Sex and Love Story in the History

กลับบ้านกับแม่นะลูก

ในปี ค.ศ. 1922 เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่ลูกชายของแซลลี่ แม็กเวล เบอร์เน็ท เสียชีวิตในการรบช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่เธอต้องอยู่กับความสูญเสียกับการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของเธอ และมันคือเวลากว่า 4 ปีที่เธอต้องเผชิญชีวิตกับความจริงอันแสนเจ็บปวดนี้ แซลลี่ไม่ต่างจากคุณแม่ท่านอื่นๆ นับล้านคน ที่ลูกชายที่เธอรักปานแก้วตาดวงใจต้องมาสังเวยชีวิตให้กับสงครามในครั้งนี้ แต่แล้ววันหนึ่งมีจดหมายฉบับหนึ่ง ถูกส่งมาจากประเทศเยอรมัน จดหมายฉบับนี้จ่าหน้าซองถึงเธอพร้อมชื่อของผู้ส่งที่ชื่อ “เอมิล แมร์เคลบาค” เขาคือนายทหารเยอรมันที่ต่อสู้กับลูกชายของเธอในวาระสุดท้ายของชีวิตเขา


ซองจดหมายที่เอมิล แมร์เคลบาค เขียนส่งมาให้คุณแม่แซลลี่ ที่มาของภาพ

เอมิล แมร์เคลบาค คือผู้บังคับบัญชากองร้อยบอลลูนตรวจการณ์ ประจำการ ณ บริเวณตอนเหนือของฝรั่งเศส ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1918 บอลลูนนั้นเป็นยุทโธปกรณ์อย่างหนึ่ง ซึ่งถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย ทั้งจากฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายมหาอำนาจกลาง มันมักถูกใช้ในการตรวจการ สอดแนมแนวรบของข้าศึก จัดทำแผนที่สนามรบ หรือแจ้งเตือนภัยทางอากาศ และบนบอลลูนที่ลอยอยู่บนฟ้าก็เป็นอันตรายต่อเครื่องบินรบที่บินเข้ามาใกล้เช่นกัน เพราะมันมีปืนกลเป็นอาวุธที่ใช้ในการป้องกันตนเองติดตั้งเอาไว้ และมันพร้อมจะยิงทำลายเครื่องบินข้าศึกทุกลำได้ตลอดเวลา


หลุยส์ เบอร์เน็ท (แถวหน้าคนที่สองจากขวา) ขณะที่ยังเป็นนักเรียนการบิน ที่มาของภาพ

หลุยส์ เบอร์เน็ท คือลูกชายสุดที่รักของแซลลี่ เบอร์เน็ท บุตรชายของตระกูลนักธุรกิจผู้มั่งคั่งแห่งเมืองเวสตั้น รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เขาคืออดีตนักศึกษาอนาคตไกลจากมหาลับเยลล์ เขาเองก็ไม่ต่างจากเด็กหนุ่มอเมริกันคนอื่นๆ เพราะเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มขึ้น เขาก็ติดตามข่าวสาร และอยากเข้าไปร่วมรบในมหาสงครามครั้งนี้เป็นอย่างมาก หลุยส์ตัดสินใจหยุดเรียนในมหาวิทยาลัยเพื่อมาสมัครเข้าเป็นทหาร และเหล่าทหารที่เขาอยากเป็นมากที่สุดก็คือ การเป็นนักบิน ซึ่งในยุคนั้นการเป็นนักบินถือว่าเป็นสิ่งที่ยังใหม่มากสำหรับการทำสงคราม เขาจากบ้านที่เวสต์เวอร์จิเนียมาเข้าร่วมกับกองบินน้อยเวสต์เวอร์จิเนีย ที่เพิ่งถูกจัดตั้งขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1917 แต่ทว่า กระทรวงสงครามของอเมริกากลับยุบกองบินน้อยเวสต์เวอร์จิเนียแห่งนี้ นั่นจึงทำให้หลุยส์ตัดสินใจสมัครเข้าเป็นนักบินในกองทัพอากาศอังกฤษ ในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1917 ภายหลังจากที่เขาทำการฝึกศึกษาในอังกฤษสำเร็จเรียบร้อยแล้ว เขาจึงถูกส่งไปประจำการที่แนวหน้า ในช่วงฤดูร้อน ปี ค.ศ. 1918 ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส


บอลลูนของฝ่ายเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มาของภาพ

หลุยส์เป็นนักบินฝีมือดี เขาออกปฏิบัติการในภารกิจต่างๆ กว่า 120 ภารกิจ เขาคือนักบินอนาคตไกลคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ เพราะความกล้าและเด็ดเดี่ยวที่จะทำภารกิจแสนอันตรายด้วยตัวเขาเอง ระหว่างในช่วง 10 วันก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในการรบ หลุยส์สามารถยิงเครื่องบินข้าศึกตกได้ถึง 3 ลำ และสามารถทำลายบอลลูนข้าศึกอีกจำนวน 9 ลูก ในจำนวนนี้มีบอลลูนจำนวนถึง 4 ลูก ถูกเขายิงตกภายในวันเดียว เขามีโอกาสพัฒนาตนเองให้กลายเป็นเสืออากาศคนหนึ่งได้ แต่ทว่าในวันที่เขาเสียชีวิตนั้น โชคชะตานำพาให้เขาได้มาเผชิญหน้ากับ เอมิล แมร์เคลบาค ซึ่งทำหน้าที่อยู่บนบอลลูนลูกหนึ่ง ในเนื้อความจดหมายที่เอมิล แมร์เคลบาค เขียนมาให้คุณแม่แซลลี่ได้บรรยายเอาไว้ว่า

“เครื่องบินของหลุยส์ยิงบอลลูนของฝ่ายเราร่วงลงไปลูกหนึ่ง และเขาบินตรงมาที่ผมในระยะ 300 เมตร เขาเปิดฉากยิงใส่บอลลูนที่ผมอยู่ พลปืนกลที่อยู่บนบอลลูนและปืนต่อสู้อากาศยานที่อยู่เบื้องล่าง ระดมยิงสกัดเครื่องบินของเขาอย่างหนาแน่น แต่เขาก็ยังบินตรงดิ่งเข้ามาหาบอลลูนของผมอย่างไม่หวาดหวั่น และเปิดฉากยิงใส่พวกเราอย่างต่อเนื่อง แต่ทันใดนั้น เครื่องบินลำนี้ก็หักเลี้ยวและเสียการทรงตัว ก่อนจะลดระดับลงมากระแทกลงพื้นอย่างรุนแรง”


หลุมฝังศพของตระกุลเบอร์เน็ท ทางซ้ายคือ คุณแม่เซลลี่ ตรงกลางคือ คุณพ่อหลุยส์ เบอร์เน็ท ซีเนียร์ และทางขวาคือ ลูกชายของพวกเขา หลุยส์ เบอร์เน็ท จูเนียร์ ที่มาของภาพ

เอมิล แมร์เคลบาค ชื่นชมในความกล้าหาญของนักบินข้าศึกคนนี้ เขารีบนำบอลลูนลงพื้น และจัดกำลังออกตามหาเครื่องบินข้าศึกลำนี้ เขาพบกับเครื่องบินของหลุยส์ร่อนลงจอดกระแทกพื้น จนชิ้นส่วนต่างๆ กระจายออกมาพร้อมกับพบว่า นักบินนอนหายใจรวยระรินอยู่บนเครื่อง เอมิลและลูกน้องได้พยามช่วยชีวิตหลุยส์เอาไว้ เสนารักษ์เยอรมันพยายามปฐมพยาบาลให้หลุยส์ แต่อาการบาดเจ็บของเขาสาหัสมาก ขาทั้งสองข้างของเขาหักและมีกระสุนปืนหนึ่งนัดฝังอยู่ที่ศีรษะ รถพยาบาลของเยอรมันพยายามนำเขาไปส่งรักษาตัวที่โรงพยาบาล แพทย์สนามยื้อชีวิตเขาเต็มที่ แต่บาดแผลที่เขาได้รับฉกรรจ์เกินกว่าที่ร่างกายของเขาจะอดทนได้ เขาเสียชีวิตในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาภายในโรงพยาบาลสนามของเยอรมัน ตรงกับวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 1918 ทหารเยอรมันในพื้นที่จัดพิธีศพและฝั่งร่างของเขาอย่างสมเกียรติธรรมเนียมทหาร

สี่วันต่อมาข่าวสารที่หัวอกคนเป็นแม่อย่างแซลลี่ไม่อยากรับรู้หรือได้ยิน ก็ตรงมาถึงบ้านของเธอ มันคือโทรเลขจากกองทัพอังกฤษแจ้งว่า บุตรชายของเธอได้สูญหายไประหว่างการรบ มันยิ่งกว่าตายทั้งเป็นเสียอีก เมื่อเธอได้รับทราบข่าวนี้ คุณแม่แซลลี่ได้รับรู้ถึงชะตากรรมของลูกชายของเธอ มันยิ่งสร้างความระทมทุกข์ให้เธอมากขึ้น เพราะเธอจะต้องอยู่กับความสงสัยว่า ชะตากรรมของลูกชายจะเป็นอย่างไร เขายังอยู่หรือไม่ ไม่รอช้า เธอรีบเขียนจดหมายถึงเจ้าหน้าที่ของกองทัพอังกฤษในทันที เพื่อต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมถึงสิ่งที่ทางกองทัพแจ้งให้ทราบ แต่ก็ไม่มีใครจะสามารถตอบได้ว่า ลูกชายของเธออยู่ ณ แห่งหนตำบลใดในเวลานี้ แซลลี่ทำถึงขนาดเสนอเงินรางวัลให้กับเจ้าหน้าที่ทหาร คนใดก็ตามที่สามารถหาข้อมูลที่ชัดเจนแน่นอนว่า ลูกชายของเธอมีชะตากรรมเช่นไร เธอยอมสละทรัพย์ที่มีเพื่อคลายความสงสัยที่กำลังกัดกินจิตใจของคนเป็นแม่คนนี้

ความสูญเสียต่างๆ ดูเหมือนจะเข้ามารุมทำร้ายจิตใจของคุณแม่ท่านนี้ราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ เพราะก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งสัปดาห์ สามีที่ร่วมชีวิตกันมาของเธอพึ่งจะเสียชีวิตจากอาการป่วยอย่างกะทันหัน ทิ้งให้เธอต้องเผชิญชีวิตเพียงลำพังกับข่าวคราวของลูกชาย ที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตาย แต่เธอก็ยังพยายามตามหาข่าวคราวของลูกชายเธออย่างไม่ลดละมาตลอด เธอประสานหาข้อมูลจากนายทหารอเมริกัน หรือจากชาติพันธมิตรอื่นๆ ตลอดจนองค์กรกลางต่างๆ จนกระทั่งในช่วงเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1918 ความสงสัยและความกระวนกระวายใจของเธอที่ผ่านมาทั้งหมด แปรเปลี่ยนลงเป็นความโศกเศร้าทันที หน่วยกาชาดสากลได้แจ้งให้เธอทราบ และยืนยันมาว่า ลูกชายของเธอ หลุยส์ เบอร์เน็ท “เสียชีวิตในการรบ” ความเศร้าโศกเสียใจที่ยากเกินจะพรรณนา ประดังประดาเข้ามาในหัวใจของคนเป็นแม่ ตลอดเวลาที่เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจไปในการค้นหาคำตอบของชะตากรรมลูกชาย วันนี้คำตอบที่ได้คือ การสูญเสียบุตรชายอันเป็นที่รักดั่งดวงใจ มันยิ่งทำให้เธอแทบจะหมดอาลัยกับชีวิต หน่วยกาชาดยังแจ้งกับเธออีกว่า ศพของลูกชายของเธอน่าจะอยู่ในที่ไหนสักแห่ง บริเวณระหว่างพรมแดนฝรั่งเศสกับเบลเยียม


คุณแม่แซลลี่ เบอร์เน็ท ที่มาของภาพ

แซลลี่ เบอร์เน็ท อาจจะเป็นเหมือนกับผู้หญิงทั่วโลก ซึ่งอาจจะเป็นภรรยา หรือเป็นมารดาของทหารคนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า คนรักที่พวกเขาเฝ้ารอวันที่จะได้กลับมาพบหน้ากัน จะไม่มีวันได้กลับมาเจอกันอีกแล้วตลอดชีวิต และจากนี้ไปตลอดจนชั่วชีวิตของพวกเขา มีเพียงการทำใจยอมรับความสูญเสียอันเจ็บปวดครั้งนี้ และใช้ชีวิตของตนเองต่อไปให้ได้ แต่แซลลี่เลือกที่จะทำในสิ่งที่คนอื่นๆ มองว่า เป็นเรื่องยาก และแทบจะไม่มีทางเป็นไปได้ นั่นก็คือ การออกเดินทางตามหาสถานที่ฝังศพลูกชายและนำเขากลับมาบ้าน เธอตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า ไม่ว่าลูกชายของเธอจะนอนทอดกายแผ่นดินกลบหน้าอยู่ ณ ที่แห่งใดในแผ่นดินยุโรป เธอก็จะพาเขากลับมาบ้าน และไม่ว่าสภาพของลูกจะอยู่ในลักษณะใดเธอก็จะยังรัก และจะทะนุถนอมลูกน้อยของเธออย่างไม่เสื่อมคลาย

เดือนมีนาคม ค.ศ. 1919 เธอรวบรวมทุนทรัพย์ที่มี แล้วเดินทางไปที่ยุโรป ด้วยความช่วยเหลือจากกองทัพอเมริกัน หน่วยกาชาดอเมริกัน พวกเขาออกเดินทางตามหาหลุมศพของลูกชายคุณแม่แซลลี่ ด้วยหัวใจของแม่ที่อยากจะพบหน้าลูก ไม่ว่าจะเป็นหรือตายเธอก็ยินดีที่จะพบ เธอรอนแรมนานนับสัปดาห์ข้ามมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ของแอตแลนติกไปขึ้นฝั่งที่ฝรั่งเศส และเดินทางต่อไปยังสุสานทหารที่เมืองต่างๆ ของฝรั่งเศส เพื่อตามหาหลุมศพของลูกชายเธอ เมืองแล้วเมืองเล่าที่เธอต้องเดินทางไป ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นแม่ที่ต้องการจะพบลูกอีกครั้ง เร่งเร้าให้เธอไม่แยแสต่อความเหน็ดเหนื่อยหรือย่อท้อแต่ประการใด

มันดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ในการตามหาศพทหารคนหนึ่งท่ามกลามศพทหารนับแสนจากชาติต่างๆ เกือบทั่วโลก ทุกๆ หลุมศพทุกหลุมที่เธอเดินผ่าน ไม่มีชื่อใดตรงกับชื่อของลูกชายเธอเลยแม้แต่หลุมเดียว มันคือที่ไหนกันที่ลูกชายสุดที่รักของเธอนอนทอดกายรอแม่ของเขา คุณแม่แซลลี่เดินก้าวต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ท่ามกลางแสงแดดหรือสายฝน สุสานแล้ว สุสานเล่า ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เธอก็จะค้นหามันทุกซอกทุกมุม จนกว่าเธอจะแน่ใจว่า ลูกชายของเธอไม่ได้อยู่ที่นี่ ความหวังของคุณแม่แซลลี่อาจจะดูริบหรี่เหมือนแสงเทียนเล่มเล็กๆ เล่มเดียว ที่ถูกจุดขึ้นมาในค่ำคืนอันมืดมิด แต่จิตใจของเธอก็โชติช่วงไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความรัก รวมถึงความห่วงหาอาทรที่ร่ำร้องอยากจะพบ อยากจะเจอ ลูกน้อยของเธอ

เมื่อสุสานแห่งนี้ไม่มีหลุมศพใดที่มีชื่อของลูกชายเธอ เธอจึงต้องเดินทางไปยังสุสานแห่งอื่นๆ เท้าที่ก้าวผ่านหลุมศพแต่ละหลุม และสายตาที่จดจ้องไปยังป้ายหลุมศพแต่ละแห่ง สายตาของเธอกวาดมองหาชื่อของลูกน้อยของเธออย่างไม่ลดละความพยายาม จนในที่สุด ณ เมืองเวฟรึคอง ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เธอก็ได้มาพบกับหลุมศพที่ไม่มีเสาไม้กางเขนเหมือนเช่นหลุมศพอื่นๆ หลุมหนึ่ง มันคือหลุมศพหมายเลข 590 โดยที่หลุมนี้มีเพียงเสาไม้ธรรมดาเสาหนึ่งซึ่งสลักชื่อลูกชายของเธอเอาไว้ พร้อมกับข้อความที่ว่า “แด่นายทหารผู้เผชิญหน้ากับความตายอย่างหาญกล้า” มันคือ หลุมศพของหลุยส์ เบอร์เน็ท ลูกชายสุดที่รักของเธอ

ความพยายามของคุณแม่แซลลี่สำเร็จลงแล้ว ลูกชายของเธอนอนอยู่เบื้องหน้าตรงนี้ เหลือเพียงแต่นำพาเขากลับบ้านไปด้วยกันเท่านั้น แต่ปัญหาเกิดขึ้นทันทีที่พวกเขาพบหลุมศพของหลุยส์ นั่นก็เป็นเพราะว่า การนำศพออกไปจากสุสานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการฝรั่งเศสเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่คุณแม่แซลลี่ก็ตั้งใจแล้วว่า ไม่ลดละความตั้งใจของเธอ ไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เธอก็จะพาลูกชายของเธอกลับไปให้ได้ เธอตัดสินใจทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายด้วยการเสนอเงินว่าจ้างชาวบ้านท้องถิ่น ด้วยเงินจำนวนมากและติดสินบนแก่เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรักษาสุสาน เพื่อให้พวกเขาได้แอบมาขุดศพ และนำกลับไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา แต่การนำศพออกไปทั้งโลงศพ ดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องแปรสภาพร่างของหลุยส์ให้อยู่ในสภาพที่เอื้อต่อการขนย้าย และสามารถลำเลียงขึ้นเรือกลับไปอเมริกาได้อย่างสะดวกที่สุด

กาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านไป ทำให้สภาพศพของหลุยส์เหลือเพียงแต่โครงกระดูก มีเพียงเสื้อผ้า และเครื่องใช้บางอย่างที่ยังอยู่ในสภาพพอจำลักษณะได้ ชาวบ้านที่ถูกว่าจ้างมา ช่วยกันขุดศพและพากันลำเลียงร่างของหลุยส์มาแปรสภาพศพ จนเหลือแต่เถ้ากระดูก เพื่อสะดวกต่อการขนย้าย และแล้วคุณแม่แซลลี่ก็สามารถนำพาลูกชายของเธอกลับบ้านได้สำเร็จ แม้ว่าลูกน้อยของเธอจะเหลือเถ้าธุลี แต่เธอก็ยินดีที่จะกอดโกศที่บรรจุกระดูกของลูกชายเธอเอาไว้ไม่ห่างกาย เธอรักลูกชายคนนี้ตั้งแต่วันที่เขาลืมตาดูโลก และกอดเขาเอาไว้ในอ้อมกอดไม่ห่างกาย แม้วันนี้อ้อมกอดที่เธอกอดนั้น ไม่ใช่เด็กน้อยน่ารักคนนั้น แต่มันเป็นโกศบรรจุกระดูกของเด็กซึ่งเป็นคนเดียวกับที่เธอเคยอุ้มท้องเขามา แต่เธอก็จะยังรักเขาตลอดไปมิมีวันเสื่อมคลาย


อดีตคฤหาสน์ของตระกูลเบอร์เน็ท ปัจจุบันคือ ห้องสมุดสาธารณะหลุยส์ เบอร์เน็ท
ที่มาของภาพ


ชีวิตที่เหลืออยู่ของคุณแม่แซลลี่ เธออุทิศเพื่อรำลึกถึงคุณความดีของลูกชายของเธอ เธอบริจาคเงินทุนเพื่อปรับปรุงโบสถ์ประจำเมืองเวฟรึคอง เมืองที่ร่างของลูกถูกฝังอยู่ที่นั่น ก่อนจะถูกนำกลับมาอเมริกา และในปี ค.ศ. 1922 เธอตัดสินใจยกแมนชั่นประจำตระกูลเบอร์เน็ท เพื่อให้เป็นห้องสมุดและแหล่งเรียนรู้ของชุมชน โดยตั้งชื่อว่า “ห้องสมุดสาธารณะหลุยส์ เบอร์เน็ท” ซึ่งยังเปิดทำการจนกระทั่งทุกวันนี้ ขณะเดียวกัน สนามบินประจำเมืองเกิดของหลุยส์ ยังได้รับการเปลี่ยนเป็นชื่อของหลุยส์ เบอร์เน็ท เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงผู้เสียสละ และเป็นดั่งตัวแทนความกล้าหาญของคนทั้งเมืองของลูกชายคุณแม่แซลลี่ผู้นี้

คุณแม่แซลลี่ใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายอย่างสงบ และเสียชีวิต ในวันที่ 21 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1944 ร่างของเธอถูกนำกลับมาฝังลงเคียงข้างสามีและลูกชายของเธอ ณ สุสานแมคเพลล่า เวสตั้น ลูวิสเคาท์ตี้ รัฐเวสเวอร์จิเนีย อันเป็นสถานที่ที่ครอบครัวของเธอได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้งชั่วนิรันดร์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : http://americanhistory.si.edu/blog/WWI-letter
Website : https://www.wvencyclopedia.org/articles/445
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Louis_Bennett_Jr.
Website : https://www.findagrave.com/cgi-bin/fg.cgi?page=gr&GRid=117897006
Website : https://www.geni.com/people/Sallie-Bennett/6000000041019016325