Inventions That Changed the World

Long Peace สันติภาพที่ยาวนานก็มีวันสิ้นสุด

เรามักหลงใหลเรื่องราวของสงคราม และรู้สึกเฉยๆ กับช่วงเวลาแห่งสันติภาพ ด้วยเหตุผลที่แสนจะเรียบง่าย นั่นคือ ช่วงเวลาสันติภาพไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ขณะที่ช่วงเวลาสงครามเต็มไปด้วยวีรบุรุษ คนโฉด ศาสตราวุธที่ละลานตา และการชิงไหวชิงพริบที่น่าตื่นเต้น

แต่จริงๆ แล้ว ในช่วงสันติภาพมีหลายๆ เรื่องที่เราต้องตรึกรอง อย่างน้อยๆ ก็เช่น การสำรวจความรุนแรงของสงคราม มูลเหตุ และบั้นปลายแห่งความขัดแย้ง ไปจนถึงความลับที่ถูกซ่อนไว้โดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม

จนกระทั่งทุกวันนี้ เรายังคงทำการวิเคราะห์ทางสถิติ และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีหลายๆ เรื่องที่ปรากฏชัดอยู่ต่อหน้าเราแท้ๆ แต่กลับมีความนัยที่ลึกจนเราคิดไม่ถึง


ภาพ ตัวเลขคนตายในกองทัพสหรัฐฯ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จาก The Fallen of World War II ที่มาของภาพ

มีสารคดีเชิงกราฟิกอินโฟเผยแพร่มาสักสองสามปีแล้ว เรื่อง The Fallen of World War II แม้จะบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ แต่หากตั้งใจดูอินโฟกราฟิกจะเข้าใจได้ไม่ยาก เป็นการสรุปย่อความพินาศจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีต่อมนุษย์ ทั้งตัวเลขผู้เสียชีวิตฝ่ายทหารและพลเรือน ซึ่งรวมกันแล้วมากถึง 70 ล้านคน เป็นสงครามที่คร่าชีวิตมนุษย์มากที่สุดในประวัติศาสตร์

แต่หากจะวัดที่สัดส่วนคนตายกับจำนวนประชากรโลกตามยุคสมัย จะพบว่า กบฏอันลู่ซานสมัยราชวงศ์ถังมีคนตายมากที่สุด ในอัตราที่ WWII เทียบไม่ติด ตามด้วยการรุกรานของมองโกล และการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน

ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ในแนวรบด้านตะวันตก โซเวียตสังเวยชีวิตผู้คนมากที่สุด ส่วนสงครามมหาเอเชียบูรพา จีนมีคนตายมากที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะยุทธศาสตร์ที่ฆ่าตัวเองเป็นกำแพงต้านศัตรู (war blunder) เช่นการปักหลักที่สตาลินกราด และเลนินกราด รวมถึงการที่ก๊กมินตั๋งผันกระแสแม่น้ำหวงเหอให้ท่วมญี่ปุ่น แต่คนจีนตายเฉียดล้าน


ภาพ ทหารเยอรมันประจัญบานกับทหารกองทัพแดงของโซเวียตในสมรภูมิสตาลินกราด
ที่มาของภาพ


จะเห็นได้ว่า ผู้ชนะในสงครามไม่ได้มีแต่วีรชน ยังสร้างคนล้มเหลวในคราบวีรบุรุษอีกด้วย

ที่น่าสังเกตอีกอย่างคือ ผู้สร้างสารคดีตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำของญี่ปุ่นในสงครามมหาเอเชียบูรพา ไม่ต่างอะไรกับฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ชวนคิดมาก เพราะแต่ไรมา ญี่ปุ่นมักได้รับ "ความคุ้มครอง" จนแทบไม่มีใครมองว่าร้ายเหมือนนาซี ยิ่งในบ้านเราด้วยแล้ว ภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นถูกชำระอย่างหมดจดด้วยข้อเขียนยุคใหม่ โดยแทบไม่มีใครพูดถึง "กรณีบ้านโป่ง" ที่ทำให้คนไทยชิงชังญี่ปุ่นไปทั่วประเทศ

อีกเรื่องคือ ความโหดร้ายของผู้ชนะที่กระทำต่อผู้แพ้ เช่น กรณีของเยอรมัน พลเรือนที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกฆ่า ทรมาน อดตาย หรือถูกข่มขืนด้วยน้ำมือของโซเวียตที่เข้ามาปราบ ซึ่งมากกว่าที่ตายไปในระหว่างสงครามเกือบ 3 เท่าตัว - สงครามจบอย่าเพิ่งนับศพ (พลเรือน) เป็นคำกล่าวที่เข้าเค้ามากในกรณีนี้


ภาพ ทหารกองทัพแดงของโซเวียตล่วงเกินหญิงชาวเยอรมัน ระหว่างการยึดครองเมืองไลพ์ซิก เมื่อปี 1945 ที่มาของภาพ

ดังนั้น การสำรวจหายนะหลังสงครามและจดจำมัน จึงสำคัญพอๆ กับการศึกษาที่มาและที่ไปของสงคราม เพื่อรักษาสันติภาพให้ยาวนาน

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาติมหาอำนาจและประเทศที่ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจไม่ได้มีความขัดแย้งกัน หรือกระโจนเข้าสู่สงครามโดยตรง อาจมีสงครามตัวแทน (proxy war) บ้างประปราย หรือสงครามระหว่างประเทศกำลังพัฒนา และสงครามกลางเมือง แต่ความขัดแย้งในสเกล WWII ไม่ได้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว

ช่วงเวลานี้เรียกว่า Long Peace หรือ สันติภาพยาวนาน กินเวลาตั้งแต่ปี 1945 หลังสิ้นสุดสงครามโลก จนถึงปี 1991 หลังการล่มสลายของสงครามเย็น แต่ในทางปฏิบัติยังคงนับกันเรื่อยมาจนถึงวินาทีนี้ และจะนับเป็นห้วงสันติกันต่อไป จนกว่าชาติมหาอำนาจะเผชิญหน้ากันอีกครั้ง

นี่คือ Long Peace ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นับแต่สถาปนาจักรวรรดิโรมัน และอาณาจักรต้าถัง


ภาพกราฟิกจาก The Fallen of World War II  แสดงตัวเลขผู้เสียชีวิตจากสงครามต่างๆ
ที่มาของภาพ


แต่ตอนนี้มีสัญญาณที่น่ากังวลในทะเลจีนใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรณีพิพาทเรื่องหมู่เกาะสเปรตลีย์และพาราเซล เริ่มมีบางชาติดึงคนนอกเข้ามายุ่มย่าม แน่ล่ะ อาเซียนบางประเทศอ่อนแอเกินไปที่จะต้านความดื้อดึงของจีน แต่การดึงอเมริกันและญี่ปุ่นเข้ามาเป็นความคิดที่อันตรายมาก ทั้งยังมีบ่างช่างยุในยุโรปและออสเตรเลียให้กังวลอีก

เรื่องใครผิดใครถูกในกรณีทะเลจีนใต้ ผมขอไม่พูดถึงแล้วกัน แต่กำลังคิดว่า ทำอย่างไรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงจะรอดพ้นปากเหยี่ยวปากกา และห้วงสันติภาพยาวนานจะยังคงอยู่ต่อไป

การรักษา Long Peace ยากเย็นกว่าก่อสงครามเป็นไหนๆ...