World's Famous People

อิวาซากิ ยาทาโร่ จากรากหญ้าสู่ผู้นำของ มิตซูบิชิ

บริษัทยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นจำนวนมากนั้น หรือไซบัตสึหลายกลุ่ม มักก่อตั้งขึ้นโดยตระกูลซามูไรชั้นสูงในอดีต เป็นเสาหลักทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นมาถึงปัจจุบัน แต่ก็มีองค์กรหลายแห่งที่ก่อตั้งขึ้นจากซามูไรระดับล่าง หรือชนชั้นยากไร้

อิวาซากิ ยาทาโร่ ผู้ก่อตั้งบริษัท มิตซูบิชิ คือหนึ่งในต้นแบบของผู้สร้างตัวจากชนชั้นล่างโดยไม่เลือกวิธีการ ทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อสร้างฐานะ และมีสันชาตญาณของการเอาตัวรอดสูง เขาเป็นคนมีเซ้นส์ด้านการเงิน ติดต่อเจรจาได้คล่องแคล่ว แม้ว่าจะเป็นซามูไรที่ยากจน บุคลิกภายนอกไม่ชวนให้น่าพูดคุยด้วยนัก แต่ความสามารถของเขาก็ทำให้เจ้านายในแคว้นโทสะเลือกใช้งานเขาหลายครั้ง แล้วนั่นก็คือ โอกาสของยาทาโร่ในการกระโจนเข้าสู่สังคมของชนชั้นสูง รวมถึงการเป็นเจ้าของบริษัทเอกชนรุ่นแรกๆ ที่เริ่มติดต่อค้าขายกับชาวตะวันตกอย่างจริงจัง


ที่มาของภาพ

พื้นเพของยาทาโร่ เป็นลูกชายในตระกูลชาวนายากจนในแคว้นโทสะ มีนิสัยทะเยอทะยาน หมายมั่นจะสร้างชื่อเสียง และหาเงินทอง เพื่อยกระดับฐานะ ต่อมาได้หาทางเข้าไปรับใช้ โยชิดะ โทโย บริวารคนสนิทของ ยามาอุจิ โทโย เจ้าเมืองโทสะ

ยาทาโร่รู้ว่าโทโยเป็นคนเหี้ยมหาญ เจ้าเล่ห์ มีสติปัญญา รอบรู้ประวัติศาสตร์ และมองหาคนที่ทำงานได้คล่องมาใช้งาน จึงพยายามเสนอตัวออกมา ยาทาโร่จึงโดนเรียกตัวมาทำงานให้หลายครั้ง แต่หลังจากได้รางวัลใหญ่มาแล้ว ช่วงแรกเขาก็มีปัญหาอยู่บ้าง เพราะลูกชาวนาอย่างเขาไม่เคยลิ้มรสชาติของการมีอำนาจและทรัพย์สินเงินทอง แต่สุดท้าย ยาทาโร่ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ประงานดูแลด้านการค้าขายกับชาวตะวันตกของไคคูนิ ซึ่งเป็นสถานีการค้าของโทสะในเวลานั้นที่เมืองนางาซากิ เขาจึงได้ออกไปทำงานใหญ่ที่นอกเมือง และเริ่มมองเห็นโอกาสของการค้ากับชาวตะวันตก

แต่ไม่นาน คนของพรรคโทสะคินโนะที่ยึดแนวคิด ซนโนโจอิ หรือ “เชิดชูองค์จักรพรรดิ ขับไล่คนเถื่อน” ซึ่งเป็นกระแสสังคมที่มาแรงในเวลานั้น ก็ได้ลอบสังหารโทโยในระหว่างเดินทางยามวิกาลจนถึงแก่ความตาย เมื่อสิ้นโทโยอย่างกะทันหัน ทำให้ยาทาโร่ขาดที่พึ่งพิงไปด้วย เขาจึงต้องกลับบ้านไปด้วยความผิดหวัง กลับมาอยู่ในสถานะซามูไรชั้นล่างที่ยากไร้ดังเดิม เรื่องนี้มีผลทำให้ยาทาโร่ไม่คิดที่จะเข้าพรรคโทสะคินโนะ ไม่เหมือนคนหนุ่มรุ่นเดียวกันจำนวนมากในโทสะ ทำให้เขาค่อนข้างจะโดนดูถูกดูแคลนจากคนรุ่นเดียวกันไม่น้อยที่ยอมไปทำงานรับใช้โทโย ซึ่งเป็นศัตรูของฝ่ายปฏิรูป

แต่แล้วใน ค.ศ. 1863 โอกาสของยาทาโร่ก็หวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์กวาดล้างฝ่ายปฏิรูปของโจชูที่ประตูคินมอน กระแสเริ่มพลิกกลับมาทางฝ่ายบากุฝุ ทำให้โยโดที่เคยยอมตามกระแสแนวคิดแบบซนโนโจอิ ก็เริ่มเปลี่ยนท่าที หันมาใช้ความแข็งกร้าว หาเหตุกวาดล้างพรรคโทสะคินโนะจนสิ้นซาก แต่สถานการณ์นี้ก็เป็นใจให้ยาทาโร่ได้โอกาสกลับไปทำงานอีกครั้ง และได้ไปอยู่ใต้บัญชาของโกโต้ ซาบุโร่ ขุนนางหนุ่มคนสำคัญของโทสะ ยาทาโร่ได้รับความไว้ใจมาก จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานสมาคมพาณิชย์ของโทสะ ประจำอยู่ที่เมืองนางาซากิ

เวลานั้นโทสะพยายามจะไล่ตามแคว้นก้าวหน้าอย่างซัตสึมะและโจชูให้ทัน ทั้งในแง่ของการค้าและวิทยาการความรู้ต่างๆ โทสะติดปัญหาเรื่องการแบ่งแยกชนชั้นของซามูไร และปัญหาเรื่องการกดขี่ของชนชั้นสูงที่ค่อนข้างแรงกว่าอีกสองแคว้น อีกทั้งนโยบายทางการเมืองก็เปลี่ยนไปมา ขาดจุดยืนที่หนักแน่น ดังนั้นยาทาโร่จึงพยายามที่จะสร้างคอนเนกชั่นทางการเมือง รวมถึงการค้าขายกับชาวตะวันตก เขาพยายามอย่างหนักที่จะหาหนทางเรียนรู้เรื่องของชาวตะวันตกและการค้าในนางาซากิ ซึ่งเวลานั้นเองเขาก็ได้มีโอกาสติดต่อกับคนบ้านเดียวกันอย่าง ซากาโมโตะ เรียวมะ ซึ่งมาทำการค้าที่นางาซากิไว้ก่อนแล้ว

ยาทาโร่มองออกถึงความสามารถของเรียวมะ ด้วยความที่เรียวมะเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวของฝ่ายปฏิรูป แล้วยังเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทไคเอ็นไต ซึ่งกลายเป็นบริษัทเอกชนด้านพาณิชย์นาวี หรือ Shipping แห่งแรกของญี่ปุ่น ยาทาโร่จึงได้เข้าไปสร้างสัมพันธ์กับเรียวมะเพิ่มไว้ และให้ความร่วมมือทางการเงินด้วย

ด้วยผลงานที่เขาทำไว้เรื่อยมา กระทรวงอุตสาหกรรมจึงส่งเขาไปเป็นประธานสมาคมพาณิชย์โทสะ
ที่โอซาก้า

จากนั้นใน ค.ศ.1870 หลังญี่ปุ่นปฏิรูปประเทศ ล้มล้างระบอบโชกุน และเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยาทาโร่ได้ใช้โอกาสนี้ในการพลิกสถานะของตน เนื่องจากรัฐบาลเมจิได้ออกกฎหมายห้ามมิให้แว่นแคว้นต่างๆ มีกำลังทหาร หรือดำเนินธุรกิจของตนเองได้อย่างที่เคยเป็นมา เพราะรัฐบาลต้องการควบคุมช่องทางการเงินทั้งหมดภายในประเทศ ป้องกันการก่อกบฏ และพัฒนาประเทศให้เป็นมหาอำนาจโดยเร็ว

อีกทั้ง โทสะ ก็จัดเป็นหนึ่งในสามแคว้นสำคัญของฝ่ายปฏิรูป ร่วมกับ ซัตสึมะ และ โจชู แต่ผู้มีบทบาทสำคัญระดับผู้นำรัฐบาลของคณะปฏิรูปมักมาจากคนของซัตสึมะและโจชูเป็นหลัก ฝ่ายโทสะเองกลับขาดผู้มีความสามารถที่จะเข้าไปทำงานในรัฐบาลใหม่อยู่อีกมาก นี่จึงเป็นโอกาสงามสำหรับยาทาโร่เลย เพราะด้วยกฎห้ามแคว้นต่างๆ ดำเนินการทางธุรกิจเอง ทำให้สมาคมพาณิชย์ของโทสะต้องแยกตัวออกมาเป็นเอกเทศ แม้ว่าทางพฤตินัยจะยังเป็นองค์กรของโทสะอยู่ก็ตาม จากนั้นจึงเปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมพาณิชย์มิคาวะ โดยมียาทาโร่เป็นประธานสมาคม รับผิดชอบจัดการเรื่องราวต่างๆ เช่นเดิม

หลังจากนั้นหนึ่งปี ในค.ศ. 1873 ยาทาโร่ก็ประกาศว่า สมาคมเป็นกรรมสิทธิ์ของเขาเพียงผู้เดียว ไม่ใช่ของแคว้นโทสะอีกต่อไป แล้วเปลี่ยนชื่อสมาคมเป็น “บริษัท มิตซูบิชิ”


ที่มาของภาพ

ยาทาโร่ รวบอำนาจการบริหารทั้งหมดมาไว้ที่ตัวเองเพียงคนเดียว เพื่อป้องกันการต่อต้าน เขาเรียกประชุมพนักงานทั้งหมด ประกาศท่าทีชัดเจนว่า ที่ผ่านมาสมาคมดำเนินการในนามของแคว้นโทสะ ไม่ว่าจะเป็นกิจการขนส่งทางทะเล Shipping การทำเหมือง ผ้าไหม ฯลฯ แต่ต่อไปนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะมิตซูบิชิจะเป็นบริษัทเอกชนภายใต้การบริหารของเขาเท่านั้น หากใครไม่พอใจหรือไม่ต้องการร่วมงานอีก ก็เชิญลาออกไปได้เลย คำประกาศนี้สร้างความไม่พอใจให้พนักงานจำนวนมาก เพราะที่ผ่านมาสมาคมเสมือนเป็นตัวแทนของแคว้นโทสะ พวกเขาจึงเป็นเหมือนข้าราชการที่ทำงานเพื่อบ้านเกิด เป็นงานที่มีเกียรติ แต่มาบัดนี้เท่ากับพวกเขาต้องอยู่ใต้อำนาจของลูกชาวนาคนหนึ่ง ทำให้พนักงานจำนวนมากลาออกไป รวมถึงระดับผู้จัดการและผู้บริหารอีกหลายคน

การกระทำนี้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างองค์กรมหาศาล แต่นี่คือ สิ่งที่ยาทาโร่ต้องการ เพราะเท่ากับว่า เขาจะได้รวบอำนาจทั้งหมดมาไว้ในกำมือได้ แม้ว่าจะต้องเริ่มใหม่อย่างยากลำบาก เพราะขาดแคลนคนมาก อีกทั้งเท่ากับเขาจะกลายเป็นศัตรูกับผู้ใหญ่ของโทสะ และคนในบ้านเกิดตนเองที่จะพูดถึงเขาในทางเลวร้ายไปอีกหลายสิบปี แต่เขาก็ตัดสินใจทำ เพราะว่าคุ้มค่า และเขาสามารถเข้ากุมมิตซูบิชิไว้ได้เบ็ดเสร็จ ขณะเดียวกัน พวกพนักงานที่เป็นชนชั้นชาวนาหรือคนยากไร้ ต่างก็ยอมรับในความสามารถด้านบริหารของเขา และได้ร่วมงานต่อมาเช่นกัน ที่สำคัญคือ ยาทาโร่ได้เจรจากับนายทุนใหม่จากแหล่งอื่นด้วย บุคคลสำคัญคือ โธมัส โกลเวอร์ นักธุรกิจชาวสกอตติชที่เข้ามาค้าขายในญี่ปุ่นอยู่หลายปี เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ยาทาโร่ในการทำธุรกิจ Shipping อย่างมาก

จากนั้นแค่ปีเดียว ยาทาโร่ก็ทำสัญญาหนึ่งปีกับรัฐบาลในการขนส่งกำลังทหารและยุทธปัจจัยสำหรับการทำสงครามกับไต้หวัน จากผลงานนี้ได้สร้างคอนเนกชั่นที่เข้มแข็งระหว่างยาทาโร่กับรัฐบาล ทำให้บริษัท มิตซูบิชิ ได้งานสำคัญอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะการขนส่งกำลังทหารและอาวุธในการปราบกบฏซัตสึมะ แม้จะมีผู้ไม่พอใจยาทาโร่อยู่ไม่น้อยที่เข้าไปหาผลประโยชน์จากสงคราม และเลือกเข้าฝ่ายรัฐบาลเมจิในการปราบผู้ต่อต้านเต็มที่ แต่นี่ก็คือ ก้าวกระโดดสำคัญที่ทำให้มิตซูบิชิผงาดขึ้นมาเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของญี่ปุ่นในเวลานั้น และต่อเนื่องมาถึงช่วงสงครามโลก เมื่อเข้าไปทำธุรกิจด้านยุทโธปกรณ์ทางสงครามโดยเฉพาะ ภายหลังจากนั้นบริษัทได้ปรับเปลี่ยนอีกครั้งกับอุตสาหกรรมรถยนต์นั่งส่วนตัวและเครื่องใช้ไฟฟ้าต่อมา


ที่มาของภาพ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง 
Website
https://en.wikipedia.org/wiki/Iwasaki_Yataro