Oriental World

จูหยวนจางกับลัทธิเม้งก่า

เขาว่าหนังสือดีๆ ถึงจะอ่านซ้ำสักกี่ครั้ง ก็จะได้ความนัยใหม่ๆ อยู่ร่ำไป และหนังสือของนักเขียนท่านหนึ่งที่ผู้เขียนชอบมากเป็นพิเศษคือ นิยายกำลังภายในของกิมยิ้ง อ่านเท่าไรก็ไม่เบื่อ ซ้ำยังได้ไขความนัยในเรื่องทุกครั้งไป เหมือนกับงานเขียนของกิมย้งจะยิ่งพิสดารพันลึก ตามวุฒิภาวะของผู้อ่าน


ภาพหน้าปกนิยายกำลังภายในเรื่อง ดาบมังกรหยก เล่ม 4 ฉากของเรื่องคาบเกี่ยวยุคราชวงศ์หยวน จนถึงการสถาปนาราชวงศ์หมิง โดยตัวเอกของเรื่องเข้าไปพัวพันกับการโค่นล้มราชวงศ์หยวน ขับไล่ชาวแมนจู และขบวนการเม้งก่าที่มีจูหยวนจางเป็นสมาชิก
ที่มาของภาพ


"ดาบมังกรหยก" เป็นอีกเล่มที่พบนัยยะทางการเมืองมากมาย แต่เดิมผมไม่คิดว่านิยายเรื่องนี้จะมี "ระหว่างบรรทัด" มากนัก และส่วนตัวแล้วดาบมังกรหยกไม่ใช่นิยายของกิมย้งที่ผมชื่นชอบมากนัก (เรื่องโปรดคือ แปดเทพอสูรมังกรฟ้า/มังกรหยกภาค 2/มังกรหยกภาค 1 และอุ้ยเสี่ยวป้อ) แต่หลังจากสอบทานใหม่ ต้องคารวะกิมย้งอีกสักรอบ ยอมรับเลยว่าลึกซึ้งจริง

ประเด็นหนึ่งที่คนสงสัยมาตลอดคือ ตัวละครชื่อ "จูหยวนจาง" ซึ่งต่อมาไต่เต้าขึ้นมาเป็นปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง ในนิยายจูหยวนจางเป็นสาวกนิยายเม้งก่า เป็นคาแรกเตอร์ตัวเล็กตัวน้อยแต่เล่ห์เหลี่ยมแพราวพราว ต่อมาไปรวมพลพรรคผู้ลุกฮือต่อต้านมองโกล กระทั่งตั้งราชวงศ์ใหม่สำเร็จ เสร็จแล้วก็ "ถีบศรีษะส่ง" นิกายเม้งก่าที่ค้ำชูเขามา


ภาพพระเจ้าหงอู่ จูหยวนจาง วาดขึ้นสมัยราชวงศ์หมิง เป็นภาพเหมือนชิ้นเอกของจีนปัจจุบัน อยู่ที่พิพิธภัณฑ์วังกู้กงที่ไทเป ที่มาของภาพ

จูหยวนจางมีตัวตนจริงแน่ๆ เพราะ คือพระเจ้าหงอู่แห่งราชวงศ์หมิง พื้นเพเดิมเป็นคนสามัญ แต่เข้าร่วมกับกองกำลังต่างๆ ต่อต้านพวกมองโกลสมัยปลายราชวงศ์หยวน แต่ก่อนจะเข้าร่วมวงไพบูลย์ จูหยวนจางเคยบวชเป็นพระมาก่อน ส่วนนิกายเม้งก่ามีอยู่จริงเช่นกัน ภาษาจีนกลางเรียกว่า หมิงเจี้ยว หรือศาสนาโรจนะ เพราะบูชาไฟและแสงสว่าง (โรจนะ) บางทีเรียว่า มั๋วหนีเจี้ยว หรือศาสนามานิ ตามชื่อของศาสดาคือ ท่านมานิ (คำว่ามั๋วหนี ในพุทธศาสนาหมายถึง มณีรัตนะทางธรรมด้วย)


ภาพของมานิ ศาสดาของศาสนามานิเคียน หรือหมิงเจี้ยว วาดขึ้นสมัยราชวงศ์หยวน ปัจจุบันภาพนี้อยู่ที่เมืองนาระ ประเทศญี่ปุ่น ที่มาของภาพ

นิกายนี้มีรากฐานมาจากศาสนาฟาร์ซีบูชาไฟจากเปอร์เซีย ผสมผสานกับศาสนคริสต์ฝ่ายตะวันออก เรียกว่าลัทธิมานิเคียน (Manichaeism) ครั้นมาถึงจีนสมัยถังก็ผสมกับศาสนาพุทธ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง พระอมิตาภพุทธเจ้า (ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าแห่งสงสว่าง) และเรื่องพระเมตไตรย (เข้ากับเรื่องพระเมสไซอาห์ของคริสต์) ในระยะหลังแทบจะกลายเป็นพุทธเต็มตัว

อู๋หาน นักประวัติศาสตร์จีนร่วมสมัยอ้างว่า จูหยวนจางเป็นพวกนิกายเม้งก่า แต่มีคนแย้งว่า จูหยวนจางเป็นพระมาก่อน น่าจะบวชในนิกายจิ้งถู่ (นิกายสุขาวดี) ซึ่งบูชาพระอมิตาภพุทธ และมีการตามประทีปถวายพระพุทธเจ้าแห่งแแสงสว่าง หรือไม่ก็เป็นนิกายไป๋เหลียน (白莲教 นิกายบัวขาว บูชาพระเมตไตรย) ทำให้เข้าใจผิดว่า จูหยวนจางเป็นพวกเม้งก่า


วัดเฉ่าอัน (草庵) วัดของนิกายเม้งก่าเพียงแห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ ตั้งอยู่ที่เมืองจิ้นเจียง มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ที่มาของภาพ

แต่ส่วนตัวผมคิดว่า จูหยวนจาง น่าจะเป็นเม้งก่าจริงๆ แต่เป็นเม้งก่าที่ถูกพุทธกลืนไปมากแล้ว มิหนำซ้ำในเวลาต่อมายังเข้าร่วมกับพลพรรคกบฏโพกผ้าแดง ของหานซานถง พวกกบฏโพกผ้าแดงนับถือนิกายบัวขาวผสมเม้งก่า บูชาคัมภีร์มหาอนุโรจนราชาโลกสมภพ (大小明王出世經) ซึ่งกล่าวถึงการปรากฏของ "พระผู้ไถ่" แต่เรียกว่า "พระเมตไตรย" หรือ หมิงหวาง (明王)) ซึ่งเป็นแนวคิดของของนิกายเม้งก่าอย่างชัดเจน และในทางวิชาการก็ยอมรับกันด้วยว่าคัมภีร์นี้เป็นของเม้งก่า

หานซานถงคอยปลุกระดมพวกโพกผ้าแดงล้มมองโกลว่า...

"โลกาโกลา (天下大亂) เมตไตรยมาโปรด (彌勒下生) โรจน์ราชันสมภพ" (明王出世)

ต่อมาก็ตั้งตัวเองเป็น หมิงหวาง (โรจนราชัน) เมื่อตายไป ลูกชาย คือ หานหลินเอ๋อร์ ก็เป็นหมิงหวางแทน แต่ลือกันว่า ถูกจูหยวนจางจับถ่วงน้ำ แล้วตัวเองขึ้นมาครองอำนาจนำทัพ "เม้งก่า" ล้มมองโกล

ตอนได้อำนาจแล้ว จึงตั้งชื่อราชวงศ์ว่า "ต้าหมิง" ตาม นิกายเดิมของตน คือ "หมิงเจี้ยว"


ตามตำนานเล่าว่า จูหยวนจางหน้าตาอัปลักษณ์ยิ่งนัก หากช่างหลวงกลัวถูกประหารจึงวาดออกมาดูงามสง่า แล้วตั้งไว้ในวังหลวง ส่วนภาพอัปลักษณ์แพร่หลายในหมู่มวลชน จะเป็นความจริง เป็นจินตนาการ หรือเป็นการป้ายสีของศัตรูหรือไม่ ยังชัดเจนนัก
ที่มาของภาพ