World's Famous People

พลโททาดามิชิ คูริบายาชิ ปราบไพรีจนตัวตายชีพมลายที่อิโวจิม่า

“อย่าได้คาดหวังว่าฉันจะรอดกลับมา…” นี่คือข้อความหนึ่งที่พลโททาดามิชิ คูริบายาชิ เขียนลงในจดหมายที่ส่งกลับไปให้ภรรยาของเขาที่ญี่ปุ่น มันคือส่วนหนึ่งของข้อความที่ผู้เขียนต้องการจะบอกให้ผู้อ่านได้รับรู้ และเตรียมใจตนเองไว้ให้พร้อมเผชิญหน้ากับความเป็นจริงของชีวิตในยามสงคราม และความพลัดพรากที่กำลังจะมีขึ้นในอนาคต หน้าที่ของชายชาติทหารผู้แบกรับภาระของประเทศชาติเอาไว้บนบ่า เมื่อจากบ้านมาเพื่อทำหน้าที่ของตนเองแล้ว ความตายก็เหมือนเงาที่ติดตามตัวไปในทุกๆ ย่างก้าว


พลโททาดามิชิ คูริบายาชิ ที่มาของภาพ 

ภาพยนตร์เรื่อง The Letter from Iwojima นำเรื่องราวการสู้รบในมุมมองของทหารญี่ปุ่นที่ทำการรบต้านทานกองกำลังนาวิกโยธินอเมริกัน ที่ยกพลบุกเกาะอิโวจิม่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1945 มันเป็นหนึ่งในยุทธภูมินองเลือดครั้งสำคัญในสงครามโลกครั้ง 2 ทางฝั่งแปซิฟิก ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวให้เห็นถึงมุมมองของฝ่ายญี่ปุ่นตลอดการรบในยุทธการครั้งนี้ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม และน่าทึ่งที่ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่ชาวญี่ปุ่น แต่เป็นผู้กำกับฮอลลีวู้ดอดีตนักแสดงในบทบาทของคาวบอยตะวันตกยุค Old West เขาผู้นั้นก็คือ คลิ้น อีสวู้ด

คลิ้น อีสวู้ด ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง The Letter from Iwojima และ เคน วาตานาเบ้ ผู้รับบทเป็นพลโทดามิชิ คูริบายาชิ ที่มาของภาพ 

และบทบาทของตัวละครสำคัญในภาพยนตร์เรื่องนี้คือ นายพลคูริบายาชิ ผู้ซึ่งทำหน้าที่บังคับบัญชากองทหารญี่ปุ่นบนเกาะอิโวจิม่าแห่งนี้ เขาเป็นนายพลญี่ปุ่นไม่กี่คนที่เคยมีโอกาสไปอเมริกาในช่วงที่ญี่ปุ่นและอเมริกายังคงมีสันติภาพระหว่างกัน และเฉกเช่นนายพลคนอื่นๆ ที่เมื่อได้ไปอเมริกาแล้ว ก็ได้พบเห็นถึงพลังอำนาจทางอุตสาหกรรมของอเมริกาที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่กว่าญี่ปุ่นนับสิบเท่า แผ่นดินที่กว้างขวางอันอุดมไปด้วยทรัพยากรต่างๆ มากมาย ช่วยเตือนสติเขาไว้เสมอว่า อเมริกาไม่ใช่ประเทศที่ญี่ปุ่นควรจะไปสู้รบปรบมือด้วย เฉกเช่นกับคำพูดที่เขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า “อเมริกาจะเป็นประเทศสุดท้ายบนโลกที่เราจะทำสงคราม”


ภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นลักษณะของเกาะอิโวจิม่า สามารถมองเห็นสนามบินทั้งสองแห่ง บริเวณปลายสุดที่เป็นแหลมและมีเนินเขาบริเวณนั้นคือ เขาสุริบาชิ
ที่มาของภาพ 


ทาดามิชิ คูริบายาชิ เกิดในตระกูลซามูไรเล็กๆ ที่จังหวัดฮานิชินะ ชีวิตวัยเด็กของเขาฉายแววความเป็นผู้นำมาตั้งแต่วัยเยาว์ แม้จะเป็นในรูปแบบของเด็กดื้อก็ตาม บ่อยครั้งที่เขามักจะชักชวนเพื่อนๆ ให้หนีโรงเรียน หรือรวมกลุ่มกันต่อต้านบุคลากรของโรงเรียน ถึงจะเป็นเด็กดื้อ แต่เขาก็ยังเป็นเด็กที่มีความสามารถในการแต่งบทกวีได้อย่างดี และเขาเองก็ใฝ่ฝันอยากทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ แต่ชีวิตเขาก็มาลงเอยกับการเป็นทหาร คูริบายาชิเรียนจบการศึกษาระดับมัธยม ในปี ค.ศ. 1911 และสมัครเรียนต่อในโรงเรียนนายร้อยกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น และจบการศึกษาในอีก 3 ปีต่อมา ในเหล่าทหารม้า

ปี ค.ศ. 1923 คูริบายาชิฉายแววความเป็นเลิศในแบบฉบับของนายทหารม้า ด้วยการสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยกองทัพบกด้วยผลการเรียนดีเยี่ยม และได้รับพระราชทานกระบี่จากพระหัตถ์ขององค์จักรพรรดิ 5 ปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1928 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นหนึ่งในนายทหารติดตามประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 2 ปี ช่วงเวลาที่เขาอยู่อเมริกา เขามีโอกาสได้ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอีกด้วย


นาวิกโยธินอเมริกันยกพลขึ้นบกบนเกาะอิโวจิม่า ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง The Letter from Iwojima ที่มาของภาพ 

ตลอดช่วงเวลา 2 ปีในการทำหน้าที่ ณ ดินแดนอเมริกา คูริบายาชิได้มีโอกาสท่องเที่ยวในประเทศสหรัฐอเมริกา เขาศึกษาและเรียนรู้สภาพสังคมอเมริกัน และต้องทึ่งกับพลังอำนาจทางอุตสาหกรรมของประเทศ ความแข็งแกร่งของพลังการผลิตที่มาจากทรัพยากรอันมากมายในประเทศนี้ ประจักษ์ชัดและเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่เขาจดจำเอาไว้เป็นอย่างดี เขาได้บันทึกเรื่องราวความน่าทึ่งของอุตสาหกรรมอเมริกันเอาไว้ในบันทึกส่วนตัวว่า “ผมเข้าใจถึงความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดระหว่างกองทัพ และอุตสาหกรรมของอเมริกัน ผมได้เห็นเขตอุสาหกรรมในเมืองดีทรอยต์ ซึ่งเพียงแค่กดปุ่ม ทุกโรงงานจะเปลี่ยนมาผลิตเพื่อการทหารได้ทันที”

หลังจากกลับมาที่ญี่ปุ่น เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นเสนาธิการทหารประจำกรุงโตเกียว และมีความก้าวหน้าในอาชีพราชการทหารมาโดยตลอด พอถึงปี ค.ศ. 1940 คูริบายาชิได้รับการแต่งตั้งเป็น “พลตรี” และเมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่สถานะสงครามกับอเมริกาในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 พลตรีคูริบายาชิได้รับคำสั่งให้ทำหน้าที่นายทหารเสนาธิการประจำกองทัพที่ 23 (23rd Army) ร่วมวางแผนในยุทธการบุกยึดเกาะฮ่องกง พลตรีคูริบายาชิเป็นนายทหารญี่ปุ่นไม่กี่นายที่รับรู้และเข้าใจดีว่า สงครามครั้งนี้คือสงครามที่ญี่ปุ่นจะต้องแพ้ หลายต่อหลายครั้งที่เขาได้พูดกับครอบครัวของเขาว่า “อเมริกาจะเป็นประเทศสุดท้ายบนโลกที่เราจะทำสงคราม” และเขาเองก็สนับสนุนแนวคิดให้เจรจามากกว่าที่จะทำสงครามกับอเมริกา แต่อย่างไรก็ตาม พลตรีคูริบายาชิเป็นทหารผู้ภักดีและมุ่งมั่นที่สุดเท่าที่กองทัพญี่ปุ่นเคยมี มุมมองของเขาอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจในศักยภาพของกองทัพอเมริกัน เขามีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการทำหน้าที่ของเขา และพร้อมที่จะต่อสู้กับทหารอเมริกันด้วยสติปัญญาอย่างสุดความสามารถที่มีอยู่


นาวิกโยธินอเมริกันช่วยกันปักธงชาติลงบนยอดเขาสุริบายาชิ ภายหลังจากยกพลขึ้นบกที่เกาะอิโวจิม่า 4 วัน ที่มาของภาพ

ในขณะที่สงครามกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด นายพลคูริบายาชิคนนี้ก็ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารใต้การบังคับบัญชาของตนเองเสมอ เขามักจะออกไปเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บภายในโรงพยาบาลสนาม จัดหาเวชภัณฑ์ รวมทั้งอุปกรณ์พยาบาลที่จำเป็นต่างๆ มา และยังเร่งรัดติดตามการส่งกำลังบำรุงที่ร้องขอไปจากหน่วยเหนือให้ส่งมาถึงแนวหน้าอย่างทันท่วงทีเสมอ ไม่ว่าจะเป็นทหารของหน่วยเขาเอง หรือทหารจากหน่วยอื่นๆ จนเหล่าบรรดาทหารพากันจดจำเขาไว้ในฐานะ “ท่านนายพลของเหล่าบรรดาทหาร”

ในปี ค.ศ. 1943 นายพลคูริบายาชิได้รับการเลื่อนยศเป็นพลโท และยังได้รับหน้าที่บังคับบัญชากองพลที่ 109 แต่ในปีถัดมา เขาได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีฮิเดกิ โตโจ ให้ทำหน้าที่บัญชาการกองกำลังญี่ปุ่นบนเกาะอิโวจิม่า ซึ่งในเรื่องนี้ นักประวัติศาสตร์ยุคหลังต่างเชื่อว่า เป็นแผนการขจัดเขาออกไปให้พ้นจากความพยายามในการเรียกร้องให้เจรจาสันติภาพกับอเมริกา และเป็นที่ทราบกันดีว่า ตัวของนายพลคูริบายาชิคือ นายทหารญี่ปุ่นที่สนับสนุนแนวคิดนี้ แต่ถึงแม้ว่าคำสั่งของโตโจคือการ “เนรเทศ” ออกไปให้พ้นเส้นทางอำนาจการเมือง นายพลคูริบายาชิก็ยังมุ่งมั่นที่จะไป แม้ภารกิจนี้จะเป็นการไปเพื่อรอวันตายก็ตาม

วันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1944 พลโทคูริบายาชิเดินทางไปถึงเกาะอิโวจิม่า และทันทีที่ไปถึง เขาก็เริ่มงานของตนด้วยการสำรวจไปรอบๆ เกาะ โดยเฉพาะบริเวณแนวชายหาดต่างๆ เขาพบว่ากองทหารญี่ปุ่นที่รักษาการณ์อยู่บนเกาะแห่งนี้ จัดกำลังตั้งรับใกล้กับบริเวณพื้นที่ชายหาดมากเกินไป เขาออกคำสั่งให้ย้ายแนวรับของทหารลึกเข้าไปในแผ่นดิน เพื่อที่จะล่อให้ข้าศึกยกพลขึ้นหาดมารวมกันเยอะๆ ก่อนจะโต้ตอบกลับด้วยอาวุธหนัก และแนวอุโมงค์ของหลุมบุคคลที่คอยโผล่มาซุ่มยิงข้าศึกเป็นระยะๆ มีการขุดอุโมงค์ความยาวกว่า 18 กิโลเมตร และสร้างรังปืนกลประจำตามจุดต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณถ้ำ ซึ่งมีอยู่กว่า 5,000 แห่งบนเกาะนี้ พลโทคูริบายาชิเข้าใจดีถึงตำแหน่งที่ตั้งของเกาะแห่งนี้ ต่อความสำคัญทางยุทธศาสตร์การรบของฝ่ายอเมริกัน ซึ่งพวกเขาต้องการที่นี่เป็นสนามบินให้เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ เพื่อการบินไปทิ้งระเบิดต่อแผ่นดินใหญ่ของญี่ปุ่น นอกจากนี้เขาก็รู้ดีว่า ไม่มีทางที่ญี่ปุ่นจะเอาชนะอเมริกันบนเกาะนี้ได้ แต่เขาเลือกมาที่นี่เพื่อบัญชาการรบ และสร้างความเสียหายให้แก่กองกำลังอเมริกันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อให้ทางฝ่ายอเมริกันต้องคิดหนัก หากพวกเขาต้องการจะยกพลขึ้นบกที่แผ่นดินใหญ่ของญี่ปุ่น

และแล้วกองทัพสหรัฐอเมริกาก็เคลื่อนกำลังมาที่เกาะอิโวจิม่าแห่งนี้ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945 กองกำลังนาวิกโยธินอเมริกันยกพลขึ้นบกทางตอนใต้ของเกาะ การขึ้นบกของทหารอเมริกันในครั้งนี้สร้างความประหลาดใจแก่พวกเขาเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่มีการรบต้านทานใดๆ ที่บริเวณชายหาดเลย ทหารญี่ปุ่นหายไปไหน นาวิกโยธินอเมริกันระลอกต่างๆ ถูกลำเลียงมากับยานลำเลียงพล พวกเขาขึ้นฝั่งมาได้ และเริ่มทำการเคลื่อนพลจากชายหาดสู่แผ่นดิน แต่เมื่อเคลื่อนพลออกจากชายหาดมาได้ไม่ไกล การโจมตีจากทหารญี่ปุ่นก็เริ่มขึ้นทันที ปืนกล ปืนเล็ก ปืนใหญ่ ยิงประสานกันเพื่อสกัดการรุกของอเมริกันเป็นอย่างดี นาวิกโยธินอเมริกันกำลังอยู่ในพื้นที่สังหารที่พวกญี่ปุ่นวางไว้ ทหารอเมริกันพากันล้มตาย และบาดเจ็บลงเป็นจำนวนมาก มันเป็นบทเรียนที่พลโทคูริบายาชิเรียนรู้มาจากความพ่ายแพ้ของทหารญี่ปุ่นในยุทธการที่เกาะต่างๆ ทั้งในเกาะกวม หรือ ไซปัน ซึ่งปืนใหญ่และพลังอำนาจจากเรือรบอเมริกันสามารถทำลายแนวรับของทหารญี่ปุ่นบนหาดให้แหลกสลายได้เสมอ การตั้งรับในแนวลึกและล่อให้ข้าศึกมาสังหารในพื้นที่แบบนี้ ฝ่ายอเมริกันก็ไม่สามารถร้องขอการยิงจากปืนใหญ่ของเรือรบได้ เพราะโอกาสจะยิงถูกพวกเดียวกันนั้นมีสูง

คำสั่งของท่านนายพลนั้นเด็ดขาด ทหารได้รับคำสั่งให้สังหารทหารอเมริกันให้ได้ 10 คน เป็นอย่างน้อย และเป็นเรื่องที่ชาญฉลาดที่พลโทคูริบายาชิออกคำสั่งให้ทหารทุกคนห้ามใช้การโจมตีแบบ “บันไซชาร์จ” อันเป็นการรบตะลุมบอนกับข้าศึก ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมากๆ ในครั้งเดียวอย่างไร้คุณค่า เขาเลือกที่จะสั่งทหารของตนเองให้ทำการรบแบบลอบจู่โจม หรือลิดรอนกำลังข้าศึกด้วยอาวุธชนิดต่างๆ และใช้พื้นที่ได้เปรียบต่างๆ ที่ฝ่ายญี่ปุ่นมีให้เป็นประโยชน์ นายพลฮอลแลนด์ สมิธ แห่งกองกำลังนาวิกโยธินอเมริกันได้กล่าวไว้ว่า “ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่นายพลญี่ปุ่นคนนี้เป็นไอ้จอมเจ้าเล่ห์คนหนึ่ง”

แต่กำลังคนและกำลังยุทโธปกรณ์ที่มีอย่างมหาศาลของกองทัพอเมริกัน แม้จะสูญเสียไปเท่าใดก็ตาม พวกเขาก็ยังหนุนเนื่องกันมาเรื่อยๆ และเมื่อถึงที่สุดแล้ว นาวิกโยธินอเมริกันก็สามารถตีฝ่า และทำลายแนวรับของญี่ปุ่นลงได้ แม้จะแลกมาด้วยชีวิตทหารจำนวนมากก็ตาม ทหารญี่ปุ่นก็ยังสู้ต่อไปอย่างสุดความสามารถ และสุดชีวิตที่พวกเขามีอยู่ จากเดิมที่ฝ่ายอเมริกันประเมินเอาไว้ว่า จะสามารถยึดเกาะแห่งนี้ได้ในเวลาไม่กี่วัน กลับกลายเป็นว่า พวกเขาต้องใช้เวลามากกว่านั้น การส่งกำลังบำรุงเข้ามาอย่างไม่ขาดสายของอเมริกัน เริ่มส่งผลต่อการรบมากยิ่งขึ้น ทหารญี่ปุ่นสูญเสียที่มั่นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เวลา 4 วัน หลังจากการยกพลขึ้นบก ทหารอเมริกันสามารถปักธงชาติลงบนยอดเขาสุริบายาชิ อันเป็นฐานที่มั่นสำคัญของฝ่ายญี่ปุ่นบนเกาะอิโวจิม่าได้เป็นผลสำเร็จ และดำเนินการรุกเข้าไปสู่ส่วนที่เหลือของเกาะ พร้อมกับกวาดล้างทหารญี่ปุ่นที่ประจำการในส่วนอื่นๆ ของเกาะไปอย่างต่อเนื่อง


ศพของทหารที่เสียชีวิตถูกฝังไว้บนเกาะอิโวจิม่า ที่มาของภาพ

ณ เวลานั้นกองกำลังญี่ปุ่นบนเกาะเสียชีวิตในการรบมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกันกับเสบียงและกระสุนทีใกล้จะหมดลงเต็มที กำลังทางเรือและกำลังทางอากาศของอเมริกันปิดล้อมเกาะแห่งนี้อย่างแน่นหนา ส่งผลให้การส่งกำลังบำรุงเป็นไปไม่ได้

พลโทคูริบายาชิ ตัดสินใจรบแตกหักครั้งสุดท้ายกับนาวิกโยธินอเมริกัน มันไม่ใช่การเข้าตีแบบบันไซชาร์จตามแบบฉบับการรบของทหารญี่ปุ่น แต่มันคือ การเตรียมตัวและวางแผนในการลอบจู่โจม เพื่อสร้างความเสียหายให้ข้าศึกให้มากที่สุด เช้ามืดของวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1945 นายพลคูริบายาชินำการโจมตีครั้งสุดท้ายนี้ด้วยตนเอง การเข้าตีของทหารญี่ปุ่นครั้งนี้ดำเนินกลยุทธ์เป็น 3 เส้นทาง เพื่อจะบุกฝ่าแนวรบของนาวิกโยธินอเมริกันเข้าไปสร้างความเสียหายให้ได้มากที่สุด นาวิกโยธินอเมริกันบันทึกการรบในครั้งนี้เอาไว้ว่า “พวกญี่ปุ่นโจมตีเราในช่วงเช้ามืด มันไม่ใช่การโจมตีแบบบันไซ แต่มันเป็นการโจมตีที่ถูกวางแผนการมาเป็นอย่างดี เพื่อสร้างความสับสนและความเสียหายแก่ฝ่ายเราให้มากที่สุด” ลูกระเบิดมือถูกขว้างมาจากทหารญี่ปุ่นนับสิบลูกอย่างต่อเนื่องในเวลาไม่กี่นาที ทหารอเมริกันที่เฝ้าแนวรบเสียชีวิตไปหลายนาย และแนวรบถูกเจาะเข้ามาได้ การรบดำเนินไปจนถึงขั้นประจัญบาน ทหารทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันด้วยดาบปลายปืนและมือเปล่า นาวิกโยธินอเมริกันเริ่มรวมพล รุกโต้ตอบกลับคืนด้วยกำลังที่เหนือกว่า และสนับสนุนด้วยอาวุธหนักต่างๆ ยิงโต้ตอบ สังหารทหารญี่ปุ่นลงได้เป็นจำนวนมาก และแล้วการรุกครั้งสุดท้ายของนักรบกล้าจากแดนอาทิตย์อุทัยเหล่านี้ ก็ถูกหยุดยั้งลงได้ท่ามกลางความสูญเสียของทหารทั้งสองฝ่าย

ท่ามกลางซากศพของทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิต ไม่ปรากฏว่ามีศพของนายพลคูริบายาชิแต่อย่างใด มีทฤษฎีการเสียชีวิตของท่านนายพลหลากหลายแบบ เช่น ท่านนายพลเปลี่ยนชุดเครื่องแบบของตนให้กลมกลืนไปกับพลทหาร และเสียชีวิตไปพร้อมๆ กันกับทหาร บ้างก็ว่า ท่านนายพลกระทำการคว้านท้องตนเองหรือ “เซปปุกุ” ภายในกองบัญชาการ แต่ภายหลังสงครามยุติลง ลูกชายของท่านนายพลคูริบายาชิได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงวาระสุดท้ายของคุณพ่อ โดยอ้างอิงจากการบอกเล่าของทหารญี่ปุ่นที่ร่วมรบกับท่านในศึกสุดท้าย และเป็นพยานในเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “คุณพ่อบาดเจ็บสาหัส แต่ทหารก็พาท่านออกมาจากการรบได้ วาระสุดท้ายของชีวิตท่าน ท่านเกรงว่าการเสียชีวิตของท่านจะถูกนำไปเป็นการโฆษณาชวนเชื่อของข้าศึก ดังนั้น ท่านจึงสั่งการให้ทหารช่วยกันนำร่างของท่านไปฝังเอาไว้อย่าให้ข้าศึกพบเจอ” มีความพยายามทั้งจากฝ่ายอเมริกันและญี่ปุ่น ในการตามหาร่างของท่านนายพลแต่ก็ไร้ร่องรอยจนถึงทุกวันนี้

การรบที่เกาะอิโวจิม่าเป็นการรบที่นองเลือดและสูญเสียมากที่สุด ฝ่ายอเมริกันสามารถยึดเกาะแห่งนี้ได้ในวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1945 มียอดการสูญเสียชีวิตของฝ่ายอเมริกันอยู่ที่ 6,821 นาย บาดเจ็บจำนวนกว่า 19,217 นาย ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นสูญเสียทหารไปกับการรบครั้งนี้จำนวน 21,000 นาย ในจำนวนนี้มีทหารที่รอดชีวิตจากการรบจำนวน 1,080 นาย และช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อว่า มีทหารญี่ปุ่นจำนวนสองนายที่กว่าจะยอมมอบตัว เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงปี ค.ศ. 1949 อันเป็นเวลา 4 ปี ภายหลังสงครามโลกยุติลง ทหารทั้งสองนายนี้คือ ยามาคาเงะ คุฟูกุ และ มัสซูโด ลินโซกิ ทั้งสองเป็นพลปืนกลประจำป้อมปืน

ก่อนที่พลโททาดามิชิ คูริบายาชิ และทหารหาญแห่งองค์จักรพรรดิจะพลีชีพในครั้งนี้ ท่านนายพลได้แต่งบทกวีบทสุดท้าย ส่งเป็นข้อความผ่านวิทยุไปยังกองบัญชาการที่กรุงโตเกียว มีใจความว่า

 
แสนปวดใจภาระหนักมิเสร็จสิ้น
พลันชีวินด่าวดิ้นสิ้นความหวัง
หมดอาวุธไร้กระสุนแลพลัง
ต้องพลาดพลั้งแพ้พ่ายวายชีวา
ผจญศึกนับหมื่นปัจจามิตร
แม้นเพียงนิดมิเคยคิดหลบหนีหน้า
ทอดชีวีลงบนผืนพสุธา
ตากลมฟ้าผุพังเป็นธุลี
หากฟื้นชีพได้อีกครั้งก็จะสู้
ให้มันรู้ว่ากูอยู่ที่ตรงนี้
จะพิทักษ์รักษาผืนปฐพี
ดินแดนขององค์ภูมีจอมราชันย์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Battle_of_Iwo_Jima
Website : http://www.kilroywashere.org/006-Pages/ReluctantWarrior.html
Website : http://ww2db.com/person_bio.php?person_id=21
Website : http://worldwar2database.com/gallery/wwii1161
Website : http://madmonarchist.blogspot.com/2015/07/soldier-of-monarchy-general-tadamichi.html