Sport and Entertainment World

กองพลยานเกราะที่ 7 หนูทะเลทราย

“ไปบอกรอมเมลนะว่า พวกแกโดนกองพลยานเกราะที่ 7 กระทืบมา !!!” เสียงตะโกนไล่หลังทหารเยอรมันที่กำลังเร่งรีบถอยออกจากการรบ ภายหลังมิอาจสามารถตีฝ่าแนวรับของทหารหน่วยนี้เข้าไปได้
คำพูดและเหตุการณ์ทั้งหมดนี้มาจากฉากหนึ่งในเกมส์ Call of Duty 2 British Campaign เกมส์ยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งให้เรารับบทเป็นทหารในกองพลยานเกราะที่ 7 กองพลที่ได้รับสมญานามว่า
“หนูทะเลทราย หรือ Desert Rat” ในประวัติศาสตร์ จริงๆ แล้ว พวกเขาคือ กองพลยานเกราะของอังกฤษที่ยืนหยัดต่อสู้การรุกคืบของกองทัพน้อยแอฟริกาของเยอรมัน Deutch Afrika Korp ซึ่งมี
“จิ้งจอกทะเลทราย” อย่างจอมพลเออวิน รอมเมล เป็นผู้บังคับบัญชา


ตราสัญลักษณ์ของกองพลยานเกราะที่ 7 หนูทะเลทราย ที่มาของภาพ

กองพลยานเกราะที่ 7 ถูกสถาปนาหน่วยครั้งแรกที่ประเทศอียิปต์ ในปี ค.ศ. 1938 ขณะนั้นอังกฤษเข้าไปมีอิทธิพลเหนือดินแดนบริเวณดังกล่าว โดยในตอนแรกพวกเขาใช้ชื่อหน่วยว่า “กองพลเคลื่อนที่เร็วอียิปต์” ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ชื่อหน่วยว่า กองพลยานเกราะที่ 7 โดยมีพลตรีเพอซี โฮบาร์ท เป็นผู้บังคับบัญชา (ทหารตั้งชื่อเล่นให้เขาว่า โฮโบ - Hobo) ในฐานะผู้บังคับบัญชาหน่วย เขายังทำหน้าที่รับผิดชอบในการฝึกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กองพลยานเกราะตั้งใหม่หน่วยนี้ด้วยตนเอง การฝึกดำเนินไปตลอดช่วงฤดูหนาว บริเวณทะเลทรายซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้ๆ กับกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ระหว่างปี ค.ศ. 1938 ถึง 1939


พลตรีเซอร์ เพอซี่ โฮบาร์ท ผู้บังคับบัญชาคนแรกของหน่วย ที่มาของภาพ 

นายพลโฮบาร์ทผู้มองการณ์ไกล ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของทุกๆ สิ่งในกองพลยานเกราะของเขา การที่ทั้งกองพลยานเกราะจะทำการรบได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ทั้งหน่วยมีอาวุธยุทโธปกรณ์ชั้นยอดเพียงอย่างเดียว เพราะยุทโธปกรณ์พวกนี้ ย่อมต้องถูกใช้งานโดยกำลังพลของหน่วยที่จะต้องมีประสิทธิภาพชั้นยอดเช่นเดียวกัน นั่นจึงจะทำให้ชัยชนะสามารถบังเกิดขึ้นได้แก่ฝ่ายตนได้ นายพลโฮบาร์ทเน้นย้ำให้การฝึกกำลังพลดำเนินไปอย่างเข้มข้นและทรหด เขาต้องการให้ทหารสามารถอยู่รอดในสนามรบซึ่งเป็นทะเลทรายหรือพื้นที่กันดารได้ แม้รูปแบบและยุทธวิธีการฝึกของเขา อาจจะขัดใจเหล่าบรรดานายทหารหัวเก่าของอังกฤษ ซึ่งยังยึดหลักนิยมการรบโดยม้าเป็นหลักและดูแคลน Mobile Force หรือ
“กองกำลังเคลื่อนที่เร็ว” ของนายพลโฮบาร์ทว่าเป็น Mobile Farce หรือ “กองกำลังเฮฮาเคลื่อนที่” แต่การฝึกหนักและเข้มงวดของ “โฮโบ” จะส่งผลดีให้ทหารหาญของหน่วยเมื่อพวกเขาออกรบ แต่พอถึงปี ค.ศ. 1939 มีการเปลี่ยนตัวผู้บังคับหน่วยมาเป็นพลตรีไมเคิล เครก


ขบวนยานเกราะและยานลำเลียงพลของกองพลยานเกราะที่ 7 ณ เมืองฮัมเบิร์ก เยอรมัน ปี ค.ศ. 1945 ที่มาของภาพ

ภายหลังสงครามเริ่มขึ้นในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1939 กองพลยานเกราะที่ 7 เคลื่อนพลไปตรึงกำลังบริเวณชายแดนอียิปต์ลิเบีย เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกองทัพอิตาลี ในตอนนั้นทั้งกองพลมีรถถังเกือบ 65 คัน แต่พวกเขาก็รู้ดีว่า ในตอนนี้กองพลยังไม่มีความพร้อมในการทำการรบด้วยวิธีรุก และจะต้องรอกำลังเสริมจากอังกฤษมาหนุน ซึ่งกว่าจะครบอัตราการจัดจริงๆ เวลาก็ล่วงเลยไปถึง ปี ค.ศ. 1940 และเป็นความโชคดีที่การเพิ่มเติมกำลังนี้กระทำเสร็จสิ้นก่อนเดือนเมษายน


พลรถถังเยอรมันคันหนึ่งซึ่งถูกยิงเสียหาย ออกมาจากตัวรถยกมือยอมแพ้ทหารอังกฤษ ในยุทธการเอล อลาเมน ปี ค.ศ. 1942
ที่มาของภาพ 


เดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1940 ยุทธภูมิโซลลูม เริ่มขึ้นเมื่อกองทัพอิตาลีปิดฉากเข้าตีกองกำลังอังกฤษที่เมืองโซลลูม กองพลหนูทะเลทรายพร้อมแล้วที่จะอัดพวกอิตาลีให้รู้ว่า การรบในทะเลทรายเป็นเช่นไร ชุดปฏิบัติการรบของกองพล กองทหารม้าที่ 11 (11st Hussar) และรถหุ้มเกราะประจำหน่วย เข้าปะทะกับทหารอิตาลีที่ เมอซ่า แมธรู (Mersa Matruh) ทหารอิตาลีถูกขับไล่กลับไปพร้อมทั้งความสูญเสียอย่างหนัก กองทัพอังกฤษยังเปิดฉากการรุกโต้ตอบข้ามพรมแดน เข้าไปยังแนวรบของอิตาลี พวกเขาซุ่มโจมตี เข้าตีฉาบฉวย พร้อมทั้งสังหาร และจับเชลยอิตาลีได้เป็นจำนวนมาก


ภาพจากเกมส์ Call of Duty 2 กับการภารกิจของกองพลยานเกราะที่ 7 ที่มาของภาพ

ช่วงกลางเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1944 กองทหารม้าที่ 7 (7th Hussar) อันเป็นชุดปฏิบัติการรบของกองพลยานเกราะที่ 7 เคลื่อนพลเข้าตีป้อมคาปุซโซ่ (Fort Capuzzo) ของอิตาลี พร้อมกับในคืนนั้นฝ่ายอังกฤษยังบุกเข้าตีและยึดป้อมแมดดาเลน่า (Fort Maddalena) ได้อีกแห่งหนึ่ง กองกำลังอิตาลีจึงต้องเคลื่อนย้ายหน่วยยานเกราะของตน เข้ามาเพื่อทำการรุกโต้ตอบกองกำลังอังกฤษที่กำลังรุกไล่ทหารอิตาลีอย่างดุเดือด วันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 1940 การรบระหว่างรถถังต่อรถถังครั้งแรกในยุทธภูมิทะเลทรายก็เริ่มต้นขึ้น ทหารทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด ฝ่ายอิตาลีเคลื่อนพลเข้ามาด้วยกำลังรถหุ้มเกราะ รถถังเบาและทหารราบ หมายจะบดขยี้ทหารอังกฤษให้สิ้นซาก แต่ความเหนือกว่าทั้งอาวุธและคุณภาพของกำลังรบทำให้ศึกนี้กลายเป็นการละลายทหารทั้งหน่วยของอิตาลี รถถังของอิตาลีกว่า 15 คัน ถูกทำลายและมีบางส่วนถูกยึดได้ รถเกราะทั้งหมดถูกทำลาย รวมทั้งทหารราบเกือบทั้งกองพันซึ่งถูกจับเป็นเชลยศึก

  
ภาพวาดรถถังครอมเวลของกองพลยานเกราะที่ 7 เข้าปะทะกับรถถังไทเกอร์ของเยอรมันในการรบที่โบกาจ นอร์มังดี ฝรั่งเศส ปี 1944 ที่มาของภาพ

กองทัพอังกฤษเปิดฉากการรุกกลับต่อฝ่ายอิตาลีอย่างหนักหน่วงและรุนแรง ฝ่ายอังกฤษสามารถจับเชลยได้จำนวน 130,000 นาย ระหว่างช่วงเดือนธันวาคม 1940 ถึงกุมภาพันธ์ 1941 ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1941 กองพลหนูทะเลทรายเป็นกำลังรบส่วนหนึ่งที่เข้าทำการยึดโทรบรู๊คและบาเดีย ตอนนี้ กองกำลังทะเลทรายตะวันตกถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น กองทัพน้อยที่ 13 (XIII Army Corps) และนำกองพลยานเกราะที่ 7 รวมทั้ง กองพลออสเตรเลียที่ 6 (6th Australian Division) เป็นกำลังรบสำคัญของกองทัพน้อยนี้อีกด้วย

กางรุกลับของกองทัพอังกฤษผลักดันให้กองทัพอิตาลีถอยร่นไม่เป็นกระบวน ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1941 กองทัพอิตาลีสูญเสียอย่างหนัก จนหมิ่นเหม่จะถูกทำลายทั้งกองทัพ นั่นจึงทำให้พันธมิตรเยอรมัน ซึ่งไม่อาจปล่อยให้กองทัพอิตาลีถูกทำลายลงได้ ฮิตเลอร์จึงส่งกองทัพเข้ามาช่วยพันธมิตรของตน พร้อมกับส่งนายพลผู้ที่จะกลายเป็นตำนาน อีกทั้งเป็นศัตรูตัวฉกาจของกองทัพอังกฤษและกองพลยานเกราะที่ 7 นั่นก็คือ พลเอกเออวิน รอมเมล ผู้บัญชาการกองทัพน้อยแอฟริกา หรือ Deutch Afrika Korps

เดือนเมษายน ค.ศ. 1941 กองทัพน้อยแอฟริกามาถึงสนามรบ นายพลรอมเมลกับกองทัพของเขา เสริมสร้างและปรับปรุงกองทัพที่กำลังแตกพ่าย ให้กลับมาพร้อมรบอีกครั้ง กองทัพของรอมเมลทำการรุกโต้ตอบกองทัพอังกฤษโดยทันที เขาเคลื่อนพลเข้าตีเมืองโทบรู๊คอย่างหนักหน่วงและรวดเร็ว กองพลยานเกราะที่ 7 ถูกเรียกไปเสริมกำลังที่แนวหน้า เพื่อสกัดกั้นการรุกเข้ามาของพวกเยอรมัน

รอมเมลทำการตั้งรับเพื่อหยั่งเชิงกำลังของฝ่ายอังกฤษในพื้นที่รอบๆ เมืองโทบรู๊ค เป็นการกดดันให้กองทัพอังกฤษต้องเปิดยุทธการ แบคเทิลแอ็ค เพื่อเป็นการตัดกำลังกองกำลังอักษะ ซึ่งวางกำลังอยู่ใกล้ๆ กลับเมืองโทบรู๊ค กองพลน้อยยานเกราะที่ 4 ซึ่งเป็นหน่วยขึ้นตรงของกองพลยานเกราะที่ 7 ทำการเข้าตี กองกำลังต่างๆ ของฝ่ายอักษะ รถถังแบบมาทิลด้า 2 ของกองพลน้อยยานเกาะที่ 4 คืออาวุธที่ฝ่ายเยอรมันยากจะต้านทาน ส่งผลให้แนวรบเยอรมันที่เผชิญหน้ากับฝ่ายอังกฤษแตกพ่าย เปิดทางให้กองทัพอังกฤษประสบความสำเร็จในการเข้าตีช่วงแรก แต่รอมเมลได้จัดวางปืนต่อสู้รถถังทั้งแบบพาค 36 (Pak 36) และพาค 38 (Pak 38) รวมทั้งยังนำปืนต่อสู้อากาศยานเช่น ฟราค 36 (Flak 36) และปืน 88 มิลลิเมตรอันทรงพลัง จัดวางกำลังตั้งรับการเข้าตีของฝ่ายอังกฤษ แม้ว่ารถถังมาทิลด้าจะเป็นปัญหาให้เยอรมันในช่วงแรก แต่เมื่อมันเผชิญหน้ากับการระดมยิงของปืนต่อสู้รถถังนานาชนิดของเยอรมัน ทำให้รถถังรุ่นนี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเยอรมันอีกต่อไป

กองทัพอังกฤษมีแผนจะทำการรุกอีกครั้ง แต่ก็ช้าเกินกว่าฝ่ายเยอรมัน เพราะหลังจากนั้นไม่นานเยอรมันทำการรุกกลับโดยใช้กำลังทหารจำนวนสองกองพล ได้แก่ กองพลยานเกราะที่ 15 และกองพลเบาที่ 5 ทำการเข้าตีแนวรับของกองพลยานเกราะที่ 7 ผลักดันกองพลหนูทะเลทรายให้ถอยกลับไปยังแนวรบของตนเมื่อสามวันก่อน ความยากของการรบในทะเลทรายแอฟริกาเหนืออยู่ตรงที่ ต่างฝ่ายต่างสามารถเคลื่อนผลอ้อมไปถล่มปีกของอีกฝ่ายได้เสมอ ด้วยการเคลื่อนพลอ้อมลงไปทางใต้ ซึ่งเป็นทะเลทรายกว้างใหญ่เปิดโล่ง ทั้งฝ่ายอังกฤษและเยอรมัน ต่างใช้ประโยชน์จากปีกที่เปิดโล่งของแต่ละฝ่ายในการรุกเสมอ ฝ่ายอังกฤษรู้แล้วว่าศัตรูของพวกเขาอย่างพวกเยอรมันนั้น แตกต่างจากพวกอิตาลีอย่างมาก พวกเขาเป็นทหารชั้นยอด มีอาวุธยอดเยี่ยมและมีผู้บังคับบัญชาที่ชาญฉลาด ตอนนี้พวกเขาได้มาเจอกับศัตรูที่สมน้ำสมเนื้อกันแล้ว

การรบในทะเลทรายของแอฟริกาเหนือ ทั่วทั้งบริเวณมีแต่ทะเลทรายที่เปิดโล่ง แทบจะไม่มีบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่การรบเลย พวกเขาจึงทำการรบได้อย่างเต็มที่ มีการขนานนามสนามรบในแอฟริกาเหนือว่าเป็น “สมรภูมิสุภาพบุรุษ” เพราะสนามรบที่พวกเขารบกันเป็นสถานที่ที่ไม่มีหรือไม่ต้องกังวลว่า พลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้องจะโดนลูกหลง นานวันเข้าทั้งฝ่ายอังกฤษกับฝ่ายเยอรมันต่างทำการรุก และรับสลับกันไปมาอยู่หลายครั้ง พวกเขาต่างเริ่มให้ความนับถือกันและกัน และปฏิบัติต่อกันเฉกเช่นอัศวินที่กำลังดวลกันอยู่บนสนามประลอง


รถถังแบบครูเซเดอร์ ซึ่งเป็นรถถังหลักของหน่วยในการรบในทะเลทราย ที่มาของภาพ

กองกำลังของรอมเมลทำการรุกไล่กองทัพอังกฤษต่อไป กำลังผสมระหว่างอิตาลีและเยอรมันทำการเข้าตีแนวรับของอังกฤษ และโอบล้อมเมืองโทบรู๊คเอาไว้ได้ ภายหลังจากนั้นกองทัพของรอมเมลจึงทำการเข้าตีเมืองโทบรู๊คจนแตก ฝ่ายเยอรมันสามารถยึดเสบียง เชื้อเพลิง อาวุธ และกระสุนจำนวนหลายร้อยตันที่อยู่ภายในเมือง สามารถจับเชลยอังกฤษและประเทศต่างๆ ในเครือจักรภพได้เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อรอมเมลทำการรุกต่อไปที่เอล อะลาเมน เขาต้องพบกับการตั้งรับที่เหนียวแน่นของกองทัพที่ 8 (8th Army) ภายใต้การบัญชาการของนายพลเบอร์นาด มอนโกเมอรี ผู้ซึ่งทำการตั้งรับ และทำลายกำลังรบของนายพลรอมเมลลงได้เป็นจำนวนมาก ประกอบกับเหตุการณ์และสถานการณ์ต่างๆ ในช่วงระหว่างนั้น ส่งผลสำคัญต่อชัยชนะของฝ่ายอังกฤษ จึงทำให้กองทัพอังกฤษเป็นฝ่ายรุกกลับอีกครั้ง

กองทัพอังกฤษสามารถครอบคลองน่านน้ำและส่งกำลังบำรุงทางเรือมาส่งที่แนวหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ต่างจากฝ่ายอักษะ เพราะถึงแม้พวกเขาจะสามารถส่งกำลังบำรุงมาได้ แต่กำลังบำรุงที่ได้ก็มีจำนวนน้อย และไม่เพียงพอต่อความต้องการ เหตุผลเพราะในตอนนั้นกองทัพเยอรมันกำลังเปิดการรุกเข้าไปในสหภาพโซเวียต จึงทำให้กำลังคนและกำลังอาวุธต้องทุ่มเทเข้าไปยังแนวรบที่กว้างใหญ่ในโซเวียต

กองพลยานเกราะที่ 7 เป็นหนึ่งในกองพล ซึ่งทำการรุกโต้ตอบใส่แนวรบเยอรมันอีกครั้ง แทบทุกสมรภูมิครั้งสำคัญในยุทธภูมิแอฟริกาแห่งนี้ ชื่อของกองพลยานเกราะที่ 7 หรือชื่อของหน่วยขึ้นตรงของกองพลยานเกราะที่ 7 จะมีรวมอยู่ด้วยเสมอ กองทัพอังกฤษรุกโต้ตอบกลับคืนจนสามารถผลักดันกองกำลังผสมเยอรมันอิตาลีให้ถอยกลับไปยังตูนิเซีย ในเดือนมกราคม 1943 กองทัพที่ 8 ของอังกฤษเครื่อนพลเข้าสู่กรุงตริโปลีได้สำเร็จ เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับเยอรมัน พวกเขาส่งกำลังข้ามมหาสมุทรมายกพลขึ้นบกที่แอฟริกาเหนือ ทำการตีกระหนาบกองกำลังอักษะจากทางทิศตะวันตกและกองทัพอังกฤษรุกเข้าไปจากทางทิศตะวันออก บีบให้กองกำลังเยอรมันและอิตาลีต้องถอยกลับเข้าไปยังฐานที่มั่นแห่งสุดท้ายในตูนิเซีย ภายหลังจากการรบอันดุเดือด กองพลยานเกราะที่ 7 ก็ทำการรุกเข้าตีฐานที่มั่นแห่งสุดท้ายของเยอรมันและอิตาลีได้สำเร็จ ได้รับชัยชนะขั้นเด็ดขาดในยุทธภูมิแอฟริกาเหนือ มีทหารเยอรมันและอิตาลีจำนวน 250,000 นายถูกจับเป็นเชลย

เมื่อได้รับชัยชนะในแอฟริกาเหนือกองพลยานเกราะที่ 7 ยังมีส่วนร่วมในการรบในยุทธภูมิอิตาลี โดยกองพลหนูทะเลทรายนี้ ยกพลขึ้นบกที่ซาเลอโน่ ในวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1943 พวกเขามีภารกิจหลักในการ ต้านทานการรุกโต้ตอบการยกพลขึ้นบกจากฝ่ายเยอรมัน หนูทะเลทรายที่เคยทำการรบบนทะเลทรายอันร้อนระอุในแอฟริกาเหนือ มาตอนนี้พวกเขาต้องทำการรบอยู่บนถนนหรือบนท้องทุ่งของชนบทอิตาลี กำลังรบของฝ่ายพันธมิตรทำการรุกโต้ตอบกลับคืน และตีฝ่าออกจากหัวหาดได้สำเร็จ พวกเขาทำการเข้ารุกสู่เมืองเนเปิ้ลและยึดที่นี่เอาไว้ได้ มันเป็นการรบที่ดุเดือดอีกครั้งของกองพลยานเกาะที่ 7 ซึ่งพวกเขาต้องปรับยุทธวิธีการรบจากเดิมที่พวกสามารถทำการรุกได้อย่างรวดเร็วบนภูมิประเทศที่เปิดโล่งของทะเลทราย การทำการรบข้ามลำน้ำ เคลื่อนพลข้ามภูเขา หรือแม้กระทั่งการทำการรบอยู่ในเขตเมืองใหญ่ ตลอดช่วงเวลาการรบในอิตาลี กำลังพลของหน่วยมียอดการสูญเสียเป็นจำนวนมากจากการรบครั้งนี้ กระทั่งช่วงปลายปี 1943 ทั้งกองพลถูกส่งกลับไปพักฟื้นและปรับกำลังที่ประเทศอังกฤษ


รถถังเชอร์แมนสังกัดกองพลยานเกราะที่ 7 ขณะแล่นข้ามลำน้ำในอิตาลี ปี ค.ศ. 1943
ที่มาของภาพ


เมื่อการบุกในวันดีเดย์เริ่มต้นขึ้น กองทัพอังกฤษมีหน้าที่รับผิดชอบการบุกขึ้นหาดโกลด์และซอร์ด นอกจากนี้พวกเขาต้องทำการรุกเข้ายึดเมืองก็อง อันเป็นเมืองเป้าหมายสำคัญของการบุกและการตีฝ่าออกไปจากนอร์มังดี เมืองก็องนั้นเป็นเมืองที่กองทัพอังกฤษจะต้องยึดให้ได้ตั้งแต่วันดีเดย์ แต่กองทัพเยอรมันที่รักษาการอยู่ในเมือง ต่างทำการรบต้านทานการบุกของฝ่ายอังกฤษได้อย่างเหนียวแน่น และกองทัพเยอรมันยังเสริมกำลังเข้ามาเพื่อสกัดการรุกของฝ่ายอังกฤษเป็นจำนวนมาก โดยหวังที่จะทำการรุกโต้ตอบกองทัพอังกฤษเพื่อผลักดันให้กองทัพพันธมิตรล่าถอยลงทะเลอีกครั้ง กองพลยานเกราะที่ 7 ภายใต้การบังคับบัญชาและสั่งการทางยุทธการของกองทัพน้อยที่ 30 (XXX Army Corps) ได้เข้าร่วมในยุทธการโจมตีแนวรับของเยอรมันบริเวณรอบๆ เมืองก็อง และมีส่วนร่วมในยุทธการครั้งสำคัญต่างๆ อาทิ ยุทธการเพิร์ชและยุทธการกู๊ดวู๊ด แต่กองกำลังเยอรมันที่ตั้งรับในพื้นที่ ล้วนแล้วแต่เป็นกองกำลังที่เคยผ่านการรบในแนวรบด้านตะวันออกกับกองทัพโซเวียตมาก่อน พวกเขามีประสบการณ์รบมาแล้วอย่างโชกโชน โดยเฉพาะเหล่าบรรดากองพลต่างๆ ในสังกัดของกองกำลังเอสเอส รวมทั้งกำลังรบที่เป็นทั้งชุดปฏิบัติการรบเฉพาะกิจและกองพันอิสระต่างๆ จึงทำให้การรบเพื่อแย่งยึดเมืองก็องในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในการรบที่ดุเดือดและนองเลือดมากที่สุดครั้งหนึ่งในสมรภูมินอร์มังดี โดยเฉพาะการรบที่หมู่บ้านโบกาจ ซึ่งหน่วยขึ้นตรงต่างๆ ของกองพลยานเกราะที่ 7 ทำการรุกเข้าสู่หมู่บ้านแห่งนี้ โดยหารู้ไม่ว่ากองพันยานเกราะหนักเอสเอสที่ 101 ของเยอรมันจัดวางกำลังตั้งรับ ซุ่มรอพวกเขาอยู่ หน่วยขึ้นตรงของกองพลยานเกราะที่ 7 ภายหลังจากการกลับไปปรับกำลังที่อังกฤษ กำลังพลส่วนใหญ่เป็นทหารกองหนุน หรือกำลังที่อาสาสมัครเข้ามาใหม่ กำลังพลส่วนใหญ่ยังไม่มีประสบการณ์รบ พวกเขาจึงถูกซุ่มโจมตีและถูกข้าศึกทำลายรถถังได้เป็นจำนวนมาก

แต่ถึงแม้จะสูญเสียอย่างหนักที่หมู่บ้านโบกาจ กองพลยานเกราะที่ 7 ยังโชคดีที่พวกเขาได้รับกำลังเสริมอย่างทันท่วงที และได้มีส่วนร่วมในยุทธการครั้งสำคัญต่างๆ หลังจากนั้น รวมทั้งกองพลหนูทะเลทรายนี้ก็ยังมีส่วนร่วมในการล้อมกองทัพเยอรมันเอาไว้ที่วงล้อมฟาเลส กองพลยานเกราะที่ 7 ได้ร่วมในปฏิบัติการรุกของฝ่ายพันธมิตร ภายหลังการปลดปล่อยกรุงปารีส ด้วยการรุกข้ามชายแดนจากฝรั่งเศสสู่เบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ในวันที่ 6 กันยายน 1944 พอถึงเดือนมกราคม 1945 กองพลนี้ได้ทำการรุกข้าแม่น้ำไรน์และเคลื่อนพลไปยังเมืองฮัมเบิร์ก พวกเขายึดเมืองแห่งนี้ของเยอรมันเอาไว้เป็นที่หมายสุดท้ายของการทำการรบตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ภายหลังกองทัพเยอรมันยอมแพ้ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1945 กองพลยานเกราะที่ 7 ยังเป็นส่วนหนึ่งของพวกที่กำลังยึดครองประเทศเยอรมัน และเป็นกำลังรบหลักของอังกฤษ ซึ่งประจำการอยู่ในเยอรมันเพื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ แต่กองทัพอังกฤษยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีความจำเป็นต้องยุบหน่วยหรือทำการปรับขนาดกำลังรบให้เล็กลง โดยที่กองพลยานเกราะที่ 7 ยังโชคดีที่ถูกปรับกำลังลง และลดโครงสร้างให้เหลือเพียงแค่เป็นกองพลน้อยยานเกราะที่ 7 เป็นหน่วยขึ้นตรงหน่วยหนึ่งของกองพลยานเกราะที่ 1 แต่ยังคงตราสัญลักษณ์และนามหน่วยว่า “หนูทะเลทราย” ตลอดมา


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : http://www.desertrats.org.uk/main.htm
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/7th_Armoured_Division_
(United_Kingdom)

Website : http://www.warlordgames.com/unit-profile-british-7th-armoured-division-desert-rats/
Website : http://www.army.mod.uk/structure/28953.aspx
Website : http://www.telegraph.co.uk/news/uknews/defence/9911295/
Famed-Desert-Rats-to-lose-their-tanks-under-Army-cuts.html