก็คือผู้มีฐานะร่ำรวยนั่นเอง พูดได้ว่า ยิ่งคุณมีเงินมีทองมากเท่าไหร่ คุณก็มีสิทธิ์บริโภคน้ำตาล และมีสิทธิ์ฟันผุได้มากเท่านั้น ถึงกับกล่าวกันว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ เสวยน้ำตาลจนพระทนต์ผุ และเปลี่ยนเป็นสีดำ


พระทนต์สีดำของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษในภาพยนตร์
ที่มาของภาพ


ความเป็นมาของน้ำตาล
ชาวนิวกินีน่าจะเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่รู้จักปลูกอ้อยเมื่อราว 8,000 ปี ก่อน ค.ศ. แต่วิทยาการการหีบอ้อยและฟอกสีน้ำตาล พัฒนาขึ้นโดยผู้คนในอินเดีย ต่อมาการปลูกอ้อยก็แพร่หลายไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตอนใต้ของจีน ขณะเดียวกัน กระบวนการตกผลึกน้ำอ้อยให้กลายเป็นก้อน (น้ำตาลกรวด) ก็พัฒนาขึ้นในอินเดีย ถึงกับมีหลักฐานว่า คณะทูต (ส่วนใหญ่มาจากจีน) ถึงต้องเดินทางมาเรียนรู้การปลูกอ้อยและการทำน้ำตาลอยู่เสมอ ๆ กระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 6 วิทยาการดังกล่าวก็แพร่ไปถึงเปอร์เซีย แล้วอาหรับก็นำความรู้ดังกล่าวไปเผยแพร่ทั่วแถบเมดิเตอเรเนียน กล่าวกันว่า "ไม่ว่าชาวอาหรับจะเดินทางไปใกล้ไกล ต้องพกพาน้ำตาลติดตัวไปด้วย" ซึ่งหมายถึง ทั้งน้ำตาล (กรวด) และเทคโนโลยีการผลิตน้ำตาล นั่นเอง


ภาพแสดงลำดับพัฒนาการสำคัญ ๆ ของกำเนิดและการแพร่กระจายแหล่งปลูกอ้อยและการผลิตน้ำตาลในประวัติศาสตร์
ที่มาของภาพ


น้ำตาลประเภทต่าง ๆ ที่มาของภาพ

ชาวโปรตุเกสนำน้ำตาลไปยังบราซิล ราว ค.ศ. 1540 มีโรงงานหีบอ้อยถึง 800 แห่ง ที่เกาะซานตาคาตารินา (Santa Catarina) และอีก 2,000 แห่ง บนชายฝั่งด้านเหนือของบราซิล เดมารารา (Demarara) และ
ซูรินาม (Surinam) ขณะที่การเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยเกิดขึ้นครั้งแรกที่ฮิสปันโยลา (Hispaniola) เมื่อ ค.ศ. 1501 และมีการสร้างโรงงานหีบอ้อยจำนวนมากในคิวบาและจาไมก้า ในช่วงทศวรรษ 1520 อีกด้วย


โรงงานหีบอ้อยทำน้ำตาลที่ใช้ทั้งแรงงานคนและกังหันน้ำ (ภาพเขียนเมื่อ ค.ศ. 1839) ที่มาของภาพ

คาดการณ์กันว่าโรงงานหีบอ้อยขนาดเล็กจำนวน 3,000 แห่ง ที่สร้างขึ้นก่อน ค.ศ. 1550 ในโลกใหม่ ทำให้เกิดความต้องการเฟืองเหล็กหล่อ คาน เพลา และอุปกรณ์อื่น ๆ อย่างไม่เคยมีมาก่อน เกิดบริษัทการค้าเฉพาะทางที่เกิดขึ้นเพื่อซื้อขายแม่พิมพ์ และเหล็กหล่อในยุโรปช่วงการขยายตัวของอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาล ขณะที่การสร้างโรงงานหีบอ้อยก็พัฒนาทักษะเชิงช่างที่จำเป็นสำหรับการก่อตัวของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในช่วงต้นศตวรรษที่ 17


โรงงานหีบอ้อยทำน้ำตาลในหมู่เกาะอินเดียตะวันตกของฝรั่งเศส ค.ศ. 1667
ที่มาของภาพ


นับแต่ ค.ศ. 1625 เป็นต้นมา ดัตช์นำอ้อยจากอเมริกาใต้ไปปลูกที่หมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ตั้งแต่เกาะบาร์เบโดส (Barbados) ไปจนถึงหมู่เกาะเวอร์จิน ขณะนั้นมักมีการเปรียบเทียบมูลค่าของน้ำตาลกับสินค้าราคาสูงอย่างชะมดเช็ด (musk) ไข่มุกและเครื่องเทศ แต่ในที่สุด ราคาน้ำตาลก็ค่อยลดลง ๆ เมื่อมีผลผลิตเกิดขึ้นจากหลายแหล่ง โดยที่ก่อนหน้านั้น น้ำตาลเป็นสิ่งที่ผู้มีฐานะร่ำรวยเท่านั้นที่จะเข้าถึงและบริโภคได้ ดังนั้น เมื่อราคาน้ำตาลลดลง โดยเฉพาะตามนโยบายอาณานิคมอังกฤษ ทำให้คนยากคนจนก็มีสิทธิ์บริโภคน้ำตาลได้มากขึ้น

แรงงานในการผลิตน้ำตาล
การผลิตน้ำตาลเพิ่มปริมาณขึ้นในอาณานิคมอังกฤษ ทวีปอเมริกาเหนือ เช่นเดียวกับในคิวบาและบราซิล โดยที่เมื่อแรกนั้น ใช้แรงงานจ้างที่มีหนังสือสัญญาจ้างงานกัน รวมถึงแรงงานทาสชาวอเมริกันพื้นเมือง อย่างไรก็ตาม โรคจากยุโรป อย่างเช่นไข้ทรพิษ (smallpox) และโรคจากแอฟริกาอย่างไข้จับสั่น (malaria) และไข้เหลือง (yellow fewer) ทำให้จำนวนคนงานชาวอเมริกันพื้นเมืองลดลงไป

ขณะที่ชาวยุโรปได้รับผลกระทบจากไข้จับสั่นและไข้เหลือง เช่นเดียวกับประสบปัญหาแรงงานจ้างที่มีจำนวนจำกัด ผลก็คือ ทาสแอฟริกากลายเป็นแหล่งแรงงานหลักของโรงงานหีบอ้อยไปในที่สุด เพราะคนงานเหล่านั้นมีภูมิคุ้มกันต่อโรคดังกล่าวอยู่แล้ว และแหล่งค้าทาสเองก็มีจำนวนมากตามชายฝั่งแอฟริกา

เมื่ออาณานิคมของชาติยุโรปในทวีปอเมริกา และแถบทะเลแคริบเบียนกลายเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลแหล่งใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้หมู่เกาะเหล่านั้นส่งออกน้ำตาลโดยใช้แรงงานทาส และผลิตน้ำตาลได้ในราคาที่
ต่ำกว่าน้ำตาลที่นำเข้าจากโลกตะวันออก ผลก็คือ เศรษฐกิจทั้งหมดของหมู่เกาะหลายแห่ง เช่น กัวเดอลุป (Guadaloupe) และบาร์เบโดส ผูกพันอยู่กับการผลิตน้ำตาล ในเวลาต่อมาแซงโดมินิก (Saint-Domingue ซึ่งต่อมาได้รับเอกราชและเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศเฮติ--Haiti) ซึ่งเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสก็กลายเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่ ค.ศ. 1750 เป็นต้นมา เช่นเดียวกับจาไมก้าที่กลายเป็นผู้ผลิตรายสำคัญในศตวรรษที่ 18 การขยายพื้นที่ปลูกอ้อยทำให้ความต้องการแรงงานเพิ่มมากขึ้น ระหว่าง ค.ศ. 1701-1810 มีเรือนำทาสเกือบ 1 ล้านคน ไปทำงานในไร่อ้อยที่จาไมก้าและบาร์เบโดส


แรงงานแอฟริกันตัดอ้อยในจาไมก้า (ภาพราว ค.ศ. 1850) ที่มาของภาพ

ช่วงศตวรรษที่ 18 น้ำตาลเริ่มแพร่หลายมากขึ้น ตัวอย่างเช่นอังกฤษที่มีปริมาณการบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า จาก ค.ศ. 1710 ถึง ค.ศ. 1770 ทั้งนี้ ใน ค.ศ. 1750 น้ำตาลมีฐานะเป็น "สินค้าที่มีมูลค่ามากที่สุดในการค้าของยุโรป ก้าวขึ้นมาเป็นลำดับที่ 5 ของสินค้าที่ยุโรปนำเข้าจากต่างประเทศ และในทศวรรษสุดท้าย (ของศตวรรษที่ 18) น้ำตาลจำนวนถึง 4 ใน 5 ส่วน มาจากอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสในหมู่เกาะอินเดียตะวันตก"

ตลาดน้ำตาลคึกคักมาก ความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นและการผลิตน้ำตาลที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคขนานใหญ่ของชาวยุโรป เช่น เริ่มมีการบริโภคผลไม้กวนกับน้ำตาลหรือแยม (jams) ลูกกวาด (candy) น้ำชา กาแฟ โกโก้ ที่ล้วนแต่ใส่น้ำตาลเพิ่มรสชาติ รวมไปถึงการบริโภคอาหารผ่านกระบวนการต่าง ๆ และอาหารที่แต่งรสชาติด้วยน้ำตาลอีกไม่น้อย เป็นต้น


แรงงานทาสในอุตสาหกรรมน้ำตาลที่บาร์เบโดส ที่มาของภาพ

เพื่อตอบสนองต่อความคลั่งไคล้น้ำตาลที่เพิ่มมากขึ้นนี้ ทำให้หมู่เกาะที่เป็นแหล่งปลูกอ้อยอาศัยความได้เปรียบของสถานการณ์ด้วยการตั้งโรงงานหีบอ้อยและผลิตน้ำตาลมากขึ้น จนสามารถผลิตน้ำตาลออกมาได้มากถึงร้อยละ 90 ของปริมาณที่ชาวยุโรปบริโภคทั้งหมด บางแห่งประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัด เช่น เกาะบาร์เบโดสและหมู่เกาะลีวาร์ดของอังกฤษที่ส่งออกน้ำตาลได้ถึงร้อยละ 93 และร้อยละ 97 ตามลำดับ


แรงงานทาสเก็บเกี่ยวผลผลิตอ้อยในรัฐลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1873 ที่มาของภาพ 


เส้นทางการค้าทาสแอฟริกัน-อเมริกันในอุตสาหกรรมน้ำตาล ตลอดจนเส้นทางการส่งออกผลผลิตจากทวีปอเมริกากลับไปยังทวีปยุโรป ระหว่าง ค.ศ. 1650-1860
ที่มาของภาพ


แน่นอน การใช้แรงงานทาสในภาคอุตสาหกรรมการผลิตน้ำตาลยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนมีบางคนเรียกประวัติศาสตร์ของช่วงเวลาดังกล่าวว่า "ยุคน้ำตาล" อันนี้รวมระบบทาส โรงงาน และการค้าระหว่างประเทศเข้ามาแทนที่ยุคน้ำผึ้ง ซึ่งผู้คนบริโภคอาหารในท้องถิ่น อยู่อาศัยในผืนดินของบรรพบุรุษ และให้ความสำคัญกับขนบประเพณีมากกว่าการเปลี่ยนแปลง

น้ำตาลซึ่งเป็นผลผลิตที่ได้จากการมีทาสและการพึ่งพาคนงานในโรงงานผู้ยากแค้น น้ำตาลทำให้เส้นทางของคนคุมทาสผู้โหดเหี้ยมกับเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่มาบรรจบกัน

แม้ทาสจะถูกมองว่าเป็นผู้เคราะห์ร้ายหรือผู้ถูกกระทำจากระบบทุนนิยมและระบบอุตสาหกรรม แต่ในอีกแง่หนึ่ง ทาสคือผู้สร้าง การพูดและการกระทำของทาสในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ ทำให้ชาวยุโรปเริ่มมองเห็นว่า ทาสเหล่านั้นก็เป็นมนุษย์ และทำให้ยุคน้ำตาลกลายเป็นยุคของอิสรภาพด้วยเช่นกัน


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.thevintagenews.com/2016/01/18/tudor-england-the-teeth-of-the-rich-often-went-black-from-sugar-it-was-fashion-among-the-lower-classes-to-blacken-their-teeth-to-show-they-were-rich/
Aronson, M. and Budhos, M. (2010). Sugar Changed the World: A Story of Magic, Spice, Slavery, Freedom, and Science. New York: Clarion Books.
Civitello, L. (2011). Cuisine and Culture: A History of Food and People. 3rd edition. New Jersey: Wiley.
Smith. A. (2015). Sugar: A Global History. London: Reaktion Books.